วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปาฏิหาริย์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด


อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์เป็นอุบัติการณ์อันยิ่งใหญ่ที่สร้างเกียรติประวัติ ให้แก่ท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และแก่ประชาชาติมุสลิม 

ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์นี้เป็นปาฏิหารย์ ( มั๊วะยิซาต ) ของท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยเฉพาะ และไม่มีนะบีท่านใดได้รับเกียรติมาก่อนเลยในการขึ้นไปสู่ฟากฟ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณพร้อมกันไปจนถึง " ซิ๊ดร่อติ้ล มุงตะฮา " เพื่อเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และยังถือได้ว่าอุบัติการณ์นี้เป็นการให้สัตยาบันของบรรดานะบี "ซ่อลาวาตุ้ลลอฮิ อะลัยฮิ้ม " แก่ท่านนะบี อีกด้วย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำแห่งบรรดานะบี แม้ว่าท่านจะเป็นนะบีสุดท้ายก็ตาม อีกประการหนึ่งก็คือ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรู้ดีว่ายุคที่จะมีมาภายหลังที่ท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีวิตไปแล้วนั้นเป็นยุคแห่งวิทยาการ ซึ่งจะทำให้มนุษย์ได้รับความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอวกาศ ดังที่เราได้พบเห็นกันมาแล้วเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านนี้ จนกระทั่งมนุษย์ได้บินขึ้นสู่พื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

เป็นที่ทราบกันดีว่าวิชาความรู้นั้นหากไม่พึ่งพาอาศัย การเชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกอันแท้จริงแล้ว วิชาความรู้นั้นย่อมจะนำไปสู่ความหยิ่งยะโสอวดดีและความพินาศในที่สุด เพราะความสำเร็จของนักวิชาการอาจจะทำให้เขานึกเดาเอาว่าตนนั้นมีความสามารถในการพิสูจน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ จนเป็นผลสำเร็จได้เอง โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมทางด้านวิชาการแทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ กลับกลายเป็นการอาศัยวิชาการเพื่อทำลายล้างโลกกัน

การที่ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแห่งฟากฟ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณของท่านนั้น เท่ากับเป็นการท้าทายบรรดานักวิชาการทั้งหลายที่สามารถพิชิตดวงจันทร์และดวงดาวอื่น ๆ ซึ่งเพียงแต่อยู่ในฟ้าชั้นที่หนึ่งเท่านั้น การท้าทายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลดความยะโสของนักวิชาการทั้งหลาย และเป็นการสอนให้พวกเขาได้สำนึกถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ทรงยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง

อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ครั้งกระนั้นเท่ากับเป็นการประกาศให้ชาวโลกทั้งหลายได้ทราบว่า อำนาจของนบีอิสรออีลภายหลังการอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ของท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นหมดสิ้นลงแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะมัสยิดิลอักซอเป็นสถานที่ที่มีบรรดานบี (อะลัยฮิมุซซ่อลาตุ วัสสลาม) หรือนบีอิสรออีลหลายท่านเคยใช้เป็นสถานที่ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) เกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้มุสลิมในอดีตพยายามอย่างยิ่งที่จะพิทักษ์รักษามัสยิดิลอักซอเอาไว้ นับตั้งแต่มุสลิมได้พิชิตดินแดนปาเลสไตน์ในสมัยค่อลีฟะฮฺที่สองของอิสลาม คือท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เป็นต้นมา

เมื่อตกมาถึงศตวรรษที่ 11 เมื่อมุสลิมหันหลังให้แก่ศาสนาและมีความแตกแยกกัน จนกระทั่งพวกครูเสดได้ยึดเอามัสยิดอัล-อักซอไป พวกมุสลิมก็ยังสามารถหันมายึดมั่นในศาสนาที่ช่วยสร้างพลังและความสามัคคีให้แก่มุสลิมด้วยการเข้ายึดมัสยิดิลอักซอกลับคืนมา และขับไล่พวกครูเสดให้ออกไปจากดินแดนมุสลิม ต่อมาเมื่อ ค.ศ.1967 มุสลิมได้แตกแยกกันอีก โดยผู้นำมุสลิมบางประเทศไปร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายศัตรูของอิสลาม ดังนั้นมัสยิดอัล-อักซอซึ่งเป็นมัสยิดสำคัญอันดับสามของมุสลิม จึงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอิสลามคืออิสรออีลจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และในอนาคตอีกไม่รู้ว่าจะนานสักปานใด ดินแดงและ มัสยิดอัล-อักซอของมุสลิมจะกลับคืนมาสู่เจ้าของเดิมอีกครั้งหนึ่ง
                
อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นในคืนเดียวกัน  ด้วยระยะเวลาอันสั้น ก่อนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอพยพออกจากนครมักกะฮฺไปสู่นครอัลมะดีนะฮฺประมาณหนึ่งปี อุบัติการณ์ดังกล่าวนี้อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดให้มีขึ้นเพื่อจะได้ทรงทดสอบว่าใครบ้างเป็นผู้ศรัทธาเชื่อมั่นต่อพระองค์อย่างแท้จริง และเพื่อที่จะให้ร่อซู้ลของพระองค์ คือ ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ประจักษ์แจ้งในสัญญาณต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสำแดงให้เห็นถึงเดชานุภาพของพระองค์ ดังหลักฐานจากอัลกุรอาน ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ อายะฮฺที่หนึ่งว่า

ความว่า “ มหาบริสุทธิ์ ( อัลลอฮ ฺ) ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ออกเดินทางในเวลากลางคืนจากมัสยิดิลฮะรอมไปยังมัสยิดิลอักซอ อันเป็นสถานที่ที่เรา ( อัลลอฮ ฺ) ได้ให้มีบะร่อกะฮฺ ( ความจำเริญและศิริมงคล ) แก่บริเวณรอบ ๆ นั้น ทั้งนี้เพื่อต้องการให้บ่าวของเรา (มุฮัมมัด) ได้ประจักษ์แจ้งถึงสัญญาณต่าง ๆ ของเรา แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น ” (17:1)

จากตัวบทอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺเพียงอายะฮฺเดียวเท่านั้นที่ยืนยันถึงอุบัติการณ์อัลอิสรออฺ ฉะนั้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮฺ ที่มีแก่เรา พระองค์จึงทำให้ตัวบทในเรื่องของอัลอิสรออฺมีหลักฐานทางวัตถุยืนยันด้วยตัวบทอย่างชัดแจ้ง เพราะเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นบนแผ่นดิน คือมัสยิดอัล-ฮะรอมและมัสยิดอัล-อักซอ และทำให้อัลเมียะอฺรอจญ์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนชั้นฟ้า มีหลักฐานเป็นรูปธรรมของการมีพันธกรณี คือเมื่อเป็นการกระทำของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้ว เราต้องเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ส่วนหลักฐานยืนยันจากตัวบทอัลกุรอานในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลเมียะอฺรอจญ์ก็คือ

ความว่า “ แท้จริงเขา ( มุฮัมหมัด ) ได้เห็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของเขา ” (53:18)

ฮะดีสเกี่ยวกับอุบัติการณ์อัลอิสรออฺนี้ ได้มีศ่อฮาบะฮฺมากกว่า 20 ท่านรายงาน แต่ละรายงานย่อมแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย บางรายงานก็สั้นบางรายงานก็ยาว แต่ฮะดีสเกี่ยวกับอัลอิสรออฺนี้บรรดามุสลิมได้เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นอุบัติการณ์จริง คือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกเดินทางจากมัสยิดิลฮะรอมในนครมักกะฮฺถึงมัสยิดิลอักซอในนครเยรูซาเล็ม เพียงช่วงหนึ่งของเวลากลางคืน ทั้งที่ระยะเวลาเดินทางโดยกองคาราวานจะใช้เวลาถึง 40 วัน การเดินทางในเวลากลางคืนอัลอิสรออฺของท่านนบี ได้เกิดขึ้นทั้งเรือนร่างและจิตวิญญาณของท่าน ขณะที่ท่านตื่นนอนมีสติสัมปชัญญะ มิใช่เป็นความฝันตามความคิดเห็นของคนบางคน พวกปฏิเสธซุนนะฮฺที่ไม่ยอมเชื่อฮะดีสเกี่ยวกับอุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ มีสภาพเช่นเดียวกับพวกปฏิเสธศรัทธา ( กุฟฟาร ) ที่กล่าวหาท่านนบีว่าพูดเท็จ

จากรายงานฮะดีสซึ่งมีหลายริวายะฮฺเกี่ยวกับเรื่องอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์นี้ พอจะสรุปเค้าความได้ ก็คือท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกเดินทางในเวลากลางคืนจากมัสยิดฮะรอม โดยมีญิบรีล อะลัยฮิสสลามเป็นผู้นำทาง และท่านได้นั่งบนบุร๊อก (เป็นสัตว์พาหนะ) และไปถึงเยรูซาเล็ม ( บัยตุลมักดิส ) ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พบกับบรรดานบีหลายท่าน และท่านได้เป็นอิมามนำละหมาด

หลังจากนั้น ญิบรีลได้นำท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขึ้นสู่ฟากฟ้า และได้พบกับบรรดานบีหลายท่าน ตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่เจ็ดท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากบรรดานะบีเหล่านั้น ต่อจากนั้นท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถูกนำไปยัง " ซิ๊ดร่อติ้ล มุงตะฮา " และได้เห็น " บัยตุ้ลมะห์มูรจ ฺ" ซึ่งเป็นกะอบะฮฺของบรรดามะลาอิกะฮฺ และได้เห็นสวรรค์และนรก แล้วญิบรีลก็ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้นพลางกล่าวว่า “ มุฮัมมัด นี่คือขอบเขตของฉัน ฉันไม่สามารถจะล่วงล้ำเขตนี้ไปได้ ” หลังจากนั้นท่านก็ได้ขึ้นต่อไปจนถึง " มะกอมุ้ลอัสนา " และ " ดะร่อยาตุ้ลอูลา " จนถึง " มะกอมุ้ล มุนายาต " ซึ่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.)


ในคืนวันนั้นอัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ได้ทรงบัญญัติการละหมาด 50 เวลา ภายในหนึ่งวันให้แก่ประชาชาติของมูฮัมหมัด เมื่อท่านได้กลับลงมาพบกับนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ท่านก็พูดว่า “ นั่นเป็นการลำบากแก่ประชาชาติของท่านที่จะปฏิบัติเช่นนั้นได้ ฉันได้เคยทดลองกับบนีอิสรออีลมาแล้ว มุฮัมมัดจงกลับไปขอลดหย่อนจำนวนละหมาดลงอีก ” ท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เวียนไปขอลดภาระดังกล่าวจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) หลายครั้ง จนเหลือเพียง 5 เวลา ท่านจึงได้กล่าวกับนะบีมูซาว่า “ ฉันรู้สึกละอายใจที่จะไปขอลดหย่อนต่อพระองค์อีก ฉันขอน้อมรับเวลาละหมาดวันละ 5 เวลานี้ไว้ ” และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็มีบัญชาว่า

“ การละหมาด 5 เวลาต่อหนึ่งวันนี้จะได้รับผลบุญตอบแทนเป็นรางวัลเท่ากับ 50 เวลา ”

ในอุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์นั้น ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พบเห็นเหตุการณ์มากมายพอจะสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้คือ

1.        พวกที่ต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)
2.        พวกที่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องของการละหมาด
3.        พวกที่หมกมุ่นอยู่ในทางเพศที่หะรอม
4.        พวกที่กินดอกเบี้ย
5.        พวกที่กินทรัพย์สมบัติของเด็กกำพร้าด้วยความอธรรม
6.        พวกที่ไม่บริจาคซะกาต
7.        พวกที่ชอบนินทาใส่ร้ายผู้อื่น
8.        พวกที่ชอบพูดในสิ่งที่เขาไม่กระทำ

สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดดังกล่าวมานี้ เราจะขอเน้นหนักในเรื่องของพวกที่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องการละหมาด โดยมีรายงานแจ้งว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ผ่านกลุ่มชนหนึ่งซึ่งศีรษะของพวกเขาถูกทุบให้แตกด้วยก้อนหิน ทุกครั้งที่ศีรษะแตกมันก็จะกลับมีสภาพเช่นเดิมอีก และก็เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวถามว่า “ โอ้ญิบรีล พวกเหล่านี้เป็นใครกัน ? ” ญิบรีลกล่าวว่า “ พวกเหล่านี้คือ ผู้ที่ศีรษะของเขาหนักในเรื่องเกี่ยวกับละหมาดฟัรฎู " หมายถึง เมื่อได้ยินอะซานแล้วไม่ยอมลุกขึ้นไปละหมาด

