วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผู้ที่ใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอานคนแรก คือใคร ??


ผู้ที่ใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอานคนแรก คือใคร ??  
(ชี้ขาดโดย เชค อับดุลหะลีม มะหฺมูด เราะหิมะฮุลลอฮฺ อดีตชัยคุลอัซฮัร(ปรมาจารย์แห่งอัซฮัร)

ตอบ ..
อัล-กุรอานถูกประทานลงมาแด่ท่านรสูล(ซ.ล.) ด้วยสำเนียงภาษาอาหรับที่ชัดเจน และท่านรสูล(ซ.ล.) ก็ได้อ่านมันเสมือนกับที่ท่านได้ฟังมาจากมะลาอิกะฮฺญิบรีล และบรรดาอัครสาวกก็ได้อ่านมันตามที่พวกเขาได้ยินมาจากท่านรสูล(ซ.ล.) และพวกเขาก็ได้ท่องจำและรักษาอัล-กุรอานเอาไว้เสมือนกับที่พวกเขาได้ยินมา และพวกเขาก็อ่านมันเป็นภาษาอาหรับเหมือนดังที่ได้ยินมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน

และเมื่ออณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายมากขึ้น  และศาสนาอิสลามของอัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ได้แผ่ขยายเข้าไปสู่ดินแดนอื่นที่มิใช่อาหรับ จึงทำให้มีการผสมผสานกันในทางภาษามากขึ้นและเริ่มมีการใช้ภาษาอาหรับอย่างผิดเพี้ยน ดังนั้น ท่านหัจญาจจึงได้มีคำสั่งให้ใส่สระลงไปในอัล-กุรอาน เพราะเกรงว่าในอนาคตอาจจะทำให้มีการอ่านอัล-กุรอานแบบผิดเพี้ยน

ซึ่งท่านหัจญาจนั้น อยู่ในยุคสมัยของราชวงศ์อุมัยยะฮฺและท่านเป็นคนแรกที่สั่งใช้ให้ใส่จุดและใส่สระลงไปในอัล-กุรอาน

แต่ยังมีรายงานอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วคนแรกที่ใส่จุดและใส่สระลงไปในอัล-กุรอาน คือ อะบู อัล-อัสวัด อัด-ดุอฺลีย์  อันเนื่องมาจากคำสั่งใช้ของ ท่านอับดุลมะลิก บิน มัรวาน

และท่านอิมามอัซ-ซุยูฏีย์ ได้กล่าวรายงานหนึ่งว่า  “แท้จริงส่วนหนึ่งจากผู้ที่มีส่วนร่วมในการใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอาน คือ ท่านหะซัน อัล-บัศรีย์ และท่านยะหฺยา บิน ยะอฺมุร”

ดู ตำรา فتاوى โดย เชค อับดุลหะลีม มะหฺมูด  เราะหิมะฮุลลอฮฺ  อดีตชัยคุลอัซฮัร(ปรมาจารย์แห่งอัซฮัร) เล่มที่ 1  หน้าที่ 197

การใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอานนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาจากคำสั่งใช้ของท่านรสูล(ซ.ล.) ,ไม่ได้มาจากการกระทำของเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมทั้งสี่ .. แต่ถึงกระนั้น มันก้อมิใช่บิดอะฮฺที่หลงผิดแต่ประการใด หนำซ้ำยังเป็นการกระทำที่ดีเสียอีก โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งอัล-กุรอานแห่งอัลลอฮฺ ตะอาลา


เชค อับดุลหะลีม มะหฺมูด เราะหิมะฮุลลอฮฺ 
อดีตชัยคุลอัซฮัร(ปรมาจารย์แห่งอัซฮัร) ผู้ล่วงลับ


ความสับสนเกี่ยวกับมัสญิดอัล อักซอ และโดมศิลาสีทอง (Dome of the Rock)

ตอบคำถามโดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล มุนัจญิด
อาอิช แปลและเรียบเรียง

คำถาม : อัสลามุอะลัยกุม มีความสับสนเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับมัสญิดอัลอักศอ และโดมศิลาสีทอง (Dome of the Rock) ท่านช่วยให้รายละเอียด ในการอธิบายครั้งนี้ด้วยว่า อะไรคือเหตุผลของความสับสน ทั้งหมดนี้?

คำตอบ : มัสญิดอัลอักซอ (ในกรุงเยรูซาเล็ม) นั้น เป็นกิบละฮฺแรก ในสองกิบละฮฺ (ทิศที่หันในการละหมาด) และเป็นหนึ่งในสามมัสญิด ที่ผู้คนเดินทางมา โดยมีเป้าหมายเพื่อการอิบาดะฮฺ (ต่ออัลลอฮฺ) กล่าวกันว่า มัสญิดแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยนบีสุลัยมาน (อะลัยฮิสลาม) ดังที่มีบันทึกไว้ในสุนัน อัน นาซาอียฺ และจัดเป็นหะดีษศอเฮียะฮฺ โดยเชค อัล บานียฺ กล่าวกันอีกว่า มัสญิดแห่งนี้ มีมาก่อนท่านนบีสุลัยมาน โดยนบีสุลัยมาน ได้บูรณะมัสญิดหลังนี้ ในภายหลัง ตามหะดีษที่รายงานโดย อิมาม บุคอรียฺและอิมามมุสลิม ซึ่งรายงานมาจาก อบู ซัรรฺ (รอดิยัลลอฮุ อันฮุ) โดยเขากล่าวว่า “ฉันถามท่านนบีว่า มัสญิดใดที่ถูกสร้างขึ้นมา บนแผ่นดินเป็นแห่งแรก ท่านตอบว่า มัสญิด อัลหะรอม (ในมักกะฮฺ) ฉันถามต่อว่า หลังจากนั้นหล่ะ? ท่านตอบว่า มัสญิดอัล อักซอ ฉันถามต่อว่า มีระยะเวลาเท่าไหร่ ระหว่างสองมัสญิดนี้? ท่านตอบว่า สี่สิบปี ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะอยู่มัสญิดไหน (ระหว่างสองมัสญิดนี้) เมื่อเข้าเวลาละหมาด เจ้าจงละหมาด เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะปฏิบัติ”

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ถูกนำพาไปในการเดินทางของคืนหนึ่ง (อิสเราะอฺ) สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) ที่ที่ท่านได้นำละหมาดนบีคนอื่นๆ ในมัสญิดอันศักสิทธ์แห่งนี้ อัลลอฮฺกล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสญิดอัลหะรอม ไปยังมัสญิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมัน เราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่าง จากสัญญาณต่างๆ ของเรา แท้จริงพระองค์ คือ ผู้ได้ยิน ผู้ทรงเห็น” อัลอิสรออฺ 1

โดมศิลาทองนั้น ถูกสร้างขึ้นโดยเคาลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ดังที่ถูกบันทึกไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ อัล ฟีลัสฏีนนียะฮฺ (4/203) ในเชิงประวัติศาสตร์ ชื่อมัสญิดอัลอักศอ เกี่ยวพันกับสถานศักดิ์สิทธิ์อันมีเกียรติ (อัลหะรอม อัลชะรีฟ) รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในนั้นด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือโดมศิลาทอง ที่สร้างโดยเคาะลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ตรงกับปีที่ 691ของคริสตศักราช ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์อิสลาม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ ชื่อของโดมศิลาทอง ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับมัสญิด (อัลอักศอ) อันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเนินอันศักดิ์สิทธิ์

มีการกล่าวไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ (3/23) อีกเช่นกันว่า ”โดมศิลาทอง ตั้งอยู่ตรงกลางเนินของมัสญิดอัลอักซอ ที่อยู่ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอัล กุดส์ (เยรูซาเล็ม) มันอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่กว้างขวาง ประมาณ 480 เมตร จากทางทิศเหนือถึงทิศใต้ และ 300 เมตร จากทางทิศตะวันออก ถึงทิศตะวันตก เนินสูงแห่งนี้ ครอบคลุมเกือบจะหนึ่งในห้า ของพื้นที่เมืองเก่าของเยรูซาเล็มแห่งนี้”

มัสญิดที่เป็นสถานที่ละหมาดนั้น ไม่ใช่โดมศิลาทอง แต่เพราะว่ารูปภาพของโดมนั้น มีอย่างแพร่หลาย มีมุสลิมจำนวนไม่น้อย คิดว่าเมื่อพวกเขาเห็นมันแล้ว นั่นก็เป็นมัสญิดอัลอักศอ นี่ไม่ใช่ความจริง มัสญิดนี้ ตั้งอยู่ตอนใต้ของเนิน ส่วนโดมถูกสร้างบนหินลอย (raised rock) ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของที่ราบสูง

เราทราบมาแล้วจากที่กล่าวข้างต้นว่า ชื่อของมัสญิดแห่งนี้ เกี่ยวพันกับที่เนินแห่งนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ ความเชื่อของมุสลิม ที่มีต่อภาพของโดม อาจเป็นเพราะว่า ความสวยงามของสิ่งก่อสร้างนี้ ก็เป็นได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว สำหรับพวกเขา ต่อความเข้าใจผิด ที่ไม่สามารถแยกแยะ ระหว่างมัสญิดแห่งนี้ กับสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบๆ

นี่อาจเป็นแผนการ และอุบายอย่างหนึ่ง ของยิว เพื่อที่ผู้คนจะได้หันไปให้ความสำคัญ กับโดมศิลานี้ เพื่อว่าจะได้ทำให้ความต้องการของพวกเขา ในการที่จะสร้างสิ่งที่เรียกกันว่า วิหารนบีสุลัยมาน บนความพินาศของมัสญิดอัลอักศอ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยการทำให้มุสลิม คิดว่ามัสญิดอัลอักศอ คือโดมศิลาทอง ทั้งนี้ เมื่อยิวเริ่มที่จะทำลายมัสญิดอัลอักศอ แล้วมุสลิมพากันประณามพวกเขาในเรื่องนั้น พวกเขาก็จะบอกมุสลิมว่า “มัสญิด อัลอักศอยังอยู่ดี” และจะนำภาพของโดมศิลาทอง มาให้ดู ด้วยวิธีนี้พวกเขา จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา และรอดพ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ของมุสลิม


มัสญิดอัลอักซอ (Al  Aqsa Mosque)

ประวัติมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al-Sakhrah Masjid)

**มัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah)หรือ โดมศิลาทอง( Dome of the rock ) นั้น ถูกสร้างขึ้นโดยเคาลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ดังที่ถูกบันทึกไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ อัล ฟีลัสฏีนนียะฮฺ (4/203) ในเชิงประวัติศาสตร์ ชื่อมัสญิดอัลอักซอ เกี่ยวพันกับสถานอันมีเกียรติ (อัลหะรอม อัลชะรีฟ) รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในนั้นด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือโดมศิลาทอง ที่สร้างโดยเคาะลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ตรงกับปีที่ 691ของคริสตศักราช ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์อิสลาม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ ชื่อของโดมศิลาทอง ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับมัสยิด (อัลอักซอ) อันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเนินอันอันมีเกียรติ 

มีการกล่าวไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ (3/23) อีกเช่นกันว่า ”โดมศิลาทอง( Dome of rock )หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah) ตั้งอยู่ตรงกลางเนินของมัสญิดอัลอักซอ ที่อยู่ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอัล กุดส์ (เยรูซาเล็ม) มันอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่กว้างขวาง ยาวประมาณ 480 เมตร จากทางทิศเหนือถึงทิศใต้กว้างประมาณ 300 เมตร กว้างจากทางทิศตะวันออก ถึงทิศตะวันตก เนินสูงแห่งนี้ ครอบคลุมเกือบจะหนึ่งในห้า ของพื้นที่เมืองเก่าของเยรูซาเล็มแห่งนี้”

**โดมศิลาทองแห่งเยรูซาเลม ที่อาหรับเรียกว่า: Masjid Qubbat Al-Sakhrah, อังกฤษเรียกว่า: Dome of the Rock) ที่ตั้งเด่นอยู่ในเยรูซาเลมในขณะนั้น โดยเฉพาะการใช้โดมใหญ่ (rotunda) ที่ใช้ในการก่อสร้างโดมศิลาทอง ซึ่งเป็นลักษณะการก่อสร้างแบบใหม่สำหรับสถาปัตยกรรมอิสลาม เส้นผ่าศูนย์กลางของโดมคือ 20 เมตร 20 เซนติเมตร และสูง 20เมตร 48 เซนติเมตร ตัวอาคารก่อสร้างเป็นแปดเหลี่ยมที่ตอนบนเป็นโดมไม้ที่ตั้งอยู่บนเสา 16 เสา รอบโดมด้านล่างเป็นโค้งแปดเหลี่ยมที่รับโดยเสาอีก 24 เสา ”ทุกหนทุกแห่งรอบมัสยิดโดมศิลาทอง เต็มไปด้วยชิ้นส่วนของเสา ,หินอ่อนที่แกะอย่างงดงาม ด้านนอกของโดมศิลาทองทำด้วยพอร์ซีเลน และสะท้อนทรงแปดเหลี่ยมของสิ่งก่อสร้าง แต่ละช่วงมีขนาดกว้าง 18 เมตร และสูง 11 เมตร ทั้งโดมศิลาทองและผนังมีหน้าต่างเป็นระยะๆ 

เราทราบมาแล้วจากที่กล่าวข้างต้นว่า ชื่อของมัสยิดแห่งนี้ เกี่ยวพันกับที่เนินแห่งนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ ของมุสลิม ที่มีต่อภาพของโดมศิลาทอง อาจเป็นเพราะว่า ความสวยงามของสิ่งก่อสร้างนี้ ก็เป็นได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว สำหรับพวกเขา ต่อความเข้าใจผิด ที่ไม่สามารถแยกแยะ ระหว่างมัสยิดแห่งนี้ กับสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบๆ 

**นี่อาจเป็นแผนการ และอุบายอย่างหนึ่ง ของยิว เพื่อที่ผู้คนจะได้หันไปให้ความสำคัญ กับโดมศิลาทองนี้ เพื่อว่าจะได้ทำให้ความต้องการของพวกเขา ในการที่จะสร้างสิ่งที่เรียกกันว่า วิหารนบีสุลัยมาน บนความพินาศของมัสยิดอัลอักซอ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยการทำให้มุสลิม คิดว่ามัสยิดอัลอักซอ คือโดมศิลาทอง ทั้งนี้ เมื่อยิวเริ่มที่จะทำลายมัสยิดอัลอักซอ แล้วมุสลิมพากันประณามพวกเขาในเรื่องนั้น พวกเขาก็จะบอกมุสลิมว่า “มัสยิด อัลอักซอยังอยู่ดี” และจะนำภาพของโดมศิลาทอง มาให้ดู ด้วยวิธีนี้พวกเขา จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา และรอดพ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ของมุสลิม

**การนมาซในมัสยิดอัล-อักซอได้ผลบุญเป็น 500 เท่าของการนมาซในมัสยิดอื่นๆยกเว้นในมัสยิดอัล-ฮะรอมและในมัสยิด อัน-นะบะวีในนครมะดีนะฮ์ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “การนมาซในมัสยิดอัล-ฮะรอมเท่ากับการนมาซ 100,000 ครั้งและการนมาซในมัสยิดของฉัน(ในมะดีนะฮ์)เท่ากับนมาซ 1,000 ครั้งและการนมาซในบัยตุลมักดิศเท่ากับการนมาซ 500 ครั้ง” (รายงานโดยเฏาะบะรอนี) นอกจากนี้แล้วยังมีข้อความในกุรอานและในคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดอีกมากมายหลายตอนที่อธิบายถึงความสำคัญของบัยตุลมักดิศในอิสลามและการที่อัลลอฮ์ได้ประทานความจำเริญให้แก่แผ่นดินรอบๆมัน 

ด้วยเหตุนี้แผ่นดินปาเลสไตน์จึงเป็นที่รักและที่หวงแหนของบรรดาสาวกของท่านจนถึงขนาดที่ว่าเมื่อเคาะลีฟะฮ์อุมัรได้เข้ามายังแผ่นดินแห่งนี้เป็นครั้งแรก ท่านได้ประกาศว่าแผ่นดินทั้งหมดของปาเลสไตน์จะเป็นส่วนหนึ่งของสมบัติสาธารณะแห่งอิสลาม(วะกัฟ)สำหรับมุสลิมต่อไปในวันข้างหน้า หลังจากที่ศึกษาข้อความในกุรอานและคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดเกี่ยวกับบัยตุลมักดิศแล้วก็ไม่มีใครที่มีเหตุผลสามารถปฏิเสธถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ต่อผู้ศรัทธาในอิสลามทุกคน

Credit : Marowee Tuanmaeroh


Section( Dome of the rock )หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah)


( Dome of the rock )หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah)






วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

จันทร์เสี้ยวมีที่มาอย่างไร?


จันทร์เสี้ยวมีที่มาอย่างไร?

สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวกับดาว คู่กันนั้นน่าจะมีการใช้กันในยุคอาณาจักรอุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน เติร์ก) ซึ่งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวกับ ดาว 3 ดวง เป็นต้น มุสลิมในรุ่นต่อมาก็รับเอา รูปแบบดังกล่าวมาใช้อย่างแพร่หลาย ผู้ รู้บางท่านได้อธิบายเอาไว้ว่า การ ใช้สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวกับดาวคู่กันน่าจะมีที่มาจาก 2 นัยด้วยกัน คือ 

1. เนื่องจากมุสลิมใช้ปฏิทินทาง จันทรคติเป็นหลักในการกำหนดวันเวลา เช่น การเข้าสู่ เดือนใหม่ก็อาศัยการดูจันทร์เสี้ยวซึ่งการใช้ปฏิทินทางจันทรคติ นี้มีความ เกี่ยวข้องกับการประกอบศาสนกิจที่สำคัญ ๆ เช่น การเข้าสู่เดือนใหม่ก็อาศัย การดูจันทร์เสี้ยว ซึ่งการใช้ ปฏิทินทางจันทรคตินี้มีความเกี่ยวข้องกับการประกอบศาสนกิจที่ สำคัญ ๆ เช่น การกำหนดเวลาสำหรับวันใน เดือนร่อมาฎอน, การประกอบพิธี ฮัจญ์, การนับอิดดะฮฺของสตรีที่ถูก หย่าหรือสามีตาย, การจ่ายซะกาต เป็นต้น

2. จันทร์เสี้ยวมีรูปสัณฐาน คล้ายอักษรนูน (ن) ในภาษาอาหรับ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการนำเอา อักษรนูนจากถ้อยความในอัลกุรอานที่ว่า (نَصْرٌمِنَ اللهِ وَفَتْحٌ قَرِيْبٌ) อันหมายถึงชัย ชนะนั้นมาจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และการพิชิตนั้นใกล้เข้ามา แล้ว ทั้งนี้มีการเขียนอักษรนูน ไว้ในผืนธง ต่อมาก็ตบแต่ง ให้มีรูปทรงเป็นจันทร์เสี้ยวคือตัวนูน และมีดาวคู่อยู่กับจันทร์เสี้ยวแทนจุดหรือเม็ดที่นูนนั่นเอง

ส่วนที่ ถามว่าอะไรคือ แก่นแท้ของศาสนา ตอบได้ว่าแก่น แท้ของศาสนาอิสลามคือ อี หม่าน (ศรัทธา) อิสลาม (การปฏิบัติ) และอิฮฺซาน (คุณธรรมอันสูงส่ง) ทั้ง 3 ประการนี้คือสิ่งที่ปรากฏ อยู่ในหะดีษของญิบรีล (อ.ล.) ที่มาตั้งปุจฉากับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็วิสัชนา ทั้ง 3 ประการรวมกันเป็นศาสนา เพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวในภายหลังเหตุการณ์นั้น ว่า “นั่นคือ ญิบรีล เขามายังพวกท่านโดยสอนศาสนา แก่พวกท่าน” ส่วนความสำคัญ ของศาสนาก็คือ ทางนำ (ฮิดายะฮฺ อัดดีน) หากไม่มีศาสนาแล้วมนุษย์ย่อม ตกอยู่ในความหลงผิดและความมืดมนเป็นแน่แท้





การใช้จันทร์เสี้ยวเป็นสัญลักษณ์

ตอบคำถามโดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด
(Ummah Islam แปลและเรียบเรียง)

คำถาม: อะไรคือสื่อสัญลักษณ์ที่อยู่เบื้องหลังดวงดาว(النجمة)และจันทร์เสี้ยว(الهلال)ของมุสลิม ? ฉันค้นหามันในเว็บไซต์ของท่าน และค้นคว้าจากหนังสืออ้างอิงในห้องสมุด ก็ไม่สามารถหาคำตอบอะไรได้มากไปกว่าการอ้างอิง “ธง” ของจักรวรรดิออตโตมัน

คำตอบ: มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ

ไม่ ปรากฏในพื้นฐานของชารีอะฮว่าจันทร์เสี้ยวหรือดวงดาวนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ มุสลิม และไม่เป็นที่รู้จักในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ สัลลัม หรือในสมัยของคุลาฟะฮฺ อัรฺรอชิดีน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาพวกท่าน) หรือในสมัยของราชวงศ์อุมาวิยะฮฺ มันมีขึ้นมาหลังจากช่วงเวลานี้ และนักประวัติศาสตร์มีความเห็นที่แตกต่างกันว่าช่วงใดเป็นจุดเริ่มต้นของการ ใช้สัญลักษณ์นี้และใครเป็นบุคคลแรกที่นำมาใช้ บางคนบอกว่ามาจากชาวเปอร์เซีย บางคนว่ามาจากกรีก และสัญลักษณ์นี้ก็ถูกส่งผ่านไปยังชาวมุสลิม (ดู อัต-ตะรอตีบ อัล-อิดารียะฮฺ โดย อัล-กิตตานียฺ 1 / 320)

กล่าว กันว่า เหตุผลที่มุสลิมนำจันทร์เสี้ยวมาเป็นสัญลักษณ์ คือ เมื่อมุสลิมพิชิตประเทศแถบตะวันตกบางประเทศ พบว่าสัญลักษณ์ของคริสตจักรเป็นรูปกากบาทเหนือดินแดนของพวกเขา มุสลิมจึงใช้สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวมาแทนที่ จนกระทั่งมีการใช้วิธีนี้กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ สัญลักษณ์และป้ายต่าง ๆ ที่ทำมาใช้จะต้องสอดคล้องกับหลักการของอิสลาม และเนื่องจากไม่มีหลักฐานการกำหนดจากคำสอนอิสลามในการใช้สัญลักษณ์ดวงดาวและ จันทร์เสี้ยว ดังนั้น การไม่ใช้นั้นดีกว่า แม้ว่าจะมีมุสลิมบางส่วนใช้มันเป็นสัญลักษณ์ก็ตาม

ใน ฐานะที่เป็นมุสลิม เรามีความเชื่อว่าดวงจันทร์และดวงดาวนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากการสร้างของอัล ลอฮฺ ด้วยเหตุนี้ในตัวมันเองมิได้ให้คุณหรือให้โทษแก่มนุษย์ และมันมิได้มีอิทธิพลเหนือเหตุการณ์ใด ๆ ในโลก พระองค์สร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากอายะฮฺในอัลกุรอาน ที่ว่า :

"เขาเหล่านั้นจะถามเจ้า(มุฮัมมัด) เกี่ยวกับเดือนแรกขึ้น จงกล่าวเถิด มันคือกำหนดเวลาต่าง ๆ สำหรับมนุษย์..." (อัล บะเกาะเราะฮฺ : 189)

ตัฟสีรฺ อิบนุ กะษีรฺ ได้อรรถาธิบาย “...มันคือกำหนดเวลาต่าง ๆ สำหรับมนุษย์...” ว่า "จากมัน(เดือนแรกขึ้น) พวกเขาจะรู้เวลาสำหรับการชำระหนี้, ระยะ อิดดะฮฺ (รอระยะเวลา) สำหรับสตรี (ภายหลังการหย่าร้างหรือเป็นหม้าย) และช่วงเวลาของการทำหัจญ์ ... อัลลอฮฺทรงทำสัญญาณบ่งชี้เวลาที่มุสลิมจะเริ่มต้นถือศีลอดและละศีลอด (การเริ่มต้นและสิ้นสุดของเดือนเราะมะฎอน), การนับอิดดะฮฺของสตรีและการรู้เวลาสำหรับการชดใช้หนี้" (ตัฟสีรฺ อิบนุ กะษีรฺ)

[อีก หนึ่งคำอธิบาย] อัล กุรฺฏูบีย์ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวอรรถาธิบายอายะฮฺนี้ว่า "สิ่งนี้อธิบายวิทยปัญญาที่อยู่เบื้องหลังข้างแรมและข้างขึ้นของดวงจันทร์ ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจจะเกิดขึ้นในเรื่องวันนัดหมาย การติดต่อ หัจญ์ อิดดะฮฺ การถือศีลอด การละถือศีลอด(เมื่อพ้นเดือนเราะมะฎอน) ระยะการตั้งครรภ์ การกู้ยืม ... และภารกิจที่สำคัญของมนุษย์ทั้งหลาย ดังอายะฮฺที่คล้ายคลึงกันว่า :

"และ เราได้ทำให้กลางคืนและกลางวันเป็นสองสัญญาณ ดังนั้น เราทำให้สัญญาณของกลางคืนมืดมน และเราได้ทำให้สัญญาณของกลางวันมีแสงสว่าง เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานจากพระเจ้าของพวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้รู้จำนวนปีทั้งหลายและการคำนวณและทุก ๆ สิ่งเราได้แจกแจง มันอย่างละเอียดแล้ว" (อัล อิสรออฺ : 12)

"พระองค์ ทรงทำให้ดวงอาทิตย์มีแสงจ้าและดวงจันทร์มีแสงนวล และทรงกำหนดให้มันมีทางโคจร เพื่อพวกท่านจะได้รู้จำนวนปีและการคำนวณ อัลลอฮฺมิได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น เว้นแต่ด้วยความจริง พระองค์ทรงจำแนกสัญญาณต่าง ๆ สำหรับหมู่ชนที่มีความรู้" (ยูนุส : 5)

การนับเวลาตามจันทร์แรกขึ้นนั้นง่ายกว่าการนับเวลาโดยการนับวัน (ดู ตัฟสีรฺ อัล กุรฺฏุบีย์)

นัก วิชาการอิสลามได้กล่าวเกี่ยวกับดวงดาวเอาไว้ว่า อัลลอฮฺทรงสร้างดวงดาวด้วยเหตุผลสามประการ คือ เพื่อประดับประดาชั้นฟ้า เพื่อขับไล่ชัยฏอน และเพื่อเป็นสัญญาณนำทาง (เศาะฮีฮฺ อัล บุคอรีย์, กิตาบ บัดอ์ อัล-ค็อลกฺ) ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า :

"และ พระองค์คือผู้ที่ทรงให้มีแก่พวกเจ้า ซึ่งดวงดาวทั้งหลาย เพื่อพวกเจ้าจะได้รับการชี้นำด้วยดวงดาวเหล่านั้น ทั้งในความมืดแห่งทางบกและทางทะเล แน่นอนเราได้แจกแจงโองการทั้งหลายไว้แล้วสำหรับกลุ่มชนที่รู้" (อัล อันอาม : 97)

"และ โดยแน่นอนเราได้ประดับ ท้องฟ้าของโลกนี้ด้วยดวงดาวเป็นแสงประทีป และเราได้ทำให้มันเป็นอาวุธไล่ชัยฏอน และเราได้เตรียมการลงโทษด้วยไฟอันร้อนแรงสำหรับพวกมัน" (อัล มุลกฺ : 5)

................................................................

เครดิต http://www.fityah.com

ที่มา http://www.alisuasaming.com/

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

พีรี เรอีส นักเดินเรือและนักเขียนแผนที่ชาวออตโตมานยอดอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 16


 พีรี เรอีส : นักเดินเรือและนักเขียนแผนที่ชาวออตโตมานยอดอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 16

1. บทนำ
กองทัพเรือของออตโตมานมีชื่อเสียงในด้านการทหารอันลือเลื่องจากประมาณปลายศตวรรษที่ 11 จนถึงศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย อาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ของการปฏิบัติหน้าที่กองทัพเรือนี้มีขอบเขตจากส่วนตะวันตกสุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบฮอร์มุส  การประสบความสำเร็จของชาวออตโตมานเกี่ยวข้องกับการแผ่ขยายกว้างใหญ่ในด้านของภูมิประเทศและวิทยาศาสตร์ทางทะเล อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมนี้เป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ที่นักประวัติศาสตร์หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับการแก้ปมเรื่องราวการค้นพบทางภูมิศาสตร์และการเดินเรือที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 15
   
อย่างไรก็ตาม ผลงานการศึกษาหลายๆ ชิ้นที่ถูกตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยให้เห็นถึงผลงานของผู้รู้ชาวออตโตมานที่ได้พัฒนาวิชาการเขียนแผนที่ ภูมิศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้มีความสนใจเป็นพิเศษต่อแผนที่ของชาวออตโตมาน ทั้งที่เป็นแผนที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือแผนที่โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นที่ที่เขียนโดยพีรี เรอีส
   
ความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งของวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการเขียนแผนที่ของชาวตุรกีในศตวรรษที่ 16 ได้รับการเก็บรักษาเอกสารเป็นอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญ เฮสส์ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อพีรี เรอีส ได้นำแผนที่โลกใหม่ที่มีชื่อเสียงของเขามาแสดงต่อสุลต่าน ซาลิมที่ 1 ในปี 1517 เขาได้ทำให้อาณาจักรออตโตมานรู้จักการบรรยายลักษณะที่แน่นอนของอเมริกา รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการแล่นเรือรอบแอฟริกา ก่อนหน้าอาณาจักรในยุโรปหลายแห่ง ในปีต่อมา ซัลมาส เรอีส ได้เพิ่มเข้ามา และกู้ดริช ในผลงานบุกเบิกของเขา ก็ได้เดินทางไกลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกความจำทั้งหมด ทำให้การเขียนแผนที่บรรยายลักษณะโลกใหม่ของออตโตมานมีความล้ำเลิศ ซึ่งในตอนนั้นโลกใหม่กำลังถูกค้นพบในแง่ของความแปลกประหลาด ความหลากหลาย และความอุดมสมบูรณ์ของมัน
   
2. นักเขียนแผนที่และนักเดินเรือ
ชื่อเต็มของพีรี เรอีส คือ ฮัจญีมุฮิดดีน พีบี อิบนฺ ฮัจญี มะห์มัด เขาถูกเรียกว่า เรอีส เพราะเขามีความช่ำช่องในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาการทหารเรือ (จากภาษาอาหรับคำว่า รออีส อัล-บะฮฺร, รออีส อัล-มัรกับ, รออีส หรือ เรอีส หมายถึง กัปตัน, ผู้บังคับบัญชา) เขาเกิดระหว่างปี 1465 และ 1470 ในเมืองกัลป์ลิโปลี บนชายฝั่งแอเจียนของตุรกี และเสียชีวิตในปี 1554 หรือ 1555 
   ก่อนที่เขาจะได้กลายมาเป็นนายพล, นักภูมิศาสตร์ และนักเขียนแผนที่ผู้มีชื่อเสียงนั้น พีรีเรอีสเคยทำงานอยู่ในทะเลใสจนถึงปลายศตวรรษที่ 15 ภายใต้การควบคุมของเคมาล เรอีส ผู้เป็นลุงของเขาที่เป็นชาวเรือที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เขาเคยร่วมสู้รบในการต่อสู้ทางทะเลเคียงบ่าเคียงไหล่กับลุง และต่อมาได้เข้าร่วมรบในกองเรือของคอยรุดดีน บาร์บารุซซา เขาได้เข้าร่วมในการต่อสู้กับกองทัพเรือสเปน เจนัว และเวนิส อยู่หลายปี รวมทั้งการสู้รบในสงครามเลปันโตครั้งที่หนึ่ง (สงครามซอนชิโอ) ในปี 1499 และสงครามเลปันโตครั้งที่สอง (สงครามโมดอน) ในปี 1500 จนในที่สุด เขาได้นำกองทัพเรือออตโตมานเข้าต่อสู้กับโปรตุเกสในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

ในระหว่างการปฏิบัติงานทางด้านการทหารเหล่านี้ และภายหลังการเสียชีวิตของเคมาล เรอีส ผู้เป็นลุงของเขาในปี 1511 พีรี เรอีส ได้กลับมายังกัลป์ลิโปลี เพื่อเขียนแผนที่โลกแผ่นแรกในปี 1513 หลังจากนั้น เขาได้เขียนหนังสือสองเล่มคือ กิตาบ บะฮฺรียะฮฺ ในปี 1521 และ 1525 หลังจากนั้น เขาได้ออกแบบและวาดแผนที่โลกแผ่นที่สองในปี 1528-29 เขาได้เงียบหายไปนานอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 1528 จนกระทั่งเขาได้ปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือออตโตมานในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย
   
ในปี 1516 พีรี เรอีส ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือออตโตมาน เขาเข้าร่วมการสู้รบกับอียิปต์ในปี 1516-17 และในปี 1517 เขามีโอกาสได้ถวายแผนที่โลกของเขาแก่สุลต่าน ซาลิมที่ 1 หลังจากเขียนหนังสือ กิตาบ บะฮฺรียะฮฺ เสร็จในปี 1521 ปีต่อมาเขาได้เข้าร่วมในการปิดล้อมเกาะโรดส์ ต่อสู้กับอัศวินของเซนต์จอห์น ซึ่งจบลงด้วยการยอมจำนนของเกาะแก่อาณาจักรออตโตมานเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ปี 1522 และอัศวินได้ไปจากเกาโรดส์อย่างถาวร ในปี 1524 เขาเป็นผู้บังคับบัญชาเรือที่นำอัครมหาเสนาบดีมัคบุล อิบรอฮีม ปาชา ไปยังอียิปต์ และจากคำแนะนำของมหาเสนาบดีผู้นี้ เขาได้ปรับปรุงหนังสือเกี่ยวกับการเดินเรือของเขา และสามารถนำมาถวายต่อสุลต่านสุลัยมานในปี 1525 สามปีต่อมา เขาได้นำแผนที่โลกแผ่นที่สองของเขามาถวายแก่สุลต่าน
   
ในปี 1547 พีรี เรอีส ได้รับแต่งตั้งให้เป็น เรอีส (พลเรือเอก) และเป็นผู้บังคับบัญชาการกองทัพเรือออตโตมานในมหาสมุทรอินเดีย และเป็นพลเรือเอกของกองทัพเรือในอียิปต์ โดยมีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่ซูเอซ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1548 เขาได้ยึดเอเดนกลับคืนมาจากโปรตุเกสได้ ตามมาด้วยการยึดมุสคัทในปี 1552 ซึ่งโปรตุเกสได้ยึดครองไปตั้งแต่ปี 1507 และเกาะสำคัญอย่างเกาะคิช ในด้านตะวันออก พีรี เรอิสยึดเกาะฮอร์มุสในช่องแคบฮอร์มุสลตรงปาน้ำเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียได้ เมื่อโปรตุเกสหันความสนใจของพวกเขาไปยังอ่าวอาหรับ พีรี เรอีส ยึดครองคาบสมุทรกาตาร์และเกาะบาห์เรนได้ เพื่อกีดกันไม่ให้โปรตุเกสได้มีฐานทัพที่มั่นคงในแนวชายฝั่งของอาหรับ
   
เรือรบและเรือดำน้ำหลายลำของกองทัพเรือตุรกี ถูกตั้งชื่อตามพีรี เรอีส
   
   
   โดย : ทีมศึกษาค้นคว้า FSTCR
   แปล : เยาวฮาเราะห์ ยอมใหญ่ 
   แหล่งที่มา : http://muslimheritage.com/topics/default.cfm?ArticleID=1183
   http://www.publicthaionline.com/

การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน



การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล
1 มกราคม การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน

ในทุก ๆ ปี พลเมืองโลกทั่วไปจะเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมกันอย่างเอิกเกริก ในคืนสุดท้ายของปีซึ่งเรียกกันว่า “คืนส่งท้ายปีเก่า” จะมีการเตรียมการสำหรับนับถอยหลัง (Countdown) ในช่วงการเปลี่ยนวัน ณ เวลา 0 นาฬิกา (เที่ยงคืน) ซึ่งถือเป็นการขึ้นวันใหม่ตามอย่างสากล ผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่นั้นต่างก็รู้เพียงว่านั่นคือวันที่ 1 ของปีใหม่ที่ควรจะยินดีและต้อนรับด้วยการเฉลิมฉลอง
ทว่าคงไม่มีผู้ใดรับรู้หรือฉุกคิดหรอกว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งตะวันตกจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ ทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นอาจเป็นคนไทยที่ถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือผู้นั้นอาจจะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน ซึ่งก็มีวันขึ้นปีใหม่ตามคติจีนและมิใช่วันที่ 1 มกราคมแต่อย่างใด กระนั้นพวกเขาก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันที่ 1 มกราคม ตามสากล (หรือตามฝรั่งตะวันตก) ได้อย่างสนิทใจ

ที่ น่าเศร้าใจก็คือมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เข้าร่วมในการเฉลิมฉลอง นั้นด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเศร้าใจเท่ากับการที่ชาวมุสลิมเหล่านั้นขาดภูมิความรู้ทาง ประวัติศาสตร์แห่งประชาชาติของตน จะด้วยเพราะไม่รู้หรือมิได้ฉุกคิดก็ตามทีจึงได้เผลอไผลเห็นดีเห็นงามจนเอา เป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลองร่วมกับเหล่าชนอื่น ทั้ง ๆ ที่ชาวมุสลิมนั้นมีวันรื่นเริงตามหลักการของศาสนาเป็นของตนเองอยู่แล้ว คือวันอีดอีดิลฟิฏริ และช่วงวันอีดิลอัฎฮา ตลอดจนมีปฏิทินทางจันทรคติในการกำหนดวันเดือนปีและมีศักราชเป็นของเฉพาะตนซึ่งเรียกกันว่า ฮิจเราะฮฺศักราช

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งมังค่าจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำที่แอบแฝง กล่าวคือ หากย้อนเวลากลับไปในอดีต เมื่อปี คศ.1492 ณ ดินแดนอัลอันดะลุส (Andalucia) ในสเปน ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิม คือ เหตุการณ์สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปนซึ่งถูกรวบรวมให้เป็นหนึ่งภายหลังการอภิเษกสมรสของ เฟอร์ดินานด์ หรือ เฟอร์นานโดที่ 5 แห่งแคว้นอรากอน (Aragon) กับพระนางอิซาเบลล่า แห่งแคว้นกิชตาละฮฺ (Castile)

Abuabdi, Bodillah
ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) มีกษัตริย์นามว่า อบูอับดิลลาฮฺ มุฮำหมัด อัซซ่อฆีร หรือที่ฝรั่งเรียกว่า อบูอับดิล (Abuabdi, Bodillah) เป็นผู้ปกครอง พวกคริสเตียนสเปนได้ยกทัพเข้าปิดล้อมนครฆอรนาเฏาะฮฺตั้งแต่ปี คศ.1491 การปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักและต่อเนื่อง จนกระทั่ง อบูอับดิลลาฮฺ ยอมจำนนต่อฝ่าย คริสเตียนสเปนด้วยการยอมทำข้อตกลงกับฝ่ายคริสเตียนในการส่งมอบเมืองเป็น จำนวนถึง 67 ข้อซึ่งนับเป็นสนธิสัญญาที่ยืดยาวที่สุดฉบับหนึ่งในช่วงสิ้นสุดยุคกลางของ ยุโรป

การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ร่อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.897 ตรงกับวันที่ 2 มกราคม คศ.1492 ซึ่งในวันเดียวกันนั้น กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 5 กับพระราชินี อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง อัลฮัมรออฺ (Alhambra) อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์ อบูอับดิลลาฮฺ และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและ ดำเนินออกจากพระราชวัง

กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้หยุดทอดพระเนตรนครฆอรนาเฏาะฮฺเป็นครั้งสุดท้าย ณ เนินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า เนินอัลบันดูล และร่ำไห้พร้อมสะอึกสะอื้น พระนางอาอิชะฮฺผู้เป็นพระมารดาจึงตะโกนบอกกับอบูอับดิลลาฮฺว่า “เจ้าจงร่ำไห้เยี่ยงอิสตรีต่ออำนาจที่สูญสิ้น เจ้าหาได้รักษามันไว้ได้ไม่เยี่ยงเหล่าบุรุษ” ชาวสเปนเรียกขานเนินแห่งนี้ว่า “การสะอื้นร่ำไห้ครั้งสุดท้ายของชาวอาหรับ” (el ultimo suspiro del Moro)

อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ หรือ แกรนาดา ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส (สเปน) ปิดฉากลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคริสเตียนที่ขับเคี่ยวต่อสู้กับชาวมุสลิมหรือ พวกมัวร์มาตลอดระยะเวลาร่วม 800 ปี ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนั้น (1492) แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา คือ วันที่ 2 มกราคม 1492

และการสูญเสียนครฆอรนาเฏาะฮฺในปีดังกล่าวก็หาใช่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง ไม่ หากแต่ว่าโศกนาฏกรรมที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น เพราะเพียง 7 ปีให้หลัง (คศ.1499) เงื่อนไขอันเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งมอบเมืองนั้นก็ถูกละเมิดอย่างไม่แยแส จากฝ่าย คริสเตียน บรรดามัสญิดถูกสั่งปิด การประกอบพิธีกรรมถูกสั่งห้าม การตั้งศาลพิเศษเพื่อตรวจสอบชาวมุสลิมที่ตกค้างอยู่ในฆอรนาเฏาะฮฺโดยฝ่าย ศาสนจักรก็มีขึ้น
มุสลิม ถูกบังคับให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนา ตำรับตำราทางวิชาการถูกเผาทำลายไม่เว้นแม้แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมพูดภาษาอาหรับและห้ามอาบน้ำ ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนอิสลามกลับกลายมาเป็นดินแดนแห่งการปฏิเสธ โดยสิ้นเชิงบรรดามัสญิดที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามถูกแปรเปลี่ยนเป็น โบสถ์วิหารในคริสตศาสนาจนหมดสิ้น มุสลิมจำนวนหลายล้านคนจึงจำต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานของตนซึ่งเคยอาศัยและ รังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ตลอดระยะเวลาร่วม 8 ศตวรรษ

สงครามครูเสดในดินแดนตะวันออก (เยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์) พวก คริสเตียนอาจจะพ่ายแพ้ต่อชาวมุสลิมนับแต่ชัยชนะของสุลตอน ซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์หรือสลาดินในการปลดปล่อยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ แต่สงครามครูเสดในดินแดนอัลอันดะลุส มุสลิมเป็นฝ่ายปราชัย
อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น (1492) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชินีอิซาเบลล่าของสเปนก็สามารถค้นพบโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาได้สำเร็จ ศักราชแห่งการล่าอาณานิคมและความยิ่งใหญ่ของกองเรือ อมาด้าของสเปน และการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางทะเลอย่างโปรตุเกสก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการ ล่มสลายของการผูกขาดทางการค้าและการควบคุมเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล ของประชาคมมุสลิม

นี่กระมังเป็นสาเหตุที่พวกฝรั่งตะวันตกได้ถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามครูเสดที่มีต่อพวกนอกศาสนาอันหมายถึง ชาวมุสลิมโดยรวม ซึ่งช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นราว 1 สัปดาห์ ที่พวกเขาเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 มกราคม
การเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี คศ.1492 จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิมอย่างมิต้องสงสัย ถึงแม้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปผู้คนในสมัยหลังจะหลงลืมไปแล้วว่า เพราะอะไรพวกฝรั่งชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันสำคัญของพวกเขาก็ตาม ในช่วงคริสต์มาสอีฟ ทำไมฝรั่งจึงมีธรรมเนียมกินไก่งวง ในทุกปีทำเนียบขาวจะจัดประเพณีการกินไก่งวงเพื่อขอบคุณพระเจ้า มีการปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก

ชะรอยไก่งวงที่ว่านี้ก็มีสัญลักษณ์แอบแฝงอยู่ พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า เทอคิ (Turkey) ซึ่งหมายถึง ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา (ครูเสด) การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทาน เป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการพิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคน ต่างศาสนาที่หมายถึง "มุสลิม " นั่นเอง

ย้อนกลับไปยังอัลอันดะลุส (Andalucia) อีกครั้ง ในยุคที่ชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์ (Moor) ปกครองสเปนและมีการสู้รบกับพวกคริสเตียนทางตอนเหนือนั้น มีการประกาศจากพระสันตะประปาแห่งกรุงโรมให้ชาวคริสเตียนทำสงครามครูเสดกับ ชาวมุสลิมในสเปนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ครั้งกษัตริย์ชารล์ มาร์แตง ของพวกแฟรงก์ (ฝรั่งเศส) ทำศึกกับกองทัพของชาวมุสลิมที่ข้ามเทือกเขาพิเรนีสไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสใน สมรภูมิตูร บูวาติเยร์ (Tour-Poitiers) เมื่อปี ฮ.ศ.114 ตรงกับปี คศ.732 เป็นต้นมา

ดังนั้นการสู้รบของพวกคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน) กับชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส จึงเป็นการทำสงครามครูเสดอย่างไม่ต้องสัย บ่อยครั้งที่พวกคริสเตียนในสเปนได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรบของพวกครูเสด ซึ่งมีทั้งฝรั่งเศส,อังกฤษ,เยอรมันและอิตาลี (เวนิส-เจนัวร์) ในการศึกเพื่อเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลในอัลอันดะลุส พวกคริสเตียนในยุโรปมิเคยละความพยายามในการร่วมมือกันทำการศึกกับชาวมุสลิมเลยนับแต่ยุคกลางจวบจนทุกวันนี้

ฉะนั้นชัยชนะของคริสเตียนในสเปนที่สามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกจากอัลอันดะลุ สได้สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของคริสเตียนทั่วยุโรป เหตุนี้จึงไม่แปลกอันใดในการที่พวกเขาจะเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกในวัน ที่ 1 มกราคมของทุกปี แต่สำหรับประชาคมมุสลิมแล้ววันที่ 1 มกราคมของทุกปีหาใช่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองไม่แต่เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมและ ความสูญเสียที่ไม่มีวันคืนกลับ

เราอาจจะสูญเสียอัลอันดะลุสไปแล้ว แต่ที่สำคัญขออย่าให้มุสลิมได้สูญเสียจิตวิญญาณและความเป็นอัตลักษณ์ของตน เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอัปยศและความปราชัยอย่างที่สุดซึ่งจะไปโทษใครมิได้เลยนอกจากตัวเอง



วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิหารสุไลมานกับความลับของวัวสีแดง

โดย : มันซูร อับดุลฮากีม

มีหลายคนเคยได้ฟังเรื่องวิหารสุไลมาน แต่ไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของมัน และความสัมพันธ์กับขบวนการมาโซนีย์ Masonry ในการสร้างวิหารสุไลมาน ดังนั้นอะไรคือรูปแบบวิหารที่ยิวต้องการ?

วิหารสุไลมานคือสถานที่ใช้ในการสักการระพระเจ้า เช่นเดียวกับมัสยิด และโบสถ์ ตามภาษาฮิบรูเรียกวิหารนี้ว่า ?ฮัยคอล? ซึ่งมีความหมายตามภาษาซามีย์ว่า คฤหาสน์ ดังนั้นฮัยคอลจึงมีความหมายว่าคฤหาสน์ของพระเจ้า ซึ่งใช้เพื่อทำการปฏิบัติศาสนกิจ
                
ฮัยคอลนี้มีความสัมพันธ์กับท่านสุไลมานบุตรท่านดาวุด ซึ่งเป็นหนึ่งจากบรรดานบี และกษัตริย์ของบนีอิสราเอล ซึ่งท่านนบีสุไลมานได้สร้างวิหาร หรือฮัยคอลนี้ขึ้นในช่วง 960 ? 953 ก่อนคริสต์ศักราช 

ชาวยิวได้อ้างว่า นบีสุไลมานได้สร้างวิหารนี้ขึ้นบนภูเขาซีเรีย นั้นก็คือ ภูเขาบัยติลมุก็อดดัส ซึ่งเป็นที่ตั้งมัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดกุบบะฮฺ อัลศอคเราะฮฺในปัจจุบัน แต่ว่าชาวยิวเรียกภูเขานี้ว่า ภูเขาฮัยคอล

วันที่ 25 กรกฎาคม 2001 ศาลฎีกาของอิสราเอลอนุญาตให้หน่วยความมั่นคงประจำภูเขาฮัยคอล ทำการวางศิลารากฐาน เพื่อสร้างวิหารเป็นครั้งที่ 3 ใกล้กับประตูตะวันตกของกุดุสเก่า และนี่ก็คือจุดเริ่มในการสร้างวิหารสุไลมานขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3 หลังจากทำลายมัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดกุบบะฮฺ ศอกเราะฮฺลง

วิหารเดิมซึ่งนบีสุไลมานได้สร้างขึ้น ถูกทำลายลงหลังจากสงครามของกษัตริย์บาบิลอนของราชอาณาจักรอิสราเอลในปี 586 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งกษัตริย์ผู้นี้มีนามว่า บัคตานาสร์ กษัตริย์ผู้นี้ได้จับยิวเป็นเชลยไปยังราชอาณาจักรของตน และไม่ได้ก่อตั้งประเทศหรือราชอาณาจักรใด ๆ ให้กับพวกยิวเหล่านี้ จนกระทั้งถึงศตวรรษที่ 20 หลังคริสต์ศักราช

แต่ว่ายิวเหล่านี้ หลังจากที่ตกเป็นเชลยของบาบีลอน พวกเขาสามารถกลับมายังพื้นที่ที่พวกเขาเคยอาศัยได้ และภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย เปอร์เซียอนุญาตให้พวกเขาสร้างวิหารขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่ 2 และผู้ที่ดำเนินการสร้างก็คือ ชาวยิวนามว่า นาย ซาร บาบีล  ในช่วงปี 520 ? 515 ก่อนคริสต์ศักราช

และด้วยการยึดครองของโรมันต่อปาเลสไตน์ แม่ทัพนามว่า โตโตส  ได้ทำลายวิหารอย่างราบคาบลงอีกครั้งในปีค.ศ. 70 และขับไล่ยิวออกจากปาเลสไตน์ และพวกยิวก็ไม่ได้กลับเข้ามายังปาเลสไตน์อีกเลย จนกระทั้งศตวรรษที่ 20 

ยิวได้วางแผนด้วยกับทุกวิถีทางที่จะสร้างวิหารขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่โรมันได้ทำลายไป และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการขัดแย้งกันระหว่างนิกายต่าง ๆ ของยิว เกี่ยวกับวิหารและการสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนิกายฮารีดีมของนักบวชยิวถือว่า การสร้างวิหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชาวยิว และพวกเขาก็ไม่ต้องการทำลายมัสยิดอัลอักศอและมัสยิดกุบบะฮฺ อัลศ็อกเราะฮฺลง และสร้างวิหารขึ้นเหนือซากมัสยิดทั้งสอง  ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนิกายนักบวชยิวนี้ ยังห้ามในการกระทำเช่นนี้ด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่าผู้ที่จะมาสร้างวิหารขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และเป็นครั้งสุดท้ายก็คือ นบีอีซาเท่านั้น

และยังมีนิกายยิวอีกกลุ่มหนึ่งไม่ถือว่าวิหารสุไลมานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด และไม่ศรัทธาต่อสิ่งใด ๆ นอกจากบัญญัติสิบประการที่นบีมูซาได้รับมาจากพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งกลุ่มนี้มีชื่อว่า ซามีรีย์

นักประวัติศาสตร์นามว่า W.L. Durant ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า ?เรื่องเล่าของอารยธรรม? โดยอ้างถึงวิหารสุไลมานและความศักดิ์สิทธิ์ของมันต่อชาวยิว ปรากฏว่าการสร้างวิหารเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในเกียรติประวัติของชาวยิว เพราะวิหารนี้ไม่ใช่เป็นเพียงคฤหาสน์ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์ร่วมจิตใจของพวกเขา เป็นเมืองหลวงของกษัตริย์ของพวกเขา และยังเป็นมรดกตกทอดของพวกเขาอีกด้วย นาย W.L.Durant กล่าว

และได้มีบันทึกในสารานุกรรมของอังกฤษฉบับที่ 1964 ว่า รอคอยการนำเอาอิสราเอลกลับมา การรวมประชากรยิวในปาเลสไตน์ นำเอาประเทศยิวกลับมา สร้างวิหารสุไลมานอีกครั้ง ก่อตั้งบัลลังก์เดวิด (ดาวุด) ในเยรูซาเล็มขึ้นมา โดยมีผู้ปกครองที่มาจากเชื้อสายดาวุด

จากวรรณกรรมของชาวยิวได้กล่าวถึงชาวยิวในอดีตว่า เมื่อพวกเขาทำลายบ้านของตน พระยิวจะสั่งใช้ให้พวกเขาเหลือมุมเล็ก ๆ ของบ้านเอาไว้ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ของวิหารสุไลมาน

ชาวยิวจะทำการถือศีลอดในวันที่ 9 เดือนสิงหาคมของทุก ๆ ปี เพื่อเป็นการรำลึกการทำลายวิหารสุไลมาน เพราะพวกเขาอ้างว่า วิหารสุไลมานถูกทำลายลงในวันนี้ และพวกเขาก็ทำการสัการะพระเจ้าเป็นการเฉพาะในท้ายคืนนี้ เพื่อเร่งให้พระเจ้าสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอลและยังเป็นผู้นำยิวไซออนนิสต์นามว่านาย บินจอรย่อน ได้เคยกล่าวว่า "ไม่มีความหมายใด ๆ และไม่มีค่าอะไรต่ออิสราเอลหากไม่มีเยรูซาเล็ม และเยรูซาเล็มก็ไม่มีค่าอะไร หากไม่มีวิหารสุไลมาน"

นับเป็นสิบกว่าขบวนการคริสต์ไซออนนิสต์ที่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อมีเป้าหมายทำลายมัสยิดอัลอักศอ และสร้างวิหารสุไลมานขึ้นเป็นครั้งที่ 3

การขัดแย้งของพวกยิวเกี่ยวกับการมีวิหารสุไลมาน และสถานที่สร้าง ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาอ้างว่า วิหารอยู่บนพื้นที่ของมัสยิดอัลอักศอ เป็นเรื่องโกหก เพราะยิวซามีรีย์ไม่ยอมรับว่ามีวิหารบนพื้นที่ของมัสยิดอัลอักศอ และไม่เชื่อว่าวิหารนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากภูเขาจ้ารซีมในเมืองนับลาสเท่านั้น และเยรูซาเล็มก็มิใช่เมืองศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ตามความคิดของพวกเขา โดยอ้างความเชื่อที่มีอยู่ในคัมภีร์ที่พวกเขาศรัทธา

เมื่อชาวยิวที่มีความเชื่อว่า วิหารสุไลมานอยู่บนพื้นที่ของมัสยิดอัลอักศอ พวกเขาจึงมีความขัดแย้งกันในการกำหนดสถานที่ บางกลุ่มว่า วิหารสุไลมานอยู่ใต้มัสยิดอัลอักศอ บางกลุ่มว่าอยู่ใต้มัสยิดกุบบะฮฺ อัสศ็อกเราะฮฺ  บางกลุ่มว่าอยุ่นอกเขตเยรูซาเล็ม และบางกลุ่มเชื่อว่า วิหารสุไลมานอยู่ในอัลวาฮซึ่งเป็นเขตที่อยู่ในเยรูซาเล็ม แต่ว่าห่างจากมัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดกุบบะฮฺ อัลศ็อกเราะฮฺออกไปอีก

ที่จริงแล้ว เรื่องราวของวิหารสุไลมานในเขตเยรูซาเล็มเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาของชาวอิสราเอล เช่นเดียวกับตำนานเรื่องประชาชาติที่พระเจ้าเลือกเฟ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่พระยิวแต่งขึ้นในช่วงที่ตกเป็นเชลยบาบีลอน เพราะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ที่ชี้ถึงเรื่องดังกล่าว โดยการที่พวกนักโบราณคดีชาวยิว ชาวตะวันตก และอเมริกาต่างร่วมกันขุดเพื่อค้นหาร่องรอยวิหารของชาวยิว แต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ ของวิหารที่พวกเขาอ้าง 



ส่วนหนึ่งจากตำนานของอิสรอเอลก็คือ เรื่องวัวสีแดง เพราะมีพระยิวบางคน เช่น ชาโลโม คูรีน และเครโชน สาโลมอน ผู้ก่อตั้งหน่วยความมั่นคงของภูเขาฮัยคอน ได้พยายามสร้างวิหารสุไลมานขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และพวกเขาก็ยังคงค้นหาวัวสีแดงที่ไม่มีวจุดด่าง หรือลายพร้อยใด ๆ เพื่อนำเลือดของมันมาทำความสะอาดภูเขาฮัยคอนซึ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักศอ และได้มีการสร้างฟาร์มโคขึ้นในเขตบ้านของนายชาโลโม เพื่อเป็นศูนย์วิจัยให้กับนาย ยาสราเอล อัรน์เยล ได้ทำการค้นคว้าให้ได้มาซึ่งผลผลิตวัวสีแดงที่ไม่มีสี หรือจุดใด ๆ ปนอยู่เลย เพราะพระยิว และนักการศาสนายิวไม่อนุญาตให้กับคนใดจากกลุ่มพวกเขา เข้าในเขตอัลมุกัดดาสนี้ นอกจากจะต้องล้างมือด้วยกับขี้เถ้าจากวัวสีแดง เพื่อเข้าไปในเขตต้องห้ามนี้ และร่วมกันสร้างวิหารสุไลมานขึ้น

ดังนั้นวัวสีแดงจึงเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการสร้างวิหารสุไลมานขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และเพราะเหตุนี้เอง คำแถลงจากพระยิวไซออนนิสต์บางคน เพื่อให้สร้างโบสถ์ยิวในพื้นที่มัสยิดอัลอักศอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างมัสยิดอัลอักศอกับมัสยิดกุบบะฮฺอัลศ็อกเราะฮฺ เป็นคำแถลงการณ์ที่ผิดพลาด เพราะเหตุนี้พระยิวจึงไม่พยายามอะไรมากมายในการสร้างวิหารขึ้นจนกระทั้งถึงปัจจุบันนี้ 

ตามประวัติศาสตร์อิสลามทำให้เรารู้ว่า นบีสุไลมานได้สร้างมัสยิดขึ้นเพื่อทำการสักการะอัลลอฮฺ และมัสยิดที่ว่านี้ก็คือ มัสยิดอัลอักศอ และท่านนบีสุไลมานก็ไม่ได้สร้างวิหารใด ๆ ขึ้นมา และแน่นอนวิหารสุไลมานนี้ก็ไม่ใช่อื่นใด นอกจากเป็นเรื่องเหลวไหลหรือตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาของยิว และไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิหารใด ๆ นอกจากเป็นเรื่องที่ชาวยิวได้กุขึ้นมาเท่านั้น

แน่นอนการค้นคว้าของนักโบราณคดีได้ยืนยันว่า ไม่มีร่องรอยของวิหารที่อ้างว่าอยู่ใต้พื้นที่เยรูซาเล็มใด ๆ

และแน่นอนจุดประสงค์ของการอ้างเรื่องวิหารสุไลมานขึ้นมาก็เพื่อเป็นการทำลายมัสยิดอัลอักศอ ซึ่งเป็นหนึ่งจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม เป็นกิบบัต (ทิศที่หันไปในขณะละหมาด) แห่งแรกของมุสลิม และเป็นมัสยิดที่สองที่ถูกสร้างขึ้นบนโลกใบนี้เพื่อทำการสักการะอัลลอฮฺทัดจากมัสยิดอัลฮารอม

แผนการร้ายของยิวและสมุนของพวกเขาในการทำลายมัสยิดอัลอักศอยังคงมีอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เพราะนิติยาสาร newsy balk ของอเมริกาฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 1984 ได้ตีแพร่การศึกษาของนาย ไมเคิ้ล ยาดม์ อาจารย์สถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอร์จ ต่าน พร้อมด้วยการช่วยเหลือของภรรยา การศึกษาได้เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ยิวและคริสเตียนชาวยุโรปได้มีการเตรียมแผนการระเบิดมัสยิดอัลอักศอ และสร้างวิหารสุไลมานขึ้นมาแทนที่ 

นี่แหละเป็นเล่ห์เหลี่ยมอันชั่วร้ายของพวกยิวและสมุนของพวกเขา ซึ่งจะไม่ได้รับอันตรายใด ๆ นอกจากสิ่งที่พวกเขาวางแผนจะย้อนกับไปหาพวกเขาเอง ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้ว่า ?และแผนการชั่วร้ายนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใดนอกจากเจ้าของมันเท่านั้น? (ฟาฏิร : 43) แน่นอนมัสยิดอัลอักศอจะถูกรักษาไว้ ด้วยกับอำนาจของอัลลอฮฺ เราจงช่วยขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงปกป้องรักษามัสยิดอัลอักศอให้พ้นจากน้ำมือของลูกหลานลิง ลูกหลานหมูกันเถิด อย่างที่พระองค์ได้เคยปกป้องรักษามัสยิดอัลฮารอมให้พ้นจากน้ำมือของคริสเตียนชาวฮาบาชะฮฺที่ยกกองทัพช้างเพื่อมาทำลายมัสยิดอัลฮารอม.

โดย : มันซูร อับดุลฮากีม

แปลและเรียบเรียงโดย : อะฮฺมัด มุสตอฟา บินอาลี
www.ridwanclub.com

ประวัติ ราชวงค์อุมัยยะฮ์




ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ 
( الدولة الأموية في الشرق ) 
(ครองราชย์ระหว่างปี ฮ.ศ. 41-132 / ค.ศ. 661-750 
ศูนย์กลางการปกครองที่ซีเรีย)

การเสียชีวิตของท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน คอลีฟะฮ์อัรรอชิดูนคนที่ 3 เป็นมูลเหตุของการขัดแย้งระหว่างท่านมุอาวียะฮ์ข้าหลวงแห่งเมืองชาม (ซีเรีย) กับท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ คอลีฟะฮ์ อัรรอชิดูนคนที่ 4 ท่านมุอาวียะฮ์เป็นข้าหลวงแห่งเมืองชามตั้งแต่สมัยคอลีฟะฮ์ อุมัร บิน อัลคอฏ - ฏ๊อบ และดำรงตำแหน่งดังกล่าวเรื่อยมากว่า 20 ปี ท่านมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างใกล้ชิดกับคอลีฟะฮ์อุษมาน บิน อัฟฟาน และทั้งสองสืบเชื้อสายจากตระกูลอุมัยยะฮ์ บุตรของ อับดุซซัม ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ” เมื่อคอลีฟะฮ์อุษมานถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายโดยกลุ่มกบฏ พร้อมกับการขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์แทนของท่านอลี โดยการสนับสนุนจากกลุ่มกบฏ ทำให้ท่านมูวียะฮ์ปฏิเสธการให้สัตยาบันต่อท่านอะลี โดยกล่าวหาว่าท่านอะลีมีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ฆาตกรรมเหล่านี้ ความขัดแย้งระหว่างท่านอะลีกับท่านมุอาวียะฮ์ เป็นมูลเหตุแห่งการเกิดสงครามศิฟฟิน และมัจญ์ลิสตะฮ์กิมในเวลาต่อมา ซึ่งมุสลิมสูญเสียเลือดเนื้อเป็นจำนวนมาก หลังจากมัจญฺลิสตะฮ์กีม ท่านอะลีถูกกลุ่มเคาะวาริจญ์ ลอบสังหารเสียชีวิต บรรดากลุ่มผู้ติดตามท่านอะลีก็ได้แต่งตั้งท่านหะสัน บุตรของท่านอะลีขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮ์แทน ท่านหะสันดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ไม่กี่เดือนก็สละตำแหน่งให้ท่านมุอาวียะฮ์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก และสูญเสียเลือดระหว่างชาวมุสลิมด้วยกันมากกว่านี้ 

เมื่อได้ขึ้นมาเป็นคอลีฟะฮ์แล้ว ท่านมุอาวียะฮ์ก็ได้อุทิศตนให้แก่การทำให้อาณาจักรอิสลามผนึกเข้าเป็นปึกแผ่น เรียกร้องความสามัคคีในชาติ ซึ่งแตกสลายและไร้ความสงบสุขมาตั้งแต่ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานถูกฆาตกรรม เมื่อตั้งตัวได้สำเร็จแล้ว ท่านมุอาวียะฮ์เริ่มหาทางพิชิตดินแดนอื่นๆ สานต่อจากคอลีฟะฮ์ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิชิตแอฟริกาเหนือภายใต้การนำของแม่ทัพอุกบะฮฺ บิน นาเฟียะอฺ (عقبة بن نافع ) ท่านอุกบะฮฺได้ทำการต่อสู้กับชาวโรมันเป็นเวลานาน ในที่สุดก็เอาชนะชาวโรมันและได้ครองแอฟริการเหนือ พร้อมกับสร้างเมืองก็อยรอวาน (القيروان)  ขึ้งทางใต้ของตูนิสเมื่อ ปี ฮ.ศ. 50 นอกจากนี้ท่านมุอาวียะฮ์ ได้ขยายดินแดนไปทางทิศตะวันออกอย่างกว้างขวาง เมือเฮรัต ( هراة) ซึ่งแข็งข้อขึ้นก็ถูกตีได้ เมื่อฮ.ศ.41 อีกสองปีต่อมาก็พิชิตเมืองกาบูลได้ ส่วนเมืองฆอสนา( غزنة )เมืองบัลก์( بلخ ) เมืองกอนดาฮาร์ ( قندهار ) บูคอรอ  ( بخارى ) สะมารคานด์(سمرقند ) และเมืองติรมิด( ترمذ ) ก็ถูกผนวกเข้าเป็นรัฐอิสลามในสมัยของคอลีฟะฮ์มุอาวียะฮ์ ไม่เพียงแต่รวมกำลังอย่างมั่นคงเท่านั้น แต่ยังขยายอาณาเขตการปกครองออกไปอย่างกว้างขวางอีกด้วย

ท่านมุอาวียะฮ์เป็นผู้บริหารที่ดี ทรงเป็นคนแรกที่จัดตั้งกรมสารบรรณ ( ديوان الخاتم ) และกรมไปรษณีย์ขึ้น จัดตั้งกองกำลังตำรวจและกองทหารองครักษ์ ทรงแต่งตั้งเจ้า เมืองให้ทำการบริหารส่วนท้องถิ่น และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษให้เป็นผู้บริหารเงินรายได้ของแผ่นดิน ท่านมุอาวียะฮ์เป็นท่านแรกที่ทรงเปลี่ยนสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักรอิสลามและเป็นคนแรกที่สร้างตำแหน่งคอลีฟะฮฺ ต่อมาการแต่งตั้งแบบนี้ ได้กลายเป็นตัวอย่างในการแต่งตั้งคอลีฟะฮ์ต่อๆมา ตลอดจนราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ทั้งราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ และอื่นๆอีกด้วย

พวกอุมัยยะฮ์สืบเชื้อสายมาจาก อุมัยยะฮ์ อิบนิ อับดุซซัม ซึ่งเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าคนหนึ่งในเผ่ากุเรช สมัยอนารยยุค (ญาฮิลิยะฮ์) ซึ่งมีเกียรติทัดเทียมกับตระกูลของผู้เป็นลุงของท่าน คือ ฮาชิม ปู่ของท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่พวกอุมัยยะฮ์มีทรัพย์สิน เงินทอง และลูกหลานมากกว่าพวกฮาชิม ในสมัยก่อนนั้นตระกูลทั้งสองต่างแก่งแย่งอำนาจกันในการเป็นผู้นำของเผ่ากุเรช เมื่อการเป็นศาสดาได้ปรากฏขึ้นในตระกูลฮาชิม พวกฮาชิมจึงเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามก่อนตระกูลอุมัยยะฮ์ และได้ให้การสนับสนุนต่อท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ส่วนตระกูลอุมัยยะฮ์ มีบุคคลเพียงจำนวนน้อยที่ให้การสนับสนุนท่านรซูล และส่วนใหญ่ได้ต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม สำหรับผู้เป็นหัวหน้าเผ่านี้ได้แก่ อะบูซุฟยาน บิน ฮัรบฺ ซึ่งได้ขัดขวางการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม จนกระทั่งศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ทำการพิชิตนครมักกะฮ์ เขาจึงได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งบุคคลในตระกูลอุมัยยะฮ์ด้วย

      สายซุฟยานีย์
1.   มุอาวียะฮ์ ที่ 1 บิน อบีซุฟยาน จาก ปี ฮ.ศ. 41 – 60 ( ค.ศ. 661 – 680 )
2.   ยะซีด ที่ 1 บิน มุอาวียะฮ์ ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 60 – 64 ( ค.ศ. 680 – 683 )
3.   มุอาวียะฮ์ ที่ 2 บิน ยะซีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 64 ( ค.ศ. 683 – 683 )
      สายมัรวานีย์
4.   มัรวาน ที่ 1 บิน ฮะกัม จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 65 ( ค.ศ. 683 – 684 )
5.   อับดุลมะลิก บิน มัรวาน ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 65 – 86 ( ค.ศ. 684 – 705 )
6.   วะลีด ที่ 1 บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 86 – 96 ( ค.ศ. 705 – 715 )
7.   สุไลมาน บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 96 – 99 ( ค.ศ. 715 – 718 )
8.   อุมัร บิน อับดุลอะซีซ จาก ปี ฮ.ศ. 99 – 101 ( ค.ศ. 718 – 720 )
9.   ยะซีด ที่ 2 บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 101 – 105 ( ค.ศ. 720 – 724 )
10.   ฮิชาม บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 105 – 125 ( ค.ศ. 724 – 743 )
11.   วะลีด ที่ 2 บิน ยะซีด ที่ 2 จาก ปี ฮ.ศ. 125 – 126 ( ค.ศ. 743 – 744 )
12.   ยะซีด ที่ 3 บิน วะลีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 126 ( ค.ศ. 744 – 744 )
13.   อิบรอฮีม บิน วะลีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 127 ( ค.ศ. 744 – 744 )
14.   มัรวาน ที่ 2 บิน มูฮัมมัด จาก ปี ฮ.ศ. 127 – 132 ( ค.ศ. 744 – 749 )


1. มูอาวียะฮ์ บิน อะบีซุฟยาน ( ฮ.ศ. 41-60 ค.ศ. 661-680 ) 

ท่านมีชื่อเต็มว่า มูอาวียะฮ์ บิน อะบีซุฟยาน บิน ฮัรบฺ บิน อุมัยยะฮ์ บิน อับดิชชัมสฺ บิน อับดิลมานาฟ บิน ก็อยซฺ มารดาชื่อฮินดฺ บินติ อุกบะฮ์ บิน รอบีอะฮ์ บิน อับดิชชัมสฺ บิน อัลดิลมานาฟ

ท่านเกิดในนครมักกะฮ์ ก่อนที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จะถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสดา 5 ปี และได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามพร้อมกับบิดา มารดา และพี่ชายของเขา ขณะนั้นเขามีอายุได้ 25 ปี และท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นอาลักษณ์ทำการบันทึกอัลกุอาน ท่านคอลีฟะฮ์อุมัร ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศชามส่วนหนึ่ง ต่อมาท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองดินแดนชามทั้งหมด หลังจากที่ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้เสียชีวิตลง มุอาวียะฮ์ได้แยกอาณาจักรชามเป็นอิสระ และหลังจากที่เขาสามารถสถาปนาอาณาจักรอุมัยยะฮ์ได้แล้ว ก็ได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรอิสลามจากนครมาดีนะฮ์ไปอยู่ที่นครดามัสกัส ในประเทศชาม 

ท่านมุอาวียะฮ์ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาปราดเปรื่อง มีสายตาอันกว้างไกล มีความสุขุม มีความชำนาญทางด้านการเมือง และมีความสุภาพอ่อนโยน ทั้งนี้เนื่องจากว่าความสุภาพอ่อนโยน เป็นคุณลักษณะของหัวหน้าเผ่าต่างๆ ของอาหรับ ท่านสามารถข่มความรู้สึกได้ เมื่อได้รับการพูดจาถากถาง หรือบริภาษจากผู้อื่น พร้อมกับได้ให้อภัยในส่วนที่ควรให้อภัย มุอาวียะฮ์รู้ดีว่าตัวของท่านเองและบรรดาวงศ์วานของท่านไม่สมควรได้คัดค้านการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่าน โดยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ท่านจะต้องปฏิบัติกับประชาชนด้วยความสุภาพอ่อนโยน มีสัมมาปฏิบัติและแสดงออกถึงความโอบอ้อมอารีเพื่อว่าจะได้จับผู้ที่เป็นศัตรูต่อท่านและเพื่อที่ท่านจะได้จ่าย ทรัพย์สินเงินทองเพื่อปิดปากและยุติการทำร้ายของพวกเขาเหล่านั้น ด้วยการดำเนินนโยบายอันแยบยลของมุอาวียะฮ์เช่นนี้ ประชาชนทั้งหลายจึงยุติการกล่าววิจารณ์ และยอมรับการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่าน

ถึงจะอย่างไรก็ตาม มุอาวียะฮ์ก็มิได้ละเลยกิจการของอิสลามและรัฐแต่ประการใด ท่านได้ทำการขยายดินแดนของอาณาจักรอิสลามออกไปอีก พร้อมกับได้แต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสม มีความสามารถ และมีความชำนาญให้ทำการบริหารตำแหน่งต่างๆในอาณาจักรอิสลาม ท่านได้คัดเลือกผู้ปกครองที่มีความเชี่ยวชาญ ทำให้เขาเหล่านั้นบริหารอาณาจักรอิสลามด้วยความเด็ดเดี่ยว บริสุทธิ์ใจ และมีสมถะ จึงให้ความผาสุก และความสงบแผ่ไปทั่วอาณาจักรอิสลาม 
มุอาวียะฮ์เป็นชาวอาหรับแท้ ซึ่งแสดงออกให้ปรากฏทางด้านอุปนิสัยและความประพฤติของท่าน ท่านชอบใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยหรือเครื่องนุ่งห่ม มีผู้กล่าวว่า ท่านรับประทานอาหารมาก คำพูดนี้เป็นความจริงเพราะว่าท่านเป็นคนอ้วน แต่ทว่าการรับประทานอาหารมากของท่านก็เป็นเช่นเดียวกับอาหารที่ท่านได้เคยรับประทานมาก่อน มิได้เป็นอาหารที่ดีเลิศกว่านี้แต่ประการใด สิ่งที่ท่านชอบรับประทานคือ ขนมปังหยาบ เนื้อต้ม และเนื้อย่าง 

การปกครองของอาณาจักรมุอาวียะฮ์นั้น ท่านไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ถึงแม้ว่าท่านได้ทำการปกครองประเทศเป็นระยะเวลานานก็ตาม แต่ทว่าระเบียบการปกครองท่านเป็นไปอย่างง่ายๆ ท่านจะเปิดประตูรับประชาชนทุกคนที่ปรารถนาจะเข้าไปพบ เพื่อส่งเรื่องราวร้องทุกข์ตามที่เขาปรารถนา น้อยคนนักที่มาเยือนท่าน และกลับออกไปโดยมิได้รับของขวัญติดมือ ถึงแม้ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นศัตรูกับท่านก็ตาม ท่านได้ปูนบำเหน็จให้กับสาวกของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บรรดาลูกๆของเขาเหล่านั้น บรรดาผู้นำของเผ่าต่างๆ และบรรดานักปราชญ์อย่างมากมาย 

คุณลักษณะและอุปนิสัยของท่าน 

ท่านเป็นคนที่รูปร่างสูง ผิวขาว ใบหน้ากลม ดูสง่าน่าเกรงขาม ท่านเป็นผู้ที่มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม เป็นผู้มีความรู้ กล้าหาญ เข้มแข็ง มีความความอดทนอย่างสูง มีจุดยืนที่มั่นคง คล่องแคล่ว อ่อนโยนในสิ่งที่ควรอ่อนโยน และแข็งข้อในสิ่งที่ควรแข็ง แต่ความอ่อนโยนของท่านนั้นสามารถเอาชนะความแข็งกระด้างได้ ท่านเป็นผู้มีความให้อภัยผู้อื่น ชอบบริจาคทรัพย์สิน 

จุดเด่นของคอลีฟะฮ์มุอาวียะฮ์ 

1. มุอาวียะฮ์ คือคอลีฟะฮ์ที่ถูกบอกข่าวโดยท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม 
         จากอับดุลมาลิก บิน อับดุลมาลิก ได้กล่าวว่า : มุอาวียะฮ์ได้กล่าวว่า : ฉันเคยอยากเป็นคอลีฟะฮ์ตั้งแต่ท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “ โอ้ มุอาวียะฮ์ เมื่อไรเจ้าได้เป็นผู้ปกครอง เป็นสิ่งที่ดียิ่ง ” 

2. มุอาวียะฮ์คือคอลีฟะฮ์ที่เชี่ยวชาญ 
         จากอิบนิ มุลัยกะฮ์ : ได้กล่าวว่า ได้มีคนกล่าวแก่อิบนิ อับบาส ว่า : ท่านเคยรู้เรื่องของมุอาวียะฮ์บ้างไหม เขาไม่เคยทำการละหมาดวิตรฺ นอกจากหนึ่งรอกะอัตเท่านั้น. ท่านได้กล่าวว่า : “ เขาคือเชี่ยวชาญ ” 

3. มุอาวียะฮ์คือศอฮาบะฮ์ที่ถูกดุอาอฺโดยท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม 
         จากอับดุรเราะห์มาน บิน อมีเราะฮ์ จากท่านนบี ได้กล่าวแก่มุอาวียะฮ์ว่า : 
“ اللهم اجعله هاديا مهديا ” หมายความว่า : “ โอ้ พระเจ้าของฉัน จงทำให้เขาเป็นผู้ชี้นำ และได้รับทางชี้นำ ” 

4. มูอาวียะฮ์เป็นผู้เขียนวะฮฺยู 
อบูซุฟยานได้ขอจากท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ให้แต่งตั้งมูอาวียะฮ์ เป็นผู้เขียนต่อหน้าเขา ดังนั้นท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ตอบรับคำขอนั้น. 

การขยายดินแดนในสมัยของมุอาวียะฮ์ 

มุอาวียะฮ์มีทัศนะว่า หนทางที่จะทำให้บรรดามุสลิมละทิ้งความสนใจต่อกิจการภายในอาณาจักรอิสลามและปัญหาพิพาทกันเกี่ยวกับผู้มีสิทธิในการดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ คือ การส่งให้เขาเหล่านั้นออกไปพิชิตและแผ่ขยายอาณาจักรอิสลาม ทำให้อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่เกรงขามของข้าศึก และทำให้ตำแหน่งของท่านมีความมั่นคงขึ้นท่ามกลางผู้ที่นิยมในตัวท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ด้วยสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีการจัดตั้งกองทัพเรือขึ้นในอาณาจักรอิสลามพร้อมกับมีการเพิ่มจำนวนเรือ ทหารเรือและจัดการปรับปรุงกำลังทหารของอิสลามให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ก็ได้มีการจัดระเบียบการรับราชการทหารขึ้น โดยมีชื่อว่า “ ภาคร้อน ภาคหนาว ” ตามนัยนี้ หมายถึงการจัดตั้งกำลังทหารขึ้น โดยทำหน้าที่รักษาเขตแดนของอาณาจักรอิสลามให้พ้นจากการโจมตีและรุกรานของข้าศึก  ซึ่งมีอยู่เสมอ ทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว ทำให้กำลังทหารของมุสลิมมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพื่อการทำการสงคราม ณ ที่นี้ เราจะกล่าวถึงการพิชิตของเขาเหล่าทหารมุสลิมในสมัยมุอาวียะฮ์พอเป็นสังเขป 

ก.- การพิชิตดินแดนทางภาคตะวันออก 

ในสมัยของคอลีฟะฮ์อุมัร บิน ลคอฏฏ๊อบ บรรดามุสลิมได้แผ่ขยายดินแดนออกไปจนเกือบจะถึงพรมแดนของประเทศปากีสถานในปัจจุบัน บรรดาประชาชนในสมัยนั้นยังคงเคารพบูชาไฟ และรูปเจว็ด และเขาเหล่านั้นได้แสดงความกระด้างกระเดื่องไม่ยอมอ่อนน้อมต่อมุสลิม ขณะที่ได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างมุอาวียะฮ์และคอลีฟะฮ์อะลี โดยเหตุนี้จึงได้มีคำสั่งให้ทำการปราบปราม เพื่อให้เขาเหล้านั้นอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้โดยการจัดส่ง อับดุลลอฮฺ บิน เซาวาร ยกกองทัพไปทางทิศตะวันออก 2 ครั้ง สามารถพิชิตรัฐสินธ์ คือ ปากีสถานในปัจจุบันได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้จัดส่ง อัลมุลฮับ บิน อะบีซ๊อฟเราะฮ์ อัล-อัซดีย์ ให้คุมกำลังทหารมุสลิมจำนวนมากไปยังภาคตะวันออก ซึ่งสามารถพิชิตแคว้นสินธ์ได้ทั้งหมด และได้เข้าไปยังเมืองลาโฮร์ พร้อมกับปรับปรุงเมืองนี้ให้เป็นเมืองมุสลิม 
หลังจากนั้นมุอาวะยะฮ์ได้ส่งก็อยสฺ บิน อัล ฮัยซัม ไปพิชิตทางภาคตะวันออกของเมืองคูรอซาน โดยบุกเข้าไปในเมือง บัลคฺ (بلخ) ซึ่งอยู่ในอัฟกานิสถานในปัจจุบันและได้ทำการสร้างมัสยิดขึ้น ต่อจากนั้นก็ได้พิชิตเมืองเฮราต ( هراة ) โดยอับดุลลอฮฺ บิน ฮาชิม ตลอดจนเมืองอื่นอีก เช่น บุคอรอ ( بخارى ) และสมารกอนดฺ (سمرقند ) 

การปรับปรุงกองทัพเรือของมุสลิม 

มุอาวียะฮ์ได้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวางต่อกองทัพเรือและการทำสงครามทางเรือนับตั้งแต่ท่านเป็นผู้ปกครองเมืองชามสมัยคอลีฟะฮ์อุมัร บิน คอฏฏ๊อบ ท่านได้จัดตั้งกองทัพเรือขนาดใหญ่ และได้พิชิตเกาะต่างๆ เช่น เกาะโรดส์ และเกาะไซปรัส 
นอกจากนี้ มุอาวียะฮ์ยังได้จัดตั้งอู่ต่อเรือตามท่าเรือต่างๆ เช่นที่เมืองซูร ซอยดา อัสกอลาน และกาซา และบรรดาท่าเรือที่อียิปต์ เช่น ดิมยาฎ และอเล็กซานเดรีย ท่านได้ให้ความสนใจต่อเรือรบ และฝึกซ้อมเหล่าทหารมุสลิมให้มีความชำนาญในการสงครามทางทะเล เมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ ก็ได้ให้ความสนใจทางด้านกองทัพเรือของมุสลิมในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนมากยิ่งขึ้น และได้ทำให้จำนวนเรือรบของมุสลิมมีถึง 100 ลำ

ข. - ความพยายามในการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล 

ในปี ฮ.ศ.48 (ค.ศ.668) มุอาวียะฮ์ได้จัดเตรียมกองทัพทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อทำการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยให้ซุฟยาน บิน เอาฟฺ เป็นแม่ทัพ        กำลังทหารของมุสลิมได้เดินทางไปจนถึงกำแพงเมืองของกรุงคอนสแตนติโนเปิล และได้ทำการสู้รบกับพวกโรมันไบเซ็นตีนอย่างรุนแรง แต่ไม่สามารถพิชิตเมืองนี้ได้ เพราะว่ากำแพงเมืองมึความแข็งแรงมาก ประกอบด้วยขณะนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกมาก นอกจากนั้น พวกโรมันไบเซ็นติน ยังได้ใช้อาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า “ ปีนไฟของกรีก ” ระดมยิงมายังเรือของมุสลิม ทำให้เรือเกิดไฟไหม้และเสียหายอย่างใหญ่หลวง บรรดามุสลิมจึงประสบความปราชัยอย่างย่อยยับและต้องถอยทัพกลับ

ค- การพิชิตอัฟริกา 

ในปี ฮ.ศ.50 (ค.ศ. 670) มุอาวียะฮ์ได้จัดส่งกำลังทหารจำนวน 10,000 คน ไปให้กับอุกบะฮ์ บิน นาเฟียะอฺ ผู้ปกครองบัรเกาะฮ์ ตั้งแต่สมัยของอัมรฺ บิน อาศ เป็นผู้ปกครองอียิปต์ เพื่อให้ทำการพิชิตอัฟริการตะวันตก อุกบะฮ์จึงพากำลังทหารของมุสลิมบุกเข้าไปยังอัฟริกา และสามารถพิชิตดินแดนส่วนนั้นได้จนถึงตูนีเซียในปัจจุบัน ขณะที่ทำการพิชิตดินแดนส่วนนี้นั้น พวกเบอร์เบอร์ จำนวนมากได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่อย่างไรก็ตามบรรดามุสลิมต้องประสบกับอุปสรรคอย่างมากมายหลังจากที่ได้ทำการพิชิตอัฟริกา ทั้งนี้เนื่องจากดินแดนนี้อยู่ใกล้กับเกาะซิชิลี จึงทำให้พวกโรมันสามารถจัดส่งเสบียงสัมภาระมาให้กำลังทหารของตนได้อย่างสะดวก นอกจากนี้แล้วพื้นเพทางภูมิศาสตร์ของอัฟริการเป็นภูเขาจึงทำให้พวกเบอร์เบอร์หลบซ่อนตัวอยู่แถบหุบเขาเพื่อซุ่มดักโจมตีกำลังทหารของมุสลิม โดยเหตุนี้การพิชิตอัฟริกาโดยสมบูรณ์จึงใช้เวลามากกว่า 60 ปี 

เมื่ออุกบะฮ์สามารถเอาชนะเบอร์เบอร์ได้แล้ว จึงได้ยกทัพลงไปทางตอนใต้ของตูนีเซียและได้จัดสร้างเมืองก็อยรอวาน ขึ้นไปในปี ฮ.ศ.55 โดยเป็นเมืองแรกที่มุสลิมได้จัดสร้างในอัฟริกา เป็นเมืองที่สี่ที่มุสลิมได้จัดสร้างขึ้นหลังจากกุฟะฮ์ บัสเราะฮ์ และฟุสฏ๊อฏ การสร้างเมืองก็อยรอวาน ดำเนินไปเป็นเวลา 5 ปี จึงเสร็จเรียบร้อย และได้มีการจัดสร้างมัสยิดญามิอฺขึ้นด้วย ซึ่งถือได้ว่ามัสยิดหลังนี้เป็นมัสยิดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอิสลาม 

ด้วยการสร้างมัสยิด ทำให้ก็อยรอวานกลายเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามภาคตะวันตกของทวีปอัฟริกา และเป็นที่ป้องกันภัยของมุสลิมจากการโจมตีของเบอร์เบอร์

การมอบอำนาจการเป็นคอลีฟะฮ์ของมุอาวียะฮ์ให้แก่ยาซีดผู้เป็นบุตร 

มุอาวียะฮ์มีความเห็นว่า ควรแต่งตั้งให้ยาซีดผู้เป็นบุตรดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์สืบต่อไป และจำกัดอำนาจการปกครองอาณาจักรอิสลามแก่บุคคลภายในตระกูลของตน โดยเหตุนี้เขาจึงเริ่มทำการโฆษณาชวนเชื่อในหมู่ประชาชนโดยทั่วไปถึงข้อดีเกี่ยวกับการกระทำเช่นนี้ ทั้งนี้โดยอาศัยบรรดาผู้ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์อุมัยยะฮ์เป็นสื่อกลาง ด้วยการใช้วิธีเช่นนี้จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบต่อการคัดเลือกให้ยาซีดดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์สืบต่อไป และเนื่องจากความหวั่นเกรงต่อความยุ่งเหยิงอันอาจจะเกิดขึ้นอีก หลังจากมุอาวียะฮ์สิ้นชีวิตไป โดยมิได้แต่งตั้งให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์แทน บรรดาหัวเมืองต่างๆจึงได้จัดส่งคณะผู้แทนมาขอร้องให้มุอาวียะฮ์จัดการให้สัตยาบันแก่ยาซีดเพื่อให้ดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งมุอาวียะฮ์ก็เห็นชอบด้วย โดยที่ท่านก็มีเจตนารมณ์ที่จะกระทำเช่นนั้นอยู่แล้ว โดยเหตุนี้การให้สัตยาบันทั่วไปแก่ยาซีดจึงเกิดขึ้น โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเลยนอกจากชาวฮิญาซ ( حجاز ) ดังนั้นมุอาวียะฮ์จึงเดินทางไปยังแคว้นฮิญาซเพื่อบีบบังคับให้อับดุลลอฮฺ บิน อุมัร,อับดุลลอฮฺ บิน ซุเบร, อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส และอัล-หุเซน บิน อะลี ให้การสัตยาบันต่อการเป็นคอลีฟะฮ์ของยาซีด ดังนั้นจึงเป็นคอลีฟะฮ์ของอาราจักรอิสลามสืบต่อจากผู้เป็นบิดา ขณะที่บิดาของเขายังมีชีวิตอยู่

การเสียชีวิต 

มูอาวียะฮ์ได้เสียชีวิตในเดือนรอญับ ปีที่60 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ด้วยอายุ 78 ปี ที่เมืองซีเรีย เนื่องด้วยถูกโรคร้าย หลังจากที่ปกครองอาณาจักรอิสลามนานถึง 20 ปี