วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หินดำ (Hajar al Aswad)


หินดำ (Hajar al Aswad) เป็นหินสีดำที่ถูกติดตั้งไว้ตรงมุมหนึ่งของกะฮฺบะฮฺเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและจุดครบรอบการเดินเวียนรอบกะฮฺบะฮฺ(ตอวาฟ)

หินดำ หรืออัลฮฺยา อัล อัสวัต นั้นเป็นศิลา ที่มีสัณฐาน เป็นรูปครึ่งวงกลม กว้างประมาณ 10 นิ้ว สูง 12 นิ้วจากการตรวจสอบโดยนักวิทยาศาสตร์จาก สหรัฐฯ พบว่า หินดำเป็นวัตถุนอกโลก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นก้อนอุกกาบาต ที่มาจากที่อื่น ซึ่งองค์ประกอบและธาตุบางชนิดที่พบ เป็นสิ่งที่ไม่มีในโลก หรือในกาแลคซี่เรานี้

โดยประวัติของหินดำ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ และอายุที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์นั้น พบว่ามีอายุยาวนานมาก และสีดำของหินนั้นไม่ใช่สีที่มีมาแต่แรกเริ่ม ซึ่งตรงกับหะดิษที่ว่า -
จากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "หินดำถูกประทานลงมาจากสวรรค์ ซึ่งความขาว (ของหินดำนั้น), ขาวยิ่งกว่า (ความขาวของ) น้ำนมเสียอีก, (แต่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำเนื่องจาก) ความผิดต่างๆ ของลูกหลานอาดัมทำให้หินดำนั้นเป็นสีดำ" บันทึกโดยติรฺมิซีย์



ซึ่งจากบันทึกประวัติศาสตร์ เข้าใจได้ว่า หินเปลี่ยนเป็นสีดำเพราะ การที่ชาวอาหรับในสมัยก่อนนั้นชอบนำสัตว์ไปเชือดบูชายัญบนหิน และเอาเลือดสัตว์ชโลมลงบนหิน พอนานเข้าหินจึงมีสีดำ
ถ้าอ้างอิงหลักฐานจากกุรอาน จะพบว่า หินดำนั้นเป็นเครื่องหมายกำหนดตำแหน่งการสร้างวิหารกะบะห์(วิหารทรงลูกบาศก์ อยู่ตรงกลางมัสยิดอัล -ฮะรอม) ในสมัยท่านนบีอาดัม...ต่อมาในสมัยนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) หินดำก็มีส่วนในช่วยในการบูรณะวิหารกะบะห์ เนื่องจากมีหลักฐานว่า หินดำลอยจากพื้นได้ และท่านนบีอิบรอฮีมก็ขึ้นไปเหยียบบนหินนั้น เพื่อบูรณะวิหาร

ในช่วงเวลาต่อมาแห่งการตั้งถิ่นฐานของชาวอาหรับ หินดำถูกถือเสมือนว่าเป็น สมบัติของแผ่นดิน (คล้ายตราประทับแผ่นดิน) คืออาหรับเผ่าไหนได้ครอบครอง ก็ถือว่าเผ่านั้นมีอำนาจในการปกครอง และเป็นเผ่าที่มีเกียรติ หินดำจึงกลายเป็นศักดิ์ศรี และเป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจแห่งการปกครองคาบสมุทรอารเบีย

ในต้นศตวรรษที่ 7 เกิดไฟไหม้วิหารกะบะห์ทำความเสียหายให้ตัววิหารเป็นอันมาก อาหรับแต่ละเผ่าจึงพร้อมใจกันบูรณะวิหารใหม่จนเสร็จเรียบร้อย แต่ปัญหาคือ ใครจะเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ยกหินดำกลับไปไว้ที่เดิม...จากความขัดแย้งนี้ ได้ส่งผลให้เกิดข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นชอบคือ ให้ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ.ล.) เป็นผู้ยกกลับไปไว้ที่เดิม เนื่องจากในตอนนั้นท่านยังไม่ได้เผยแพร่ศาสนาอิสลาม ประกอบกับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากทุกฝ่ายว่าเป็นคนมีคุณธรรมและเป็นกลางที่สุด

ต่อมาเมื่อท่านนบี ประกาศศาสนาแล้ว จนกระทั่งพิชิตเมกกะฮ์ได้ ท่านก็ได้ทำความสะอาดและปรับปรุงวิหารให้กลับมาอยู่ในสภาพเรียบร้อยอีกครั้ง หินดำก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม

ในปี ค.ศ.682 เกิดความขัดแย้งในคาบสมุทรอาหรับ มีการกรีฑาทัพเข้าตีนครเมกกะฮ์จนวิหารได้รับความเสียหายอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีผลทำให้หินดำแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ประชาชนได้ทำการซ่อมแซมหินดำหลังจากสงครามจบลง โดยนำลวดเงินมารัดไว้



หินดำในปัจจุบันจึงมีสภาพที่เหมือนนำเศษหินมาประติดประต่อกัน และรัดไว้ด้วยวงแวนเงิน ถูกวางไว้มุมผนัง อยู่เหนือพื้นดินประมาณ 3 ฟุต

ดังนั้นหากเราพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง อาจตั้งข้อสังเกตว่า หากหินดำเป็นสิ่งน่าเคารพ สักการะ หรือเป็นสิ่งบูชาจริง

1.เหตุใด มุสลิมจึงไม่ปกป้องหินดำให้รอดพ้นจากการทำลาย ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถปกป้องอาคารหรือมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ กับแค่หินก้อนเดียว ทำไมเขาไม่ปกป้อง

2.หากหินดำเป็นสิ่งเคารพ สักการะ เหตุใด ในสมัยที่ท่านศาสดาอพยพไปมาดีนะห์ ท่านจึงสั่งให้ผู้คนหันทิศกิบลัต (ทิศทางที่หันเวลาละหมาด) ไปทางบัยตุลมักดิส ที่เยรูซาเล็ม แทนที่จะเป็น ที่มัสยิด อัลฮะรอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกะบะห์และหินดำ

3.หากวิหารกะบะห์ หรือหินดำคือสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใด อิสลามจึงอนุญาตให้มุอัซซิน (ผู้ป่าวประกาศ เวลาละหมาด) ปีนขึ้นไปตะโกน ป่าวประกาศบนหลังคากะบะห์ได้ เพราะนั่นคือการขึ้นไปเหยียบอยู่เหนือหินดำชัด ๆ

4.หากหินดำคือสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใดท่านอุมัรฺ (ผู้เป็นตัวแทนท่านศาสดาคนที่ 2 ) จึงกล่าวว่า “แท้จริงฉันรู้ว่าเจ้า (หมายถึงหินดำ) คือหินธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้น เจ้าไม่ให้โทษและไม่ให้คุณ, หากว่าฉันไม่เห็นท่านรสูลุลลอฮฺจูบเจ้าแล้วละก้อ ฉันก็จะไม่จูบเจ้าหรอก" (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)

5.หากหินดำเป็นสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใดในหลักปฏิบัติ หรือหลักการศรัทธาในอิสลาม จึงไม่มีข้อใดใช้หรือสั่งให้มุสลิมสักการะหินดำ

ดังนั้นจึงหวังว่า เราจะเข้าใจหินดำกันใหม่เสียทีว่า มันไม่ใช่สิ่งสักกการะ หรือเคารพบูชา...เพราะอิสลามนั้นมีหลักการที่แน่นอนว่า ห้ามเคารพบูชาสิ่งใด นอกไปจากอัลลอฮฺ พระองค์เดียว

. หินดำมาจากสวรรค์ ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า "หินดำนั้นมาจากสวรรค์" หะดีษเศาะหี้หฺ (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ และอิบนุคุซัยมะฮฺ)

. หินดำไม่มีความสำคัญอันใดยกเว้นในการเดินเฎาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺมีสุนนะฮฺให้จูบหินดำขณะเฏาะวาฟได้หนึ่งรอบเท่านั้นครับ ท่านอาบิส บุตรของเราะบีอะฮฺเล่าว่า "ฉันเห็นท่านอุมัรฺ บุตรของค็อฏฏอบจูบหินดำ, พลางกล่าวว่า แท้จริงฉันรู้ว่าเจ้า (หมายถึงหินดำ) คือหินธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้น เจ้าไม่ให้โทษและไม่ให้คุณ, หากว่าฉันไม่เห็นท่านรสูลุลลอฮฺจูบเจ้าแล้วละก้อ ฉันก็จะไม่จูบเจ้าหรอก" (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)



วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ซอมบี้ที่แท้จริงคือ วีรบุรุษอิสลามของประเทศบราซิล

ซอมบี้ที่แท้จริงคือ วีรบุรุษอิสลามของประเทศบราซิล

ประวัติความเป็นมาของ Zombie ซอมบี้ ที่คนทั้งโลกถูกหลอกว่าเป็นผีดิบ

เมื่อพูดถึงซอมบี้.. สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดของเราก็คือ ศพที่เดินได้หรือผีดิบที่เที่ยวทำร้ายกัดกินมนุษย์ และทำให้คนอื่นเป็นผีดิบตามไปด้วย และสิ่งนี้ทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของตะวันตกที่ต้องการล้างสมองของคนทั้งโลกให้เข้าใจว่า ซอมบี้คือผีดิบ
ตะวันตกได้ใช้ความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจผิดในคำว่า “zombie” เพื่อให้ชาวโลกได้เข้าใจว่าคือ ผีดิบ ที่ไม่มีความคิดจิตใจ ด้วยวิธีการสร้างบทละคร, เรื่องเล่า จนถึงภาพยนตร์ เพื่อให้เห็นว่าซอมบี้ ไม่ได้ดีความดีงามและประโยชน์ใดๆเลย

แต่อย่างไรก็ตาม.. ซอมบี้คือผีดิบตามที่ตะวันตกได้สร้างเรื่องราวหลอกลวงชาวโลกจริงหรือไม่?



เมื่อประมาณปี ค.ศ.1550 อิสลามได้เริ่มแผ่ขยายเข้าสู่ประเทศบราซิล ในเวลานั้น ชาวโปรตุเกสได้นำเด็กๆ ชาวอาฟริกาจำนวนมากมายเข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในไร่อ้อย และเด็กๆเยาวชนชาวอาฟริกาส่วนใหญ่นี้ต่างล้วนนับถือศาสนาอิสลาม และจากการที่มีกรรมกรชาวอาฟริกาจำนวนมากที่เป็นมุสลิม จึงทำให้อิสลามในบราซิลเริ่มขยายมีคนเข้ารับอิสลามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นับแต่นั้นมาในแต่ละปี จำนวนประชากรมุสลิมในบราซิลก็เริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น มิใช่เฉพาะชาวกรรมกรในไร่อ้อย แต่อิสลามได้แผ่ขยายและได้รับการยอมรับของชาวเมืองและจึงทำให้กองกำลังซาลิบิซเกิดความไม่สบายใจ และพยายามที่จะสกัดกั้นพร้อมทั้งทำลายการเติบโตของอิสลามในบราซิลจนถึงรากถึงโคน และในที่สุดกองกำลังซาลิบิซก็ได้รับความสำเร็จภาระกิจของเขาที่ได้ทำลายและหยุดยั้งการเติบโตของอิสลามในบราซิล

ในปี ค.ศ.1643 ได้เกิดวีรบุรุษมุสลิม ด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญ ที่ต้องการสร้างประเทศอิสลามให้เกิดขึ้นมาในบราซิล ด้วยการที่เขาได้เผยแพร่อิสลามตามพื้นที่ชนบท นอกเมือง จนถึงการเรียกร้องบรรดาผู้มีตำแหน่งในสังคมสู่อิสลาม และผู้ที่เป็นวีรบุรุษที่สร้างความเข้มแข็งให้กับอิสลามในบราซิลนี้เองที่มีชื่อว่า “ซอมบี้”

กองกำลังซาลิบิซเข้าใจว่าอิสลามในบราซิลได้สูญสลายตายไปหมดแล้ว แต่ความจริงแล้ว อิสลามยังไม่ตาย ซอมบี้ได้ฟื้นฟูอิสลามให้เข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งบนแผ่นดินบราซิล และด้วยเหตุนี้เองที่ กองกำลังซาลิบิซได้พุ่งเป้าหมายการทำลายล้างไปที่ซอมบี้ และถือว่าซอมบี้คือศัตรูตัวฉกาจที่ต้องกำลังและทำลายล้างให้หมดสิ้นแม้แต่ชื่อ ซอมบี้ ก็ตาม

อ้างอิงจากหนังสือ مائة من عظماء أمة اﻹسلام غيروا مجرى التاريخ



ที่มา : เพจคำสอน อิสลาม

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

โอวาทของเชคคนหนึ่งต่ออุษมาน บิน แอร์ทูก์รุล


โอวาทของเชคคนหนึ่งต่ออุษมาน บิน แอร์ทูก์รุล ผู้ก่อตั้งอณาจักรอุษมานียะฮ์(ออตโตมาน)

โอ้ลูกชาย...
บัดนี้เจ้าคือผู้นำ 
การโกรธโมโหจะเป็นสิทธิ์ของเรา การนิ่งสงบคือหน้าที่ของเจ้า
การน้อยอกน้อยใจคือสิทธิ์ของเรา การเอาอกเอาใจคือหน้าที่ของเจ้า
การกล่าวหาเจ้าจากเราอาจเกิดขึ้นได้ การรับมือกับมันอย่างอดกลั้นคือหน้าที่เจ้า
เราอาจจะอ่อนแอไม่ได้เรื่อง แต่เจ้าต้องมองหาความดี
การปะทะกันย่อมเกิดขึ้นในหมู่พวกเรา พวกเราย่อมขัดแย้งกัน แต่ความยุติธรรม คือ หน้าที่เจ้า
พวกเราอาจกล่าวร้าย ปากพล่อย
และเข้าใจแบบผิดๆ หน้าที่เจ้าตรงนี้คือการให้อภัย
พวกเราอาจสร้างความแตกแยก แต่เจ้าต้องสร้างความเป็นหนึ่ง
เจ้านั้นเป็นคนเข้มแข็ง มีพละกำลัง เฉลียวฉลาด พูดเก่ง แต่ว่า! ถ้าเจ้าไม่รู้ว่าต้องใช้มันเมื่อไหร่และอย่างไร ความโกรธและอารมณ์ของเจ้าจะรวมตัวกันเอาชนะสติปัญญาของเจ้าเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นแม้นลมพัดเบาๆในช่วงเช้าก็พัดเจ้าให้ล้มระเนระนาดได้ง่ายๆ เจ้าจงเป็นคนที่อดทน หนักแน่น และเป็นคนที่ควบคุมความต้องการของตัวเองได้ตลอดเวลา
จงอย่าลืมว่าโลกใบนี้ไม่ได้ใหญ่อย่างที่เจ้าคิด
ความลี้ลับ สิ่งที่ยังไม่เป็นที่รู้กัน สิ่งที่ซ่อนเร้นทั้งหลาย จะถูกพิชิตและเปิดเผยกลางแจ้งด้วยความกล้า คุณธรรม และความรู้ของเจ้า
โอ้ลูกชาย...
จงรู้จักการอดทน ดอกไม้จะไม่เบ่งบานก่อนเวลาอันควรและจงจำไว้ให้ดีว่า เจ้าจงให้ชีวิตแก่มนุษย์ แล้วอาณาจักรจะมีชีวิต
โอ้ลูกชาย... 
จงนับถือให้เกียรติแก่มารดาและบิดา ความมงคลนั้นอยู่ในการให้เกียรติผู้ที่อาวุโส
จงจำไว้ว่า ถ้าเจ้าสูญเสียศรัทธาในขณะเจ้ามีชีวิตบนโลกนี้ เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์แล้วกลายเป็นทะเลทรายที่แห้งแล้ง
เจ้าจงอย่าถอยออกจากความตั้งใจของเจ้าเด็ดขาด
แต่เจ้าจงรู้จักหนทางที่เจ้าเดินให้ดี เจ้าจงรู้ให้แจ้งถึงภาระที่เจ้าจะแบกรับ เจ้าจงทำงานทุกอย่างในเวลาอันควรของมัน
จงเป็นคนพูดชัดเจน จงอย่ารับทุกคำพูดใส่ตัวเอง
อย่าเป็นคนที่เห็นทุกอย่างแล้วพูด อย่าเป็นคนที่รู้อะไรแล้วคิดว่ารู้จริงทันที
เจ้าจงอย่าไปที่ๆ เจ้าเป็นที่รักบ่อยๆ เพราะสักวันความรักอาจจะถูกเบื่อหน่ายและเจ้าจะเสียศักดิ์ศรี
จงสงสารคนสามคน "ผู้รู้ในหมู่ผู้เขลา" "คนรวยที่ตกอับกลายเป็นจน" "คนที่มีเกียรติยศแต่ต้องสูญเสียเกียรติยศ"
จงจำไว้ว่าคนที่อยู่ในที่สูงไม่ได้ปลอดภัยเหมือนคนที่อยู่ข้างล่าง
จงอย่าหยิ่งยโส จงอย่าดูถูกศัตรู จงอย่าเพิ่มศัตรู
เจ้าจงเป็นคนกำหนดต้นตอและปลายแถวของศัตรูด้วยตนเอง เจ้าจงอย่ากลัวที่จะต่อสู้หากเจ้าเป็นฝ่ายถูก
โอ้ลูกชาย...
หน้าที่เจ้าหนักหน่วง หน้าที่เจ้ายากเข็ญ กำลังของเจ้านั้นมีจำกัดด้วยไพร่พล แต่อัลลอฮฺเท่านั้นคือผู้ให้ความสำเร็จแก่เจ้า

ที่มา : อิสลามมิค อนาลิส

อะไรคืออารยธรรมอิสลาม?


อะไรคืออารยธรรมอิสลาม?

อารยธรรมอิสลามคือภาพรวมของปรากฏการณ์ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายใต้การประกาศเชิญชวนสู่อิสลามของศาสดามูฮัมหมัด(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) และการแผ่ขยายของกระแสอิสลามที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่เจ็ดและถูกสานต่อโดยมุสลิมในยุคต่อมา โดยถูกจัดให้เป็นระบบที่มีความเป็นสากลและสุกงอมในช่วงสมัยอาณาจักรอับบาสียะห์ ซึ่งถูกปรับใหม่โดยมุสลิมในสเปนและสานต่อโดยจักรวรรดิออตโตมัน และมีอิทธิพลต่อมุสลิมในเอเซียกลาง เอเชียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงยุโรปตะวันออก อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อศาสนิกอื่นที่อาศัยอยู่ร่วมกันในวงล้อมของมุสลิม ฯลฯ
................
อารยธรรมอิสลามคืออารยธรรมอาหรับใช่หรือไม่?
อารยธรรมอิสลามอาจเข้าใจได้ว่าเป็นอารยธรรมอาหรับในแง่ภาษา เพราะภาษาอาหรับคือภาษาหลักที่ใช้ในอารยธรรมนี้และอีกทั้งยังเป็นภาษาของคัมภีร์อัลกุรอ่านที่มุสลิมทั่วโลกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา แต่ถึงกระนั้นเองก็ยังมีภาษาอื่นๆที่ผลิตงานวรรณกรรมต่างๆของอารยธรรมอิสลามรวมอยู่ด้วย ได้แก่ ภาษาเปอร์เซีย ภาษาตุรกี ภาษามลายู ภาษาอุรดู ฯลฯ ดังนั้นอารยธรรมอิสลามไม่ใช่อารยธรรมอาหรับในแง่การจำกัดเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ เพราะบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการจัดระบบให้อารยธรรมอิสลามสุกงอม มีบุคคลทางการเมือง วิชาการ ศิลปวัฒนธรรมจำนวนมากที่ไม่ใช่คนอาหรับ ตัวอย่างเช่น แม้กระทั่งนักไวยากรณ์อาหรับชื่อดังอย่างซีบะวัยฮ์(เสียชีวิต ค.ศ.๗๙๖)นั้นไม่ใช่คนอาหรับแต่เป็นชาวเปอร์เซีย
................
อารยธรรมอิสลามคือสิ่งเดียวกับศาสนาอิสลามใช่หรือไม่?
หากคุณเข้าใจว่าอิสลามเป็นเพียงศาสนาในความหมายของความเชื่อหรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ คำตอบคืออารยธรรมอิสลามนั้นไม่ใช่ศาสนาอิสลาม แต่อารยธรรมอิสลามคือผลของศาสนาอิสลามที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ฮาซัน อัลบันนา นักเคลื่อนไหวอิสลามชื่อดังในศตวรรษที่ยี่สิบได้กล่าวว่า “อิสลามคือระบบที่ครอบคลุมทุกปรากฏการณ์ของชีวิตมนุษย์...” นี่คือคำอธิบายที่บ่งชี้ถึงปรากฏการณ์และภาพรวมที่มีปัจจัยอันเหมาะสมในการเรียนผลของการกระทำดังกล่าวว่าอารยธรรม และอิสลามคือศาสนาที่ผลักดันให้เกิดอารยธรรมอิสลามนั่นเอง
................
อารยธรรมอิสลามคือการสร้างสังคมที่มีเพียงมุสลิมเท่านั้นและที่คิดแบบเดียวกันเท่านั้นใช่หรือไม่?
อารยธรรมอิสลามไม่ได้สร้างพื้นที่ให้เฉพาะมุสลิม แต่อารยธรรมอิสลามมีพื้นที่ให้กับทุกคนที่ยอมรับพื้นที่ภายในอารยธรรมอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลามหรือผู้ศรัทธาในศาสนาอื่น หลักฐานคือประวัติศาสตร์อิสลาม ตั้งแต่เริ่มแผ่ขยายออกจากคาบสมุทรอาหรับจนถึงยุคก่อนกำเนิดรัฐชาติ ไม่เคยมีอาณาจักรอิสลามอาณาจักรใดที่มีประชากรเป็นมุสลิมล้วนๆร้อยเปอร์เซนต์ หรือแม้กระทั่งมีกลุ่มลัทธิความเชื่อทางศาสนาอิสลามลัทธิเดียวหรือสำนักเดียวร้อยเปอร์เซนต์ ตลอดระยะเวลาในยุคเก่าของประวัติศาสตร์อิสลาม สังคมในตะวันออกกลางประกอบด้วยชาวมุสลิม ชาวยิว ชาวคริสต์ ชาวลัทธิบูชาไฟ และลัทธิโบราณอื่นๆในแถบเมโสโปเตเมีย ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอาณาจักรอิสลามต่างๆด้วยการจ่ายภาษีให้แก่รัฐ ในขณะที่มุสลิมทั่วไปก็ต้องจ่ายซะกาตและภาษีต่างๆในกรณีที่รัฐกำหนด นอกจากนี้ชายที่ไม่ใช่มุสลิมไม่จำเป็นต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเข้ากองทัพ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชาวยิวจำนวนมากมีเวลาในการทำการค้าขายและธุรกิจจนร่ำรวยมีฐานะในเมืองใหญ่ของอิสลาม เช่น อิสตันบูล คอร์โดบา ฯลฯ ในขณะที่ชาวยิวและชาวคริสต์จำนวนหนึ่งเป็นขุนนางและนักวิชาการในการอุปถัมภ์ของคอลีฟะห์หรือสุลต่านตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ที่มา : อิสลามมิค อนาลิส

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อุดมการณ์ของราชวงศ์อุษมานียะห์(ออตโตมัน)


คุณลักษณะยี่สิบอย่างในอุดมการณ์ของราชวงศ์อุษมานียะห์(ออตโตมัน)จากหนังสือชะห์นาเมอีหุมายูน(บันทึกราชสำนัก)
คุณลักษณะเหล่านี้จะถูกสอนและปลูกฝังแก่เชื้อพระวงศ์และข้าราชการจักรวรรดิอุษมานียะห์(ออตโตมัน)

คุณลักษณะแรก กฎมีอยู่ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะทรงเกียรติมากกว่าอิสลาม” ดังนั้นการเป็นผู้นำต้องรวมความเป็นผู้นำทางวัตถุ(อัสสิยาดะตุศศูรียะห์)เข้ากับการเป็นผู้มีความสุขทางจิตวิญญาณ(อัสสะอาดะตุลมะอฺนาวียะห์)เข้าด้วยกัน ด้วยการอบรมการเป็นผู้นำทางวัตถุและจริยธรรมไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญที่สุดคือการภักดีต่ออิสลาม

คุณลักษณะที่สอง การเป็นผู้ดูแลสองมัสญิดและสองนครอันทรงเกียรติ(นครมักกะห์และนครมาดีนะห์)

คุณลักษณะที่สาม การสืบทอดอำนาจที่เพิ่มพูนขึ้นจากบิดาสู่บุตรชาย หมายถึงความต่อเนื่องในอำนาจที่เพิ่มพูนขึ้นของจักรวรรดิจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกไปเรื่อยๆ

คุณลักษณะสี่ การเป็นนักปกครองทางบกและทางทะเล (สุลฏอนุลบัรริ วัล บะหฺร์)

คุณลักษณะที่ห้า การมีกองทัพในอำนาจตลอดเวลา(ลัชกัร-พัรวะรีย์)

คุณลักษณะที่หก การมีอิสตันบูลเป็นมหานคร

คุณลักษณะที่เจ็ด การครองแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลมีภูมิอากาศครบเจ็ดประเภท

คุณลักษณะที่แปด การพัฒนาผืนแผ่นดินและการเพิ่มพูนทรัพย์สินแก่เหล่าประชาชน (อิมาเราะตุลบิลาด วะ ษัรวะตุลอิบาด)

คุณลักษณะที่เก้า การมีประชาชนที่หลากหลายเชื้อชาติและศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายในอาณาจักร (ตะรอกุมุลมิลัล วะ ตะลาฏุมุนนิฮัล)

คุณลักษณะที่สิบ การที่สุลต่านทุกคนมีความกล้าหาญและความใจถึง

คุณลักษณะที่สิบเอ็ด การมีศักยภาพในทางกวีและวรรณกรรม

คุณลักษณะที่สิบสอง การไม่ขอความช่วยเหลือจากภายนอก

คุณลักษณะที่สิบสาม การมีความยุติธรรมและความมั่นคงในอาณาจักร

คุณลักษณะที่สิบสี่ การมีสุขภาพดีและแข็งแรง

คุณลักษณะที่สิบห้า ความมีเกียรติในเชื้อสายที่สามารถเป็นสุลต่านได้ อุษมานนั้นสืบเชื้อสายจากโอฆุซ ข่าน บุตรชาย คารา ข่าน บุตรชาย บาทู ข่าน บุตรชาย ยาเฟส(อาบุลจา ข่าน) บุตรชาย นูห์ อะลัยฮิสสลาม

คุณลักษณะที่สิบหก การรักษากฎระเบียบและกฎหมาย หมายถึง การปฏิบัติตนสอดคล้องกับชารีอะห์อันทรงเกียรติ การเผยแพร่ความรู้ และการให้เกียรติผู้รู้

คุณลักษระที่สิบเจ็ด การมีจริยามารยาทที่ดีงามด้วยการผ่านการอบรมและสั่งสอนอย่างดี(อัลอะดับ)

คุณลักษณะที่สิบแปด การมีคลังสมบัติที่มั่งคั่งและเข้มแข็ง

คุณลักษณะที่สิบเก้า การมีความสามารถที่จะบังคับใช้กฎหมายในเขตแดนที่ไกลที่สุดจากเมืองหลวง

คุณลักษณะที่ยี่สิบ การไม่รุกล้ำและให้เกียรติสมบัติส่วนบุคคล

เครดิต : อิสลามมิค อนาลิส

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

เหรียญกษาปณ์อิสลาม

(บทความโดย : บรรจง บินกาซัน)

เหรียญกษาปณ์อิสลาม


สมัยที่อาณาจักรโรมันและเปอร์เซียเรืองอำนาจเป็นคู่แข่งกันนั้น ประเทศต่างๆในโลกใช้เหรียญทองคำและเหรียญเงินของโรมันและของเปอร์เซียเป็นสกุลเงินในการซื้อขายเหมือนกับที่โลกในปัจจุบันใช้เงินดอลล่าร์และเงินยูโร ชาวอาหรับที่ติดต่อค้าขายกับอาณาจักรทั้งสองในเวลานั้นก็ใช้เหรียญของสองอาณาจักรนี้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเช่นกันโดยที่ยังไม่มีเหรียญกษาปณ์เป็นของตนเอง

แม้อิสลามจะกลายเป็นนครรัฐขึ้นมาในคาบสมุทรอาหรับ แต่ชาวอาหรับมุสลิมก็ยังคงใช้เหรียญของอาณาจักรโรมันอยู่ จนกระทั่งมาถึงสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮฺก็มีเหตุทำให้อาณาจักรอิสลามคิดริเริ่มทำเหรียญกษาปณ์ทองคำของตนเองออกมาใช้ ทั้งนี้เนื่องจากอับดุลมาลิก บินมัรวานซึ่งเป็นประมุขแห่งอาณาจักรอิสลามเคยเขียนจดหมายไปถึงจักรพรรดิโรมันโดยหัวจดหมายมีข้อความภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” และถัดลงมามีข้อความอำนวยพรให้นบีมุฮัมมัด

เมื่อจักรพรรดิโรมันรับจดหมายมาอ่านก็รู้สึกหงุดหงิดที่เห็นถ้อยคำดังกล่าวบนหัวกระดาษจดหมาย จึงเขียนตอบมายังอับดุลมาลิก บินมัรวานว่า “กรุณาอย่าเอ่ยถึงพระเจ้าของท่านและชื่อของมุฮัมมัดมาบนหัวกระดาษจดหมายของท่านอีก เราไม่ชอบ ถ้าหากท่านไม่เลิก เราก็จะเอาชื่อนบีของท่านปั๊มลงไปอย่างไร้ความนับถือบนเหรียญกษาปณ์ของเราและหลังจากนั้นก็จะปล่อยออกไปหมุนเวียนในตลาดให้ท่านเจ็บใจยิ่งขึ้น”

อับดุลมาลิกรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งหลังจากที่ได้อ่านจดหมายดังกล่าว ดังนั้น เขาจึงเรียกที่ปรึกษามาพบเพื่อขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ที่ปรึกษาได้บอกเขาว่า “เลิกใช้เหรียญโรมันในประเทศของท่านและทำเหรียญกษาปณ์ทองคำของท่านออกมาใช้เองบ้างสิ”

อับดุลมาลิกชอบความคิดนี้ เขาจึงได้สั่งให้สร้างโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นและผลิตเหรียญดิรฺฮัมและดินาร์ออกมาใช้โดยบนเหรียญทั้งสองชนิดมีข้อความว่าภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า “จงกล่าวเถิด พระองค์คืออัลลอฮฺพระเจ้าองค์เดียว”

หลังจากนั้น อับดุลมาลิกก็ประกาศว่านับแต่นี้เป็นต้นไปการจ่ายภาษีจะต้องจ่ายเป็นเหรียญอาหรับเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง เหรียญดิรฺฮัมและดินาร์จึงได้ถูกนำไปหมุนเวียนในประเทศมุสลิมทั้งหมด
วันนี้ หลายประเทศในโลกมุสลิมกำลังจะย้อนกลับไปใช้ดีนาร์ทองคำเป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันแล้ว เพราะเงินสกุลดอลล่าร์กำลังเสื่อมค่าเป็นเศษกระดาษและเป็นดอกเบี้ยในมุมมองของชะรีอ๊ะฮฺ