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้ถึงฐานะของการละหมาดว่ามีความยิ่งใหญ่เพียงใด การละหมาดเป็นหัวใจสำคัญในหลักปฏิบัติของอิสลาม เป็นเครื่องหมายที่จำแนกระหว่างมุสลิมกับผู้ที่มิใช่มุสลิม และเป็นสิ่งแรกที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะทรงสอบสวนผู้ที่เป็นมุสลิมในวันกิยามะฮฺ หากพบว่าละหมาดของเขาเรียบร้อยสมบูรณ์ การงานอื่น ๆ ของเขาก็จะเรียบร้อยสมบูรณ์ไปด้วย ฐานะของการละหมาดในอิสลามนับเป็นฐานะอันสูงสุดจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะท่านได้รับบัญญัติละหมาดในคืนอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ และยังถือว่าสิ่งที่จะสร้างความสุขให้แก่ท่านคือการละหมาด ดังที่ท่านเคยปรารภกับท่านบิลาล มุอัซซินประจำตัวของท่านว่า “ บิลาลเอ๋ย! จงให้เราได้รับความสุขสบายด้วยการละหมาดเถิด” และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า "และการละหมาดนั้นเป็นขวัญใจของฉัน " ดังฮะดีสของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้มีความว่า

“ สิ่งแรกที่บ่าวของอัลลอฮฺจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ ก็คือเรื่องละหมาด หากละหมาดของเขาเรียบร้อยดี การงานอื่น ๆ ก็พลอยดีไปด้วย และหากละหมาดของเขาเสีย การงานอื่น ๆ ก็พลอยเสียไปด้วย ”

การที่อิสลามเทิดทูนการละหมาดให้เป็นหลักและยอดของการนับถือศาสนาก็เพราะว่า การละหมาดเป็นสถานะอันสูงสุดและมีความสำคัญอันใหญ่หลวงในทัศนะของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ดังปรากฎในรายงานจากอับดุลลอฮฺ อับนอุมัร แจ้งว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ความว่า “ผู้ใดรักษาการละหมาด การละหมาดนั้นจะเป็นรัศมีแก่เขา และเป็นหลักฐาน และเป็นการรอดพ้นในวันกิยามะฮฺ และผู้ใดที่ไม่รักษาการละหมาด ผู้นั้นจะไม่มีรัศมี ไม่มีหลักฐาน และไม่มีความรอดพ้น และในวันกิยามะฮฺเขาจะอยู่ร่วมกับกอรูน ฟิรเอาน์ และอุบัย อิบนุค่อลัฟ” (อุบัย อิบนุ ค่อลัฟ ผู้นี้เป็นหัวหน้ามุชริกคนสำคัญ คนหนึ่งที่ต่อต้านอิสลามอย่างหนักในระยะแรก และถูกฆ่าตายในสงครามบัดรฺ ในปีที่สองแห่งฮิจเราะฮฺศักราช)

ที่กล่าวมาพอสังเขปเกี่ยวกับฐานะการละหมาด ทำให้ผู้ที่ละเลยไม่ละหมาดตามเวลา ด้วยการกระทำหลายรูปแบบ เช่น สาละวนอยู่กับการทำมาหากิน การเพลินเพลินอยู่กับการละเล่น การหาความสำราญด้วยการดูโทรทัศน์ การง่วนอยู่กับการทำงานบ้าน บุคคลเหล่านี้จะถูกลงโทษอย่างหนัก ด้วยการถูกทุบศีรษะด้วยก้อนหินจนแตก และจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป ดังสภาพของพวกเขาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เห็นมาในคืนอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ สภาพการลงโทษนั้นจะคงมีอยู่เรื่อย ๆ ตลอดไปจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ จึงถือได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะนอกจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พบเห็นมาแล้ว ยังมีดำรัสของอัลลอฮฺในซูเราะฮฺอัลมาอูน อีกว่า

ความว่า “ ดังนั้นความหายนะจงประสบแก่บรรดาผู้ทำละหมาด ผู้ที่พวกเขาเผลอไผลต่อการละหมาดของพวกเขา ” (107:4-5)

แน่นอนการลงโทษจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ย่อมประสบกับผู้ที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ ทั้งนี้เนื่องจากการไม่ให้ความสนใจในการละหมาด นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่เขาทำละหมาด แต่ปราศจากวิญญาณแห่งการละหมาด เพราะเขามิได้ปฏิบัติละหมาดตามแบบอย่างที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งสอนเอาไว้ว่า ความว่า “ ท่านทั้งหลายจงละหมาดเสมือนกับที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด ” ( บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ )

ดังนั้น ทำอย่างไรเราจึงละหมาดให้ถูกต้องตามแบบฉบับของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะกระทำได้ ด้วยการศึกษาหาความรู้ หรือสอบถามคนที่เขารู้

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

คอลีฟะห์อุมัร อิบนุ คอฏฏอบ ณ เยรูซาเล็ม !


เดิมทีนั้น อุมัรุ อิบนุ อัลอาศ เป็นแม่ทัพทำหน้าที่อยู่ที่เมืองเยรูซาเล็มหลังจากยึดเมืองอันติออคและเมืองสำคัญอื่นๆของอาณาจักรไบแซนตินได้ อบู อุบัยด๊ะฮุ ก็ได้เขามาร่วมพร้อมกับคอลิค บิน วะลีด แม่ทัพทั้งสามล้อมเมืองเยรูซาเล็มที่มีกำแพงล้อมรอบไว้ แต่เนื่องจากชาวเมืองเยรูซาเล็มได้เห็นการพ่ายแพ้ของพวกไบแซนตินแล้ว จึงได้เสนอขอทำสัญญาสันติภาพโดยมีเงื่อนไขว่า เคาะลีฟะฮุจะต้องลงนามในสัญญาเอง เมื่อข้อเสนอดังกล่าวถูกนำไปยังอุมัรุ และหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับสภาผู้ปกครองแล้ว อุมัรุก็ยอมรับข้อเสนอ


อุมัรุไปยังเยรูซาเล็ม

ก่อนออกเดินทางไปยังเยรูซาเล็ม อุมัรุได้แต่งตั้งให้อะลีทำหน้าที่ดูแลเมืองแทน หลังจากนั้น เขาก็เดินทางออกไปยังเยรูซาเล็มกับคนรับใช้ของเขา อุมัรุใช้อูฐเพียงตัวเดียวเป็นพาหนะโดยพลัดกันขี่ ตอนเข้าเมืองเยรูซาเล็มเป็นคราวของคนรับใช้ของเขาจะต้องเป็นคนขี่ คนรับใช้ของอุมัรุจึงเสนอให้เขาเป็นคนนั่ง แต่อุมัรุได้ปฏิเสธและได้กล่าวว่า " อิสลาม(การเป็นมุสลิม) ก็พอแล้วสำหรับทุกคน "

อุมัรุเข้าเมืองเยรูซาเล็มโดยจูงอูฐที่มีคนรับใช้นั่งอยู่บนหลัง เสื้อผ้าของเขามอมแมมและมีรอยปะหลายแห่ง อบู อุบัยด๊ะฮุ คอลิค บิน วะลีด และแม่ทัพคนอื่นๆได้ออกมาต้อนรับโดยสวมใส่เสื้อผ้าอย่างดีเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่คอลีฟะฮ อุมัร เมื่ออุมัรุเห็นเข้าจึงเอาเม็ดทรายปาใส่แม่ทัพเหล่านั้นและกล่าวว่า แค่เพียง 2 ปี พวกท่านเปลี่ยนไปมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ หนทางเดียวสำหรับความสำเร็จคือหนทางของท่านนบี มุฮัมหมัด (ซ.ล)

หลังจากนั้น อุมัรุก็ได้ลงนามในสัญญาซึ่งในนั้นระบุว่าชาวเมืองเยรูซาเล็มจะได้รับความปลอดภัยทั้งในชีวิต และทรัพย์สิน ศาสนสถานจะได้รับการดูแลรักษา และประชาชนทุกคนจะได้รับเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนาอย่างเสรี

ดังนั้น ประตูเมืองเยรูซาเล็มจึงได้ถูกเปิดและมุสลิมได้เข้าเมืองในปี ฮ.ศ. 16 (ค.ศ.635) แต่นักประวัติศาสตร์ก็บอกว่าเป็นปี ฮ.ศ. 17

ในตอนที่อุมัรุเข้าเมืองนั้นเป็นเวลานมาซพอดี พวกคริสเตรียนอนุญาตให้อุมัรุนมาซในโบสถ์ใหญ่ แต่อุมัรุไม่ทำเช่นนั้น เพื่อที่ประชากรรุ่นต่อไปจะได้ไม่มีข้ออ้าวมายึดโบสถ์แห่งนี้ไปจากพวกคริสเตรียน แต่ท่านได้นมาซร่วมกับบรรดามุสลิมบนทางขึ้นโบสถ์ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อุมัรุก็ได้เขียนหนังสือบอกบิชอปว่ามิให้ใช้ทางขึ้นโบสถ์นี้สำหรับการนมาซรวมหรือการอะซานในอนาคต

มัสญิดอุมัรุที่เยรูซาเล็ม

อุมัรุได้วางรากฐานมัสญิดแห่งนี้ไว้ตรงสถานที่ที่เรียกกันว่า "ศ็อครอ" ซึ่งบิชอปเสนอให้ สถานที่แห่งนี้เป็นบริเวณ
ที่อัลลอฮุได้ประทานบัญญัติแก่นบียะกู๊บและเป็นสถานที่ตั้งของวิหารแห่โซโลมอน ในการก่อสร้างมัสญิดนั้น อุมัรุก็ทำงานเหมือนกับคนงานอื่นที่ร่วมกันสร้างและมัสญิดแห่งนี้ถูกเรียกว่า มัสญิดอุมัรุ


ดร.มาญีด อะลี คาน : เขียน 
บรรจง บินกาซัน : แปล 
seed ikwan นำเสนอ

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

อาหมัดชา บาบา กษัตริย์ นักรบ แห่งปาทาน

Arlee lee แปลและเรียบเรียง

อาห์หมัดชาห์ บาบา เกิด ใน คศ.1722 ใน มุลตาน ท่านคือ ตำนานนักรบ ผู้ก่อตั้งประเทศ อัฟกานิสถาน ตั้งแต่ อัฟกานิสถาน ยังเป็นดินแดนของ ชาว ปาทาน ก่อนการแยกไปเป็น บางส่วนของ ปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้สร้าง อณาจักร ดูรานี ซึ่งเป็นอณาจักร ที่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่งของ อัฟกานิสถาน เมื่อช่วงปี 1747

อณาจักร ของท่าน แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง ในการรบ ทุกครั้ง ท่านเป็นผู้นำกองทัพของนักรบ ชาว ปาทาน ไปทำการสู้รบและขยาย อนาจักร อัฟชาริด ซึ่งเป็น อนาจักรย่อยๆของเปอร์เซีย ซึ่งท่านได้ยึด อณาจักร ของ นาเดอรื อาฟชา ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ปกครองแห่งดินแดน อัฟชาริด ซึ่งท่านได้กลายเป็นประมุคของดินแดน แห่ง คูรอซาน ด้วยการ ระดม นักรบ ชาว ปาทาน (pashtun) ต่อสู้ไปยังดินแดนตะวันออก เพื่อ สุ้กับ ชาวโมกุล และจักรวรรดิ มารัทธา ของอินเดีย เช่นเดียวกับทางทิศตะวันตก ท่านได้นำทหาร นักรบ ชาว ปาทาน ไปทำการ ยึด จักรวรรดิ เล้ก ของ เปอร์เซียและ เหนือไปยังดินแดน อื่นๆอีกในยุคนั้น

ภายในไม่ระยะเวลา เพียงไม่กี่ปี หมัดชาห์ บาบา จะสามารถเอาชนะได้ ทั้งหมด ของพื้นที่อื่นและ ในอัฟกานิสถาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอิหร่าน ปี 1761 ท่านได้ย้าย มันนู โมกุล ซึ่งในขณะนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการ ในรัฐปัญจาบ เข้ามา ช่วยราชการใน ราชวัง ซึ่ง ในขณะนั้น กองทัพอินเดีย บุกเข้ามาตัรัฐ ปัญจาบ ซึ่งท่านได้นำ กองกำลัง ชาว ปาทาน ไปต่อสุ้และสามารถขับไล่ กองทัพอินเดียออกจากรัฐ ปัญจาบได้สำเร็จ รวมถึงชัชนะ ในดินแดน พานิพัด ซึ่งเป็นดินแดนหนึ่งที่อยุ่ทางเหนือของนิวเดลี

อาห์หมัดชาห์ บาบาได้พัฒนาความก้าวหน้า ต่างของอณาจักร ที่ดีขึ้น และ จัด ระเบียบวินัย ต่างในการปกครอง ในหัวเมืองต่างๆภายไต้ ความร่มเย็น ปี 1764-1767 มีการก่อกบฏขึ้นยังดินแดนต่างซึ่งท่านสามารถ นำกองทัพของทหาร ปาทาน ไปทำการปราบ กบฏในหัวเมืองต่างๆจนกระทั่ง หัวเมืองที่กบฏต้องยอม สิโรราบใความเข้มแข็งของกองทัพของท่าน และสลายไปในที่สุด และการปกครองก็กลับมาร่มเย็นอีกครั้งภายไต้การปกครองของ พระองค์ และท่านยังเป็นผู้นำ ทหาร ปาทาน ที่เป็นตัวอย่างแก่นักรบ ที่ทำการขับไล่อังกฤษ ในยุคล่าอนานิคม และเป็น ตัวอย่างแห่งการต่อสู้ที่ นักรบ ตาลิบัน เอามาเป็นแบบอย่าง

ปัจจุบัน ศุสานของท่าน อยู่ใน เมือง กันดาฮา ของอัฟกานิสถาน ซึ่งผุ้คนยังไม่ลืมเลือนท่าน ในฐานะ นักรบ ชาวปาทาน และบิดา แห่ง อัฟกานิสถานนั้นเอง


วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

สุไลมานอัลโล อยูบา ตำนานทาสจารึกโลก

บทความโดย : Arlee Lee

สุไลมานอัลโล อยูบา เป็นชาวมุสลิม  (คศ.1701-1773) เรื่องราวชีวิตของเขา ชายผู้ค้าทาส และถูกจับไปเป็นทาส ตำนานการค้าทาส ที่ถูกจารึกไว้อย่างน่าสนใจ สถานที่กำเนิดของเขา นั้นเขาเกิดใน ป่า , เซเนกัล ( แอฟริกาตะวันตก ) เขาคือต้นกำเนิดของคนผิวดำในอเมริกา สุไลมานอัลโล อยูบา ถูกจับและถูกซื้อโดย ทอสลี่ เจ้าของเกาะ แมรี่แลนด์ .

สุไลมานอัลโล อยูบา ถูกนำไปทำงานครั้งแรกในการทำงานในโรงงานายาสูบ แต่หลังจากที่ถูกพบว่าไม่เหมาะสมสำหรับการทำงานเช่นนี้และได้ถูกนำไปทำสารพัดงานตั้งแต่งานหนักๆยันงานเลี้ยงสัตว์ และงานอื่นๆที่ยากลำบากด้วยความเหนื่อยและน้อยเนื้อต่ำใจความเสียใจความอ่อนล้า เขาจึงได้หนีเข้าไปในป่า และได้ละหมาดขอดุอาร์จากอัลลอฮ นายจ้างเมื่อรู้จึงตามไปจับตัวเขาแถมยังสร้างความอับอายให้เขาโดยให้เด็กๆพากันจับเขาและลากเขาด้วยความโหดร้ายสุไลมานอัลโล อยูบา ถูกจับมาขึ้นศาลมณฑลเคนท์ ศาล จึงตัดสินลงโทษเขาด้วยการจับไปขังเอาไว้ แต่ในที่สุดได้มีทนายความในสมัยนั้นมาช่วยเขาออกจากความทุกอันนั้น

ทนายความรู้สึกประทับใจกับความสามารถของ สุไลมานอัลโล อยูบา ที่จะเขียนใน ภาษาอาหรับ เขาได้เขียนคำว่า""ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ มูฮัมมัดศาสทูตของพระองค์ ""สร้างความปลื้มใจให้กับคนที่ได้เห็นและจึงรู้ว่า เขานั้นคือ คนดี และเป็นผู้ที่มีหัวใจที่แสนประเสริฐอย่างยิ่ง สุไลมานอัลโล อยูบา เป็นคนมีการศึกษาจากครอบครัวที่เคร่งครัดของชาวมุสลิมในแอฟริกาตะวันตก ใน 1731 เขาถูกนำตัวไปเป็นทาสและส่งไปทำงานในไร่ในอเมริกาและเขาคือต้นกำเนิดของ ชาวผิวดำในแอฟริกา ที่เป็นมุสลิม

สุไลมานอัลโล อยูบา นอกจากต้องเป็นทาสแล้วเขายังไม่เคยลืมศาสนา ของเขา อิสลาม แม้ความเหนื่อยจากการทำงานของเขา แต่เขาก็ยังมีความมุ่งมั่นในการ ทำละหมาดและขอดุอาร์ต่ออัลลอฮ ว่า สักวันเขาจะได้รับอิสรภาพ แม้จะยาวนานเพียงใดก็ตาม เขาก็จะต้องฟันฝ่า จนกระทั้่ง ปี 1734 เขาก็ถูกปล่อย อัลลออได้ตอบรับดุอาร์ของเขา และเขาจากผู้เป็นทาส เขาจึงสามารถไช้ชีวิตแบบอิสระ และพยามบอกเล่าเรื่องราวที่ขมขื่นของเขาให้โลกได้รับรู้ 

สุไลมานอัลโล อยูบา เสียชีวิต เมื่อ ปี 1773 ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุได้ 71-72 ปี และก่อนที่จะเสียชีวิต ภายหลังจากอิสรภาพเขาได้เป็น นักค้าทาสที่มีความยุติธรรมที่สุดตราบที่โลกเคยมี และเป็นผู้ให้อิสระแด่ชาวผิวดำมุสลิมที่เป็นทาส ตราบจนความทรงจำของพี่น้องชาวมุสลิมผิวดำ และคนอื่นๆตลอดไป...

ความสัมพันธ์สมัยอาณาจักรออตโตมานกับรัฐอาเจห์ในอดีต


ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรออตโตมานกับรัฐสุลต่านแห่งอาเจะห์

ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรออตโตมานกับอาเจะห์  มีพื้นฐานด้านการทูตและการทหาร เริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ 16 จนถึง ศตวรรษที่ 19 มีการบันทึกถึงการเข้ามาของอาณาจักรออตโตมานในแหลมลายู ในปี 1567 และเรื่อยมาจนถึง ศตวรรษที่ 19

การเข้ามาของชาวเติร์กในแหลมมลายู ตามหลังบรรดาพวกอาหรับ เปอร์เซีย และอินเดีย ภายหลังจากพวกเติร์ก สามารถปกครองรัฐต่างๆในตะวันออกกลาง ชาวเติร์กจึงสถาปนาอาณาจักรของตนเองขึ้นมา การเข้ามาของชาวเติร์กโดยมีจุดประสงค์โดยตรง คือ ด้านการค้า เครื่องเทศและควบคุมการค้าทั้งหมดระหว่างตะวันออกกับตะวันตก โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องเทศ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อชาวยุโรปเป็นอย่างมาก

มีหลักฐานทางวัฒนธรรมของชาวเติร์กที่บันทึกโดยชาวโปรตุเกส เกี่ยวกับการทำการค้าของชาวเติร์กบนสุมาตราที่เมืองปาไซ ซึ่งเป็นรัฐที่มีความเข้มแข็ง มีภาษาและระบบการปกครองที่ดี เมืองท่าปาไซจึงเป็นจุดรวมของพ่อค้าต่างชาติ ตั้งแต่ อินเดีย ตะวันออกกลาง และชาวจีน ในท่ามกลางพ่อค้าต่างชาติอื่นๆ ก็มีกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกว่า Rum รุม หรือ Turk พ่อค้าเหล่านี้มาจากไคโร (Cairo) เอเดน(Aden) และ เฮอร์มุส (hurmus)

ความสัมพันธ์โดยหลักๆแล้ว เราสามารถแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ เช่นด้านการทูต

ความสัมพันธ์ระหว่างออตโตมานกับรัฐอาเจะห์ เริ่มต้นด้วย รัฐอาเจาะห์ได้ส่งเอกราชทูตคนแรกมาถึงอิสตันบูลในปี 1547 มีหลักฐานชัดเจน ถึงการมาของทูต ในบันทึก B.J jvon Hammer ที่ได้รับข้อมูลจาก อาลี ซีลาซาดี และลูตฟี ซึ่งเป็นชาวออตโตมาน การเข้ามาของทูตของสุลต่าน อาลาอุดดีน ชาห์ แห่งอาเจะห์ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากสุลต่านออตโตมานในการต่อต้านโปรตุเกสการสถาปนาความสัมพันธ์ดังกล่าว มีการแลกเปลี่ยนทูตระหว่างกัน โดยมีหลักฐานยืนยันในสาสน์ของสุลต่าน อาลาอุดดีน ชาห์ ที่ส่งถึงสุลต่านสุไลมาน ลงวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1566 สาสน์ได้นำมาถึงอิสตันบูลโดยอัครราชทูต ปัจจุบันสาสน์ฉบับนี้ได้ถูกจัดตั้งในพิพิธภัณฑ์ทอปกาปึ

ในสาสน์ของสุลต่านอาเจะห์นั้น กล่าวว่าได้ส่งคณะทูต 2 คน ที่ชื่อ อูมาร์ และ ฮูเซน ในการเยือนอิสตันบูล อูมารและฮูเซนได้ถึงอิสตันบูลเพื่อยื่นสาสน์ของสุลต่านอาเจะห์ เมื่ออาเจะห์ได้ส่งทูตยังอิสตันบูล ทางออตโตมานจึงจัดส่งทูตไปยังอาเจะห์ทันทีเพื่อเจริญไมตรี ทูตของอาเจะห์ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และถูกส่งกลับยังอาเจะห์อย่างปลอดภัย

ในสาสน์ของสุลต่าน อาลาอุดดีน ชาห์ แห่งอาเจะห์ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปกครอง วัฒนธรรม และสถานการณ์ การคุกคามของโปรตุเกสแก่สุลต่านออตโตมาน อีกทั้งยังได้กล่าวอีกว่า ชาวโปรตุเกสได้จับผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญที่มักกะ รวมทั้งบรรดาพ่อค้า ทาส และทำลานเรือด้วยปืนใหญ่ ในตอนท้ายของจดหมายได้พูดถึงผลกระทบของการค้าทางทะเลที่ส่งไปยังทะเลแดงสู่ มักกะ อียิปต์

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองรัฐนี้ ได้ดำเนินถึงศตวรรษ ที่ 19 ที่ทางรัฐอาเจะห์ ได้ส่งทูต เพื่อขอความช่วยเหลือทางการทหารในการป้องกันจากการคุกคามของชาวดัชท์ ซึ่งในเวลานั้นอาณาจักรออตโตมานอยู่ภาวะที่อ่อนแอจึงไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องของรัฐอาเจะห์อย่างอดีต...



วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความอ่อนแอของมุสลิม ตอน การล่มสลายของออตโตมัน (มุสลิมทรยศกันเอง)


ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาณาจักรอุสมานียะฮ ออตโตมันเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งร่วมกับเยอรมัน และในขณะเดียวกันอังกฤษและประเทศพันธมิตรก็พยามล้มล้างระบบคอลีฟะฮ ด้วย แผนการ “หาแนวร่วม”

กลุ่มประเทศล่าอาณานิคมโดยการนำของจักรภพอังกฤษสามารถแสวงหาแนวร่วม และผู้เป็นสมุนรับใช้ทั้งที่เป็นชาวอาหรับและเติร์ก อีกทั้งยังได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ด้วยราคาค่างวดที่แสนจะถูก เพียงแค่การโอ้โลมและเอาใจใส่ดูแลลูกสมุนแปรพรรคที่เป็นอาหรับและเติร์ก พวกล่าอาณานิคมก็สามารถทำให้ชาวมุสลิมเล่นงานกันเอง แล้วพวกตนก็คอยเก็บเกี่ยวผลอย่างสบายใจเฉิบ

จักรภพอังกฤษซึ่งเป็นผู้นำค่ายตะวันตกประสบความสำเร็จในการใช้ชะรีฟ ฮุซัยน์ อิบนุ อะลี (เจ้าผู้ครองนครมักกะห์) เป็นแกนสำคัญ โดยอังกฤษเห็นว่า บุคคลผู้นี้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งในการเล่นงานจักรวรรดิอุษมา นียะห์ และเป็นกุญแจไขสู่การประกาศความเป็นโมฆะของการญิฮาดที่ฝ่ายอุษมานียะห์เรียก ร้องให้ชาวมุสลิมลุกขึ้นญิฮาดต่อสู้กับการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ทั้งนี้เพราะว่าพลังทางจิตวิญญาณอันเป็นขวัญกำลังใจคือ อาวุธในอดีตที่ชะรีฟแห่งนครมักกะห์ครอบครองอยู่ในฐานะผู้มีเชื้อสายสืบถึง ท่านศาสดา ซอลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม

อีกทั้งหมู่ชาวอาหรับเบดูอินเร่ร่อนจำนวนหลายร้อยคนที่พร้อมจะต่อสู้ถวาย ชีวิตเพื่อปกป้องชารีฟผู้เป็นหุ่นเชิดของอังกฤษให้เดินแต้มตามหมากที่อังกฤษ วางไว้อย่างสะดวกโยธิน ความสัมพันธ์ของชะรีฟ ฮุซัยน์ผู้นี้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอังกฤษได้เริ่มขึ้นมาก่อนหน้านี้เป็น เวลานานพอควร คือเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ชะรีฟพำนักอยู่ในอิสตันบูล ในฐานะพระราชอาคันตุกะของ ซุลตอนอับดุลฮะมีด ช่วงเวลานั้น ชะรีฟและเจ้าชายอับดุลลอฮ์ผู้เป็นราชบุตรสามารถสร้างความสัมพันธ์อันแนบแน่น กับเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำนครอิสตันบูล

นอกจากนี้พระองค์ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครมักกะห์อย่างสมบูรณ์ก็ด้วยการทุ่มเท ความพยายาม จนได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตอังกฤษในอิสตันบูล และกลุ่มคณะนายทหารหนุ่มชาวเติร์กที่ทรงอิทธิพลในจักรวรรดิความสัมพันธ์เช่น นี้ระหว่างชะรีฟ ฮุซัยน์กับอังกฤษที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ นับเป็นข้อหักล้างต่อคำกล่าวที่ว่า “ความสิ้นหวังของชาติอาหรับต่อผู้ปกครองชาวตุรกี คือ ปัจจัยที่ผลักดันให้ชะรีฟ ฮุซัยน์ จำต้องก่อการลุกฮือเพื่อต่อต้านจักรวรรดิอุษมานียะห์” (มุฮำหมัด อัลคอยร์ ได้กล่าวคำพูดนี้ไว้ในหนังสือของเขา หน้า 84)

ชะรีฟ ฮุซัยน์

จริงๆ แล้ว ชะรีฟ ฮุซัยน์ นั้นเป็นผู้ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงเกินสถานะของตนอยู่มิใช่น้อย ดังที่ซุลตอนอับดุลฮะมีดที่ 2 ได้ทรงปรารภไว้ขณะพระองค์ลง พระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ชะรีฟเป็นข้าหลวง ผู้มีอำนาจเต็มปกครองนครมักกะห์ว่า :  

“แคว้นอัลฮิญาซได้ออกจากพระราชอำนาจของเรา ชนอาหรับก็มีเอกราชเป็นของตนเอง และอำนาจแห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ก็จำต้องสูญเสียเสถียรภาพด้วยเหตุแต่งตั้ง ให้อัลฮุซัยน์ อิบนุ อะลี เป็นเจ้าครองนครมักกะห์ ก็ได้แต่คาดหวังว่า เขาคงพึงพอใจต่อการเป็นเจ้าผู้ปกครองนครมักกะห์อันทรงเกียรติ และการที่ชาติอาหรับได้รับเอกราชเพียงเท่านั้น แต่กระนั้นเขาก็กลับใช้อุบายต่างๆ นานาเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งค่อลีฟะห์สำหรับตนเอง” (อัดเดาละห์ อัลอุษมานียะห์ เดาละตุน มุฟตะรอ อะลัยฮา 2/101)

ความหวั่นพระทัยของซุลตอน อับดุลฮามีด ก็เกิดขึ้นจริงสมดังคำปรารภนั้น ทั้งนี้เพราะหลังจากชะรีฟ ฮุซัยน์ได้มีหนังสือโต้ตอบกับ เซอร์ เฮนรี่ แมกมาฮอน ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำกรุงไคโรหลายฉบับด้วยกัน – ซึ่งในประวัติศาสตร์เรียกหนังสือโต้ตอบระหว่างบุคคลทั้งสองว่า “หนังสือโต้ตอบของฮุซัยน์และแมกมาฮอน”

อัลฮุซัยน์ อิบนุ อะลี ได้ประกาศการปฏิวัติลุกฮือต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์ ในวันที่ 5 มิ.ย. คศ. 1916 โดยชะรีฟเป็นผู้ลงมือยิงกระสุนนัดแรกเข้าใส่ป้อมทหารตุรกีในนครมักกะห์และ กลายเป็นพันธมิตรของอังกฤษที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ข้อนี้เป็นสิ่งที่นายพลเอลเลนบี่ (Allenby) ได้กล่าวแสดงความชื่นชมเอาไว้ในจดหมายที่ส่งถึง เคร์ซอน ลงวันที่ 28 พ.ค. คศ. 1920

โดย เอลเลนบี่ ถือว่า ชะรีฟ ฮุซัยน์ คือผู้หนึ่งที่ให้การสนับสนุนต่อฝ่ายพันธมิตรของอังกฤษซึ่งทำให้แผนการประกา ศญิฮาดล้มเหลวในช่วงเวลาที่ยังไม่ทราบผลว่าสงครามจะยุติด้วยชัยชนะของฝ่ายใด (นุกบะห์ อัลอุมมะห์ อัลอะร่อบียะห์ หน้า 147) คำกล่าวของเอลเลนบี่นั้นหมายถึง ชัยชนะย่อมตกเป็นของฝ่ายจักรวรรดิอุษมานียะห์ร่วมกับเยอรมันอย่างแน่นอน หากไม่มีการดำเนินการของชะรีฟ ฮุซัยน์ ดังกล่าว

ในวันที่ 2 พ.ย. คศ. 1916 บรรดาผู้มีอำนาจในแคว้นอัลฮิญาซก็ได้พร้อมใจกันเรียกร้องให้ชะรีฟ ฮุซัยน์ เป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนอาหรับ แต่ทว่าอังกฤษกลับสร้างความอัปยศให้แก่ชะรีฟ ฮุซัยน์ ด้วยการรับรองว่าชะรีฟคือกษัตริย์ของแคว้นอัลฮิญาซเพียงเท่านั้น อีกทั้งยังได้มอบคำมั่นสัญญาว่าจะให้โอรสทั้งสามของชะรีฟได้ครองบัลลังก์ของ อาหรับสืบต่อ นี่คือบั้นปลายของบุคคลที่เป็นพันธมิตรกับมารร้ายดังพระดำรัสที่ว่า :

“และมารร้ายได้กล่าวเมื่อการงานได้ถูกตัดสินแล้วว่า “แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาต่อพวกท่านอันเป็นสัญญาแห่งความจริงแท้ และข้าก็ได้ให้สัญญากับพวกท่านเอาไว้ (เช่นกัน) และข้าก็ได้บิดพลิ้วพวกท่าน อีกทั้งข้าหาได้มีอำนาจอันใดเหนือพวกท่านไม่ นอกจากการที่ข้าได้เรียกร้องเชิญชวนพวกท่าน แล้วพวกท่านก็สนองตอบแก่ข้า ฉนั้น พวกท่านจงอย่าประณามข้า แต่จงประณามตัวพวกท่านเองเถิด...” (บทอิบรอฮีม พระบัญญัติที่ 22)

กระนั้น ชะรีฟ ฮุซัยน์ ก็หาได้ตระหนักถึงบทเรียนข้อนี้ไม่ กลับยังคงพยายามสร้างฝันแห่งความทะเยอทะยานของตนให้เป็นจริง และบทบาททางการเมืองของฮุซัยน์ก็จบฉากลงขณะที่เขาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น ค่อลีฟะห์ของโลกอิสลามในกรุงอัมมาน อันเป็นช่วงเดียวกับการเสด็จเยี่ยมเยียนเจ้าชายอับดุลลอฮ์แห่งจอร์แดนตะวัน ออกผู้เป็นโอรสโดยฉกฉวยโอกาสการประกาศยกเลิกระบอบการปกครองแบบค่อลีฟะห์ของ กลุ่มนายทหารยังเติร์ก (3 มีนาคม คศ. 1924) ในตุรกี

การประกาศตำแหน่งค่อลีฟะห์เหนือโลกอิสลามให้กับตนเอง ของ ชะรีฟ ฮุซัยน์ เป็นการประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวและมิได้แยแสต่อเหล่ากษัตริย์ บรรดาผู้นำตลอดจนนักวิชาการของโลกอิสลามแม้แต่น้อย ทำให้ทุกฝ่ายไม่พอใจต่อชะรีฟ ฮุซัยน์ และถือว่าชะรีฟ คือนักฉวยโอกาสที่กระทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

การเป็นค่อลีฟะห์ของชะรีฟ ฮุซัยน์ จึงจำกัดอยู่เฉพาะในเขตแคว้นอัลฮิญาซ ซ้ำร้ายยังมีอายุยืนยาวเพียงแค่อายุ 7 เดือนเท่านั้นเพราะบัลลังก์ของชะรีฟต้องเผชิญกับการโจมตีจากกองกำลังของเจ้า ชายอับดุลอะซีส อิบนุ ซุอูด ซึ่งได้รับกำลังสนับสนุนจากอังกฤษ ในที่สุดชะรีฟ จำต้องสละราชบัลลังก์ให้กับเจ้าชายอะลีที่ 4 ผู้เป็นโอรส

ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ราชอาณาจักรอัลฮาชิมียะห์ก็ล่มสลายลง อำนาจเหนือแคว้นอัลฮิญาซได้ผลัดเปลี่ยนสู่ซุลตอนอับดุลอะซีส อิบนุ ซุอูด ส่วนชะรีฟ อิบนุ อะลี ก็ได้รับการตอบแทนจากอังกฤษเฉกเช่นที่ “ซินิมมาร” (คือสถาปนิกผู้ควบคุมการก่อสร้างปราสาทอัลค่อวัรนักให้แก่กษัตริย์อันนัวะอ์ มาน อิบนุ อัมริอิลกอยซ์ ซึ่งเมื่อปราสาทสร้างเสร็จกษัตริย์อันนัวะมานก็ได้โยน ซินิมมาร ลงจากปราสาทจนถึงแก่ชีวิต) ได้รับโดยอังกฤษได้เนรเทศพระองค์สู่ไซปรัสและที่นั่นพระองค์ก็จบชีวิตลง

ก่อนสิ้นชีวิตชะรีฟ ฮุซัยน์ได้กล่าวถึงความทุกข์ระทมของตนว่า : ข้าพเจ้าได้ละเลยไม่ตรึกตรองคำวิจารณ์ที่ข้าพเจ้าได้รับจากมุสลิมตุรกี เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของข้าพเจ้าที่มีต่ออังกฤษ ซึ่งข้าพเจ้าพบว่าในการตอบรับข้อเรียกร้องของอังกฤษที่ให้ข้าพเจ้าประกาศการ ลุกฮือนั้นเป็นการรื้อฟื้นความรุ่งโรจน์ของชาวอาหรับและเป็นการสร้างความพึง พอใจต่อความรู้สึกของชาวมุสลิม แต่ปรากฏว่าผลลัพธ์ของสิ่งดังกล่าวคือการพบกับจุดจบของชาวอาหรับและตุรกีไป พร้อมๆ กัน (ตารีค อัดเดาละห์ อัลอะลียะห์ อัลอุษมานียะห์ 2/712)

ชะรีฟ ฮุซัยน์ คือสมุนตัวยงที่ให้การสนับสนุนต่อเหล่าศัตรูผู้มุ่งร้ายในการยึดครองโลก อาหรับและโลกอิสลามโดยรวม และนี่คืออวสานของผู้เป็นพันธมิตรของชาติตะวันตก พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงดำรัสว่า “แท้จริงในสิ่งดังกล่าวย่อมเป็นอนุสติสำหรับผู้ยำเกรง” (บทอันนาซิ-อาต พระบัญญัติที่ 26)

บรรดาผู้ปกครองของชาวมุสลิมในทุกวันนี้จะได้ฉุกคิดกับเรื่องนี้หรือไม่? คำตอบอันเป็นข้อเท็จจริงก็คงเป็นที่ทราบกัน กล่าวคือ บรรดาผู้ปกครองชาวมุสลิมหาได้ตระหนักถึงบทเรียนข้อนี้ไม่ บ้างก็เดินตามหลังตะวันตก บ้างก็ตามก้นตะวันตกซึ่งทั้งตะวันออกและตะวันตกต่างก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อัน ใดแก่พวกเรา ซึ่งเรื่องราวแห่งซาฮ์ของอิหร่านเป็นตัวอย่างได้อย่างดีในบทเรียนดังกล่าว

Sharif Hussein bin Ali during a visit to Amman, January 1924  






วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

อะมีรที่ดีที่สุด คืออะมีรที่สามารถพิชิตมัน

seed ikwan นำเสนอ

เวลาประมาณตีหนึ่งของเช้าวันอังคารที่ 20 ญุมาดัลอูลา 857 ฮ.ศ. (29 / 5 / 1453 ค.ศ.) กองทัพออตโตมานภายใต้การนำของสุลต่านมุหัมมัดก็เริ่มบุกโจมตีเพื่อทะลวง
กำแพงกรุงคอนสแตนติโนเปิลทั้งทางบกและทางทะเล หลังเที่