วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

La Giralda หอระฆังของมหาวิหารแห่งเซบียา


La Giralda หอระฆังของมหาวิหารแห่งเซบียา (Cathedral of Seville) อันยิ่งใหญ่ของสเปน

แต่ในอดีตมันคือ "หออะซาน" มัสยิดใหญ่ของเมืองนี้ (สมัยนั้นเซบียารู้จักกันในชื่อ "อิชบีลียะฮ์") ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นอัล-อันดาลุส...มัสยิดและหออะซานแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในราวปีค.ศ.1184 โดยคำสั่งของอะบู ยูซุฟ ยะอ์กู๊บ (Abu Yusuf Ya'qub) ผู้ปกครองราชวงศ์อัลมุวาฮิดูน (Almohad) จากแอฟริกาเหนือ ออกแบบโดยสถาปิกอะห์มัด อิบนุ บาซู (Ahmad ibn Basu) การก่อสร้างดำเนินจนแล้วสร็จในปีค.ศ.1198 ในสมัยของอะบู ยูซุฟ ยะอ์กู๊บ อัล-มันศูร (Abu Yusuf Ya'qub al-Mansur)...

จนภายหลังจากที่ชาวคริสเตียนยึดเมืองนี้ได้ในปีค.ศ.1248 มัสยิดใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นวิหารและหอก็ทำหน้าที่เป็นหอระฆังแทนการประกาศอะซานของชาวมุสลิม สันฐานของหอ Giralda ปัจจุบัน สองในสามของหอนั้นยังคงเป็นสถาปัตยกรรมอิสลามในราชวงศ์อัลมุวาฮิดูน ซึ่งย้อนกลับไปในคศว.ที่ 12 ส่วนยอดนั้นมีการปรับแต่งเป็นสไตล์เรอแนสซ็องส์ (Renaissance) ในช่วงกลางคศว.ที่ 16

เครดิต : โบราณคดีอิสลาม

ผู้ถือกุญแจ กะอฺบะฮ์ เป็นคนจากตระกูลเดียว


ผู้ถือกุญแจ กะอฺบะฮ์ เป็นคนจากตระกูลเดียว

เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ที่ผู้ถือกุญแจ กะอฺบะฮ์ เป็นคนจากตระกูลเดียวตั้งแต่ยุคอิสลามเป็นต้นมา คือตระกูล อัช-ชะอฺบีย พวกเขาเป็นผู้พิทักษ์ กะอฺบะฮ์ มา 15 ศตวรรษแล้ว โดยกุญแจ กะอฺบะฮ์ นี้จะตกทอดแก่สมาชิกที่อาวุโสที่สุดของตระกูลเรื่อยมา

รูปคนถือกุญแจกะบะฮฺ ชัยคฺ อับดุลกอฎิร อัช-ชะอฺบียฺ 

จากบะนียฺ ชัยบะฮฺ 
ภายหลังจากการพิชิตมักกะฮฺ ท่านนบี ศอลฯ ได้กล่าวว่า 

"จงรับไป โอ้...บะนียฺ ฎอลหะฮฺ ตราบจนวันกิยามะฮฺ และมันจะไม่ถูกเอาไปจากเจ้า นอกจากจะถูกอธรรมจากทรราช"

พวกเขาเป็นลูกหลานของศอหาบะฮฺที่มีชื่อว่า อุษมาน บิน ฎอลหะฮฺ และจะลงท้ายชื่อตระกูลว่า อัช-ชะอฺบียฺ (เพราะท่านอุษมาน บิน ฎอลหะฮฺ มาจากเผ่า ชัยบะฮฺ)

ชัยคฺ อับดุลกอฎิร อัช-ชะอฺบียฺ เป็นผู้ถือกุญแจรุ่นที่ 108

ผ้าเขียวๆ คือถุงใส่กุญแจ มี 2 ถุง ถุงนึงใส่กุญแจกะบะฮฺ อีกถุงใส่กุญแจ มะกอม อิบรอฮีม

ดาบแห่งอัลเลาะห์ เรียบเรียง


มุสลิมในอินเดียและจักรวรรดิโมกุล


มุสลิมในอินเดียและจักรวรรดิโมกุล

ก่อนอิสลามเข้ามาสังคมฮินดูเป็นสังคมหลักของอินเดียจนเกือบจะเป็นสังคมเดี่ยว อาจมีผู้นับถือศาสนาเชน พุทธ และโซโรแอสเตอร์อยู่ประปราย แต่หลังจากอิสลามเข้ามา สังคมอิสลามได้เข้ามาแทนที่สังคมเดิมในหลาย ๆ พื้นที่ โดยเฉพาะรัฐในริมขอบของชมพูทวีป จนทำให้สังคมมุสลิมกลายเป็นสังคมอันดับสองของอนุทวีปแห่งนี้ไป

อย่างไรก็ตาม ฮินดูก็ยังคงเป็นสังคมใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่ด้านในของทวีปอย่างมิเสื่อมคลาย ประเด็นสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ก็คือ ในยุคนี้อิสลามในอินเดียได้กลายเป็นศูนย์กลางของมุสลิมขนาดใหญ่แหล่งที่สองรองจากดินแดนในตะวันออกกลางอย่างที่มิอาจปฏิเสธได้เลย อุละมาอ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอินเดียมีจำนวนมาก จนกลายเป็นศูนย์กลางความคิดและปัญญาใหม่ ๆ

อิสลามในอินเดียยังเป็นการผสมผสานทางภาษาที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ไม่ว่าภาษาอาหรับ ภาษาเปอร์เซีย และภาษเติร์ก ภาษาอาหรับนั้นเป็นภาษาทางศาสนาโดยตรง ภาษาเปอร์เซียนำเข้ามาโดยผู้พิชิตจากอัฟกานิสถานคือมะหฺมูด อัล-ฆ็อซนียฺ ซึ่งได้กลายมาเป็นภาษาที่ถูกใช้บริหารกิจการของผู้ปกครองมุสลิมในอินเดียอีกหลายศตวรรษต่อมา ภาษาเติร์กถูกพูดโดยจักพรรดิราชวงศ์โมกุล ซึ่งต่อมาได้เกิดภาษาใหม่ที่ผสมผสานกันระหว่างภาษาพื้นเมืองและภาษาของมุสลิมผู้พิชิตเรียกว่า ภาษาอูรดู ที่ถูกใช้เป็นภาษาวรรณกรรมชั้นสูงในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียตลอดคริสต์ศตวรรษที่สิบแปด

การปรากฏตัวของอิสลามในอินเดียถือว่าเป็นปรากการณ์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง อิสลามอยู่ร่วมกับศาสนาพื้นเมืองเดิมคือฮินดูมาตลอดพันปี โดยที่ชาวฮินดูยังคงเป็นคนส่วนใหญ่ตลอดมา ความสัมพันธ์นี้เป็นปัจจัยการแสดงออกของมุสลิมในอินเดีย ทำให้สภาพสังคมของมุสลิมในอินเดียและการฟื้นฟูอิสลามมีลัษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร

ในขณะที่อิสลามได้ปรากฏขึ้นมาในคาบสมุทอาหรับ ในอินเดียศาสนาฮินดูได้แทนที่ศาสนาพุทธทั่วทั้งชมพูทวีป แม้ว่าศาสนาพุทธจะมาหลัง แต่ก็สลายบทบาทไปจากอินเดีย ส่วนคริสต์ศาสนาได้มาถึงก่อนอิสลาม แต่ก็จำกัดอยู่ในชายฝั่งแถบมาลาบาร์

กระนั้นไม่ถึงศตวรรษศาสนาอิสลามก็ได้เข้าสู่ชมพูทวีปในเขตพื้นที่ด้านตะวันตกถึงเทือกเขาฮินดูกุช การเริ่มต้นของอิสลามเข้ามาโดยผู้บัญชาการหนุ่มมุสลิมชื่อว่า มุฮัมมัด อิบนุ กอสิม ในปีคศ. 711 เขาได้พิชิตดินแดนในส่วนของแคว้นสินธุ์รวมทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐปัญจาบ

อย่างไรก็ตาม การพิชิตที่สำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงคือช่วงศตวรรษที่ 11 โดยสุลฏอนมะหฺมูด แห่งฆอชนียฺ จากอัฟกานิสถาน และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของมุสลิมในอินเดียอย่างแท้จริง และเป็นการยุติบทบาทการปกครองของมุสลิมอาหรับลงโดยสิ้นเชิง

เมื่อสุลฏอนมะหฺมูดได้นำกองทัพมุสลิมบุกเข้ายึดแคว้นปัญจาบของอินเดียไว้ได้ เหตุการณ์นั้นเปรียบเสมือนกับการทะลุผ่านกำแพงอินเดียได้แล้ว เพราะหลังจากที่ปัญจาบเริ่มตกอยู่ภายใต้การปกครองของนักปกครองมุสลิม ดังนั้น ไม่ยากที่นักปกครองมุสลิมคนอื่นจะเข้ามาสู่อินเดียภายในได้

ในตอนปลายคริสตศตวรรษที่ 12 สุลฏอนมูฮัมมัด อัล-ฆูรียฺ ซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศอัฟกานิสถานได้ขยายเขตปกครองของมุสลิม จากปัญจาบลงไปถึงเบงกอล หลังจากนั้นนักปกครองชาวมุสลิมก็ได้สถาปนากรุงเดลฮี ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองของชาวมุสลิม อำนาจการปกครองได้ผลัดเปลี่ยนไปยังมุสลิมราชวงศ์อื่น ๆ เรียกว่ายุคสมัยสุลต่านแห่งเดลฮี ประกอบไปด้วยราชวงศ์มัมลู้ก (1206–90) ราชวงศ์คิลญีย์ (1290–1320) ราชวงศ์ตุฆลุก (1320–1414) ราชวงศ์สัยยิด (1414–51)และราชวงศ์โลดี (1451–1526).. จวบจนราชวงศ์โมกุลได้สร้างจักรวรรดิอันเกรียงไกรขึ้นปกครองทั่วทั้งอินเดีย

หลังการทำลายแบกแดดของพวกมองโกล อาณาจักรอิสลามก็เปลี่ยนโฉมหน้าไป ราชวงศ์อุษมานียะฮฺก้าวมาแสดงบทบาทในฐานะผู้นำของโลกอิสลามทั้งหมด ขณะเดียวกันโลกมุสลิมรอบนอกก็พัฒนาไปอย่างเป็นตัวของตัวเอง เช่น มุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตามดินแดนที่จัดว่าพัฒนาได้ยิ่งใหญ่ที่สุดควบคู่ไปกับราชวงศ์อุษมานียะฮฺก็คือชมพูทวีป เมื่อกษัตริย์ ซอฮิร อัด-ดีน บาบุร(ค.ศ.1483-1530 /ฮ.ศ. 887-936) ผู้มีเชื้อสายเติร์กผสมมองโกล จากคาบูลในอัฟกานิสถานได้เข้ามายึดกรุงเดลฮีได้ ในปี ค.ศ. 1526 (ฮ.ศ.933) แล้วสถาปนาราชวงศ์โมกุลขึ้น ซึ่งต่อมาได้ถูกจัดว่าเป็นราชวงศ์มุสลิมที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดีย

บาบุรมีบุตรชายสืบการเป็นจักรพรรดิต่อมาคือ จักรพรรดิฮุมายุน(ค.ศ.1508-1556/ฮ.ศ. 913-963) ซึ่งต่อมาได้กำเนิดจักพรรดิที่มีชื่อเสียงมากอีกคนหนึ่งของราชวงศ์โมกุลคือ จักรพรรดิอักบัร (ค.ศ.1542-1650) ผู้ซึ่งพยายามสร้างศาสนาใหม่ที่ชื่อว่า Din-i ilahi โดยการผสมผสานระหว่างศาสนาต่าง ๆ แต่ศาสนาใหม่ก็สิ้นสุดลงภายใต้การต่อต้านของนักฟื้นฟูอิสลาม อะหฺมัด อัส-สิรฮินดียฺ(ค.ศ.1568-ค.ศ.1624/ฮ.ศ. 975-1033) และก็เริ่มเสื่อมลงหลังจากบุตรชายของจักรพรรดิอักบัร คือจักรพรรดิชาฮฺฮันกีรฺ(ค.ศ.1569-1627/ฮ.ศ. 976-1036)และผู้เป็นบุตรชายของชาฮฺฮันกีร คือจักรพรรดิชาฮฺจาฮัน(ค.ศ.1592-ค.ศ.1666/ฮ.ศ.1000-1076) ขึ้นมาสืบช่วงการเป็นจักรพรรดิ

ต่อมาบุตรชายของชาฮฺจาฮัน คือจักรพรรดิโอรังเซบ (ค.ศ.1618-1707/ฮ.ศ. 1027-1118) ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดิ เขาได้ใช้นโยบายฟื้นฟูอิสลามและสร้างสังคมอินเดียบนแนวคิดอิสลาม ในสมัยนี้เองที่ราชวงศ์โมกุลมีอาณาเขตกว้างขวางที่สุด นักประวัติศาสตร์ถือโอรังเซบเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์โมกุล

ราชวงศ์โมกุลได้เป็นผู้ปกครองอินเดียยาวนานถึง 250 ปี และได้เข้ามามีส่วนผสมในการปรุงแต่งความเป็นอินเดีย ทั้งในส่วนบุคลิกภาพของบุคคล และในส่วนโครงสร้างทางวัฒนธรรมของอินเดีย ในยุคสมัยของราชวงศ์โมกุลนี้เองที่วัฒนธรรมเปอร์เซียได้เข้ามาผสมกับวัฒนธรรมอินเดีย แล้วกลายมาเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน งานศิลปกรรมเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความเป็นอินเดีย ซึ่งผสมผสานระหว่างอินเดียกับเปอร์เซียเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก คนในสังคมส่วนใหญ่ของราชวงศ์โมกุล เป็นชาวฮินดู รองลงมาเป็นมุสลิม ซึ่งโดยทั่วไปเป็นอะฮฺลุส สุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ซึ่งปฏิบัติตามสำนักนิติศาสตร์แบบหะนาฟียฺ ขณะที่ชีอะฮฺก็เป็นกลุ่มศาสนาที่เป็นส่วนน้อย

ราชวงศ์โมกุลให้คนพิ้นเมืองอินเดียเรียนภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเป็นภาษาราชการของจักรวรรดิ เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งสูงๆ ต่อมาได้เกิดการผสมกันระหว่างภาษาเปอร์เซีย ภาษาอาหรับ และภาษาฮินดีพื้นเมืองโดยมีพื้นฐานไวยากรณ์แบบสันสกฤติแต่เต็มไปด้วยคำศัพท์จากภาษาอาหรับและเปอร์เซีย ทำให้เกิดภาษาใหม่ เรียกว่าภาษาอูรดู

ราชวงศ์โมกุลปกครองแทบทั้งหมดของชมพูทวีปและในหลายพื้นที่ของอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ต้น ๆ คริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเรืองอำนาจสูงสุดในช่วงศตวรรษที่ 17 หลังจากสุลฏอนโอรังเซบแล้ว อำนาจรวมศูนย์ที่เคยมีอยู่ที่กรุงเดลฮีก็ ค่อย ๆ เสื่อมลง กษัตริย์ผู้สืบอำนาจต่อจากสุลฏอนโอรังเซบ แม้จะยังได้รับการยอมรับจากแคว้นอื่นๆอยู่ แต่ก็เป็นไปในเชิงรูปแบบมากกว่าจะเป็นการยอมรับอำนาจจากศูนย์กลางคือกรุงเดลฮีอย่างแท้จริง และในที่สุดเมื่อบริษัทอิสต์อินเดีย (East India Company) ของอังกฤษเข้ามา อำนาจปกครองของกษัตริย์มุสลิมก็เสื่อมลงและสิ้นสุดในปีค.ศ. 1857 (ฮ.ศ. 1274)

อย่างไรก็ตาม เราถือว่าราชวงศ์โมกุลเป็นราชวงศ์มุสลิมราชวงศ์แรกที่ได้เข้าไปสู่ใจกลางของสังคมขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกคืออินเดีย มุสลิมในอินเดียแม้จะเป็นชนกลุ่มน้อย แต่มีความหลากหลายในสำนักคิดและทัศนะต่าง ๆ มุสลิมส่วนใหญ่ในอินเดียเป็นอะฮฺลุส สุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ถือมัซฮับหะนะฟียฺเช่นเดียวกันราชวงศ์อุษมานียะฮฺ แต่ในอินเดียก็มีกลุ่มชีอะฮฺที่มีอิทธิพลในบางช่วงขณะ ในหมู่พวกอะฮฺลุส สุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺก็มีแนวศูฟียฺอีกหลายแนวทางที่มีผู้คนดำเนินตามที่แตกต่างกันออกไป

ภาพลักษณ์ของสุลฏอนของราชวงศ์โมกุลก็มีลักษณะที่แตกต่างจากราชวงศ์อุษมานียะฮฺ ขณะที่สุลฏอนอุษมานียะฮฺจดจ่ออยู่กับการเผชิญหน้ากับอาณาจักรไบแซนทีนและการแสดงบุคลิกของการเป็นเคาะลีฟะฮฺหรือผู้รับผิดชอบโลกอิสลาม แต่สุลฏอนแห่งราชวงศ์โมกุลต้องจดจ่ออยู่กับการปกครองผู้คนที่แตกต่างกันและการปราบปรามกบฏในประเทศ ปัจจัยที่แตกต่างกับส่วนอื่น ๆ ของโลกมุสลิมทำให้การท้าทายสังคมมุสลิมอินเดียมีหลายด้าน ในช่วงการปกครองของสุลฏอนอักบัรฺ เขาได้พยายามที่จะรวบรวมคำสอนของศาสนาฮินดูและศาสนาอิสลามเข้าด้วยกันภายใต้ลัทธิใหม่ที่เรียกว่า“ดีน-อิ- อิลาฮี” (Dīn-i-Ilāhī) หมายถึงศาสนาแห่งพระเจ้า ซึ่งท้าทายสัจธรรมของอิสลามเป็นอย่างยิ่ง

กลุ่มฟื้นฟูอิสลามที่ปรากฏในขณะนั้นต้องพบกับปัญหาที่ไม่เคยปรากฏลักษณะเช่นนี้ในบริเวณอื่นของโลกมุสลิมมาก่อน นอกจากนี้การกำเนิดของศาสนาซิกข์ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอิสลามและฮินดู และพัฒนามาเป็นกองทัพยังเป็นการต่อต้านอำนาจของราชวงศ์โมกุลที่สำคัญ รวมไปถึงกบฏจากพวกฮินดู และการแผ่อำนาจเข้ามาของอังกฤษ กลุ่มฟื้นฟูในอินเดียยังต้องพบกับความซับซ้อนของแนวคิดศูฟียฺ บางกลุ่มเลยเถิดออกจากกรอบของคำสอนอิสลามไปไกลลิบ ทำให้กลุ่มฟื้นฟูต้องเข้ามาทำการวิพากษ์ และกลายเป็นประเด็นโต้แย้งที่รุนแรงต่อมาอีกหลายศตวรรษ

การเคลื่อนไหวที่โดดเด่นและถูกจัดเป็นกระแสนำในช่วงรุ่งโรจน์ของราชวงศ์โมกุลคือ การฟื้นฟูที่เริ่มต้นโดย อะหฺมัด อัส-สิรฮินดียฺ และจักรพรรดิโอรังเซบ จักรพรรดิท่านที่ 6 แห่งโมกุล

.............................................
Abu Hafs เรียบเรียง
.............................................
เครดิต : Tarlkh ประวัติศาสตร์

อิสลามความรุ่งเรืองในสเปน


อิสลามความรุ่งเรืองในสเปน

ภาพวาดจำลองของเมือง "กุรฏุบะฮ์" (คอร์โดบา - Cordoba)

เมืองหลวงของแคว้นอัล-อันดาลุสและศูนย์กลางการปกครองของคอลีฟะฮ์วงศ์อุมัยยะฮ์ในคศว.ที่ 10 ครั้งหนึ่งกุรฏุบะฮ์เป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดของยุโรปยุคกลางทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจและศิลปวิทยาการ 

ในช่วงเวลาดังกล่าวกุรฏุบะฮ์มีประชาการราว 500,000 คน มีมัสยิดน้อยใหญ่จำนวนมาก ซึ่งมัสยิดใหญ่ของเมืองยังคงความน่าอัศจรรย์ใจจนถึงปัจจุบัน (La Mezquita de Cordoba - ปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นมหาวิหารในศาสนาคริสต์)

นอกจากนี้ยังมีโรงอาบน้ำสาธารณะกว่า 300 แห่ง ถนนหนทางซึ่งปูด้วยหิน สว่างไสวด้วยคบไฟยามค่ำคืน ที่สำคัญยังเป็นบ้านของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (กล่าวว่ามีสำเนาหนังสือกว่า 400,000 เล่ม) เป็นแหล่งรวมของบรรดานักปราชญ์ชาวมุสลิม ยิวและคริสเตียนซึ่งรวมกันสร้างสรรค์อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่ด้อยไปกว่าคอนสแตนติโนเปิลและแบกแดดในยุคสมัยเดียวกัน

โบราณคดีอิสลาม

ก็อศร์ อัล-คอรอนะฮ์ (Qasr al-Kharanah)


ก็อศร์ อัล-คอรอนะฮ์ (Qasr al-Kharanah) 


ตั้งอยู่ในเขตทะเลทรายห่างจากกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน ไปทางตะวันออกราว 55 กม. สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวปีค.ศ.710 (จารึกภายในระบุวันที่ว่า 27 เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ.92) ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยของคอลีฟะฮ์วะลีด อิบนุ อับดุลมาลิก (Al-Walid ibn Abd al-Malik ค.ศ.705-15) แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Umayyad)



ตัวอาคารมีผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 35.5 x 36.5 ม. สร้างด้วยหินปูน มีสองชั้น บนกำแพงโดยรอบปรากฏช่องมอง (หรือช่องลม) รูปหัวศร มีหอคอยโดยรอบ แต่เนื่องจากขนาดของหอคอยเล็กเกินกว่าที่จะใช้ในด้านการทหาร ก็อศร์ อัล-คอรอนะฮ์ จึงไม่ใช่ป้อมปราการซึ่งเหมาะแก่การป้องกัน (อย่างที่โรมันเคยสร้างในแถบนี้) แต่เป็นเป็นที่พักของคาราวาน (คาน) ซึ่งรองรับนักเดินทางจากแดนไกลตามเส้นทางคาราวานในทะเลทรายของแคว้นชาม (ซีเรีย)

ภายในตัวอาคารมีลานกว้างตรงกลางขนาด 13 x 13 เมตร ซึ่งมีบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กอยู่ด้วย โดยรอบประกอบด้วยห้องจำนวนมาก ชั้นล่างมีคอกสัตว์ไว้สำหรับพาหนะเช่นม้า หรืออูฐ รวมไปถึงห้องเก็บสินค้าและห้องพัก ชั้นบนเป็นห้องพักรับรองของนักเดินทาง (แบ่งเป็นลักษณะเหมือนห้องสูท ชั้นล่าง 3 ชุดและชั้นบน 5 ชุด) และห้องโถงรองรับเพดานด้วยโค้งครึ่งวงกลม (semi-circular arches) มีการประดับตกแต่งภายในด้วยปูนปั้น (stucco) สันนิษฐานว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะเปอร์เซียซาสซานียะฮ์ (Sassanid)

นอกเหนือจากข้อสันนิษฐานว่าอาคารนี้เป็นที่พักกองคาราวานแล้ว อาจทำหน้าที่เป็นสถานที่นัดพบระหว่างตัวแทนคอลีฟะฮ์จากดามัสกัสกับบรรดาหัวหน้าเผ่าเบดูอินท้องถิ่นอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีข้อสงสัยด้านการใช้งานตามมา เนื่องจากก็อศร์ อัล-คอรอนะฮ์ขาดแคลนน้ำบาดาล และที่ตั้งห่างไกลจากแหล่งน้ำเช่นโอเอซิสหรือวาดี อาคารนี้จึงอาจไม่ได้ถูกใช้งานมากนักและถูกทิ้งร้างในสมัยต่อมา

เครดิต : โบราณคดี อิสลาม


อีหม่ามทั้งสี่และเจ้าของตำราหะดีษทั้งหก


#อีหม่ามทั้งสี่และเจ้าของตำราหะดีษทั้งหก

เป็นที่ยอมรับกันว่า ปราชญ์ยุคแรกของมุสลิมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด คืออิหม่ามแห่งสำนักนิติศาสตร์ทั้งสี่ และอิหม่ามเจ้าของตำราหะดีษทั้งหก

สำนักนิติศาสตร์ทั้งสี่นั้นมาก่อนตำราหะดีษทั้งหก โดยอิหม่ามทั้งสีท่านนั้นล้วนแต่เกิดในดินแดนของประเทศอาหรับในปัจจุบัน ... อิหม่ามอบู ฮะนีฟะฮฺ เกิดที่กุฟะฮฺ (อิรัก) อิหม่ามมาลิก เกิดที่มะดีนะฮฺ(ซาอุดิอารเบีย) อิหม่ามชาฟิอียฺ เกิดที่กาซ่า(ปาเลสไตน์) อิหม่ามอะหมัด เกิดที่บัฆดาด(อิรัก)

ขณะเดียวกันอิหม่ามเจ้าของตำราหะดีษทั้งหก เกิดในดินแดนมุสลิมด้านตะวันออกในยุคนั้น ซึ่งล้วนแต่อยู่นอกพื้นที่ประเทศอาหรับในปัจจุบันทั้งสิ้น ... อิหม่ามบุคอรีย์ เกิดที่บุคอรอ(อุซเบกิสถาน) อิหม่ามมุสลิม เกิดที่นัยซาปูร(อิหร่าน) อิหม่ามอบูดาวูด เกิดที่ซิซตาน(อัฟฆอนิสถาน) อิหม่ามติรมีซีย์ เกิดที่ติรมีซ (อุสเบกิสถาน) อิหม่ามนะซาอีย์ เกิดที่นะซาอ์ (เติร์กมินิสถาน) และอิหม่ามอิบนุ มาญะฮฺ เกิดที่ฆ็อซวิน (อิหร่าน)

Cr.Tarikh-ประวัติศาสตร์

ผู้ปกครองมุสลิมแห่งอินเดียในอดีตกับความพยายามไม่ให้มีประเพณี 'สตี'


ผู้ปกครองมุสลิมแห่งอินเดียในอดีตกับความพยายามไม่ให้มีประเพณี 'สตี' (พิธีกรรมฮินดู คือการที่ภรรยาต้องเผาตัวตายตามสามีที่ได้เสียชีวิตไป) 

| แนวคิดปฏิวัติในเรื่องผู้หญิง |

แนวคิดใหม่เกี่ยวกับความเสมอภาคระหว่างผู้หญิงและผู้ชายที่ถูกอธิบายอย่างชัดเจนในอัล กุรอานและคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัดนั่นถือว่าเป็นแนวคิดปฏิวัติถอนรากถอนโคน หมายถึงมันได้ก่อให้เกิดสังคมแบบใหม่ขึ้นมา ก่อนการมาของอิสลาม ผู้หญิงทุกๆหนแห่งถูกถือว่าเป็นเพียงกองขยะ เป็นสัตว์เลี้ยง หรือเป็นวัตถุที่ไร้ชีวิตอันเป็นส่วนหนึ่งของกองมรดก ผู้หญิงอาจถูกฝังทั้งเป็นหรือไม่ก็ถูกเก็บไว้ในฐานะสิ่งของเครื่องประดับ ในเวลานี้เองที่ผู้หญิงได้รัยสิ่งที่สอดคล้องกัยสถานภาพที่ถูกต้องของพวกเธอในสังคมและครอบครัว ผ่านการชำระล้าวด้วยคำสอนอิสลาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่อิสลามได้เข้าไปพิชิตและได้เปลี่ยนอำนาจของรัฐบาล อิสลามได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในฐานะพลังแห่งการปฏิรูปในสังคมที่ผู้หญิงไม่ทีสิทธิจะมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเธอเองได้ และถูกบังคับให่ต้องสังเวยชีวิตพร้อมกับสามีของเธอ

ผู้ปกครองมุสลิมแห่งอินเดียหลายคนพยายามที่จะทำเท่าที่สามารถในการปฏิรูปสังคมอินเดีย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฮินดู)โดยพยายามไม่ให้มีประเพณีที่เรียกว่า 'สตี' (พิธีกรรมตามกฎหมายฮินดู คือการที่ภรรยาต้องเผาตัวตายตามสามีที่ได้เสียชีวิตไป) แต่ต้องมั่นใจว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการของศาสนาอื่น

นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Dr. Francois Bernier ได้ไปเยือนอินเดียในช่วงรัชสมัยของสุลต่าน ชาฮ์จาฮาน (แห่งราชวงศ์โมกุล) และได้อธิบายถึงความพยายามของผู้ปกครองมุสลิมในการไม่ให้มีการทำพิธีสตีขึ้นในหมู่ชาวฮินดูเขาได้บันทึกไว้ว่า

"จำนวนเหยื่อ(ของพิธีสตี)น้อยกว่าแต่ก่อนมาก ชาวมุสลิมซึ่งเป็นผู้ปกครองประเทศนี้ ได้ใช้อำนาจทั้งหมดเพื่อระงับประเพณีที่ป่าเถื่อนนี้ แต่ผู้ปกครองมุสลิมไม่สามารถห้ามด้วยการออกกฎหมายที่ชัดเจนได้ เพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งจากนโยบายของพวกเขาที่จะต้องปล่อยประชากรที่บูชารูปเคารพ ซึ่งเป็นประเทศที่มีมากกว่าประชากรชาวมุสลิม ให้มีเสรีภาพในการประกอบกิจเรื่องศาสนาได้

อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมนี้ก็ยังถูกตรวจสอบด้วยวิธีการทางอ้อม นั่นคือไม่มีผู้หญิง(ฮินดู)คนไหนที่ยอมพลีชีวิตแบบนี้ได้ โดยไม่ได้อนุญาตจากข้าหลวงของจังหวัดนั้นๆ ที่เธออาศัยอยู่ ซึ่งข้าหลวงจะไม่อนุญาตให้กระทำ จนกว่าเขาจะรู้แจ้งชัดแล้วว่าหล่อนไม่เปลี่ยนเจตนาของหล่อน และเพื่อให้เป้าหมายนี้ลุล่วง ข้าหลวงจะต้องหว่านล้อมภรรยาหม้ายนี้และต้องให้สัญญาต่างๆที่ดึงดูดใจหล่อน หลังจากนั้น หากวิธีการนี้ล้มเหลว เขาก็จะส่งหล่อนไปยังพวกผู้หญิงของเขา ซึ่งการคัดค้านก็อาจได้รับการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีการวางอุปสรรคต่างๆไว้ แต่จำนวนของผู้หญิงที่เซ่นสังเวยชีวิตตัวเองก็ยังคงมีจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของผู้ปกครองท้องถิ่นฮินดู อันเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแต่งตั้งข้าหลวงมุสลิม" (Travels of the Moghul Empire by Francois Bernier [A.D. 1658-1668] [ed.] Archibald Constable, Vol.l, pp. 306-307)

| เมาลานา ซัยยิต อบุล หะซัน อลี อัน นัดวียฺ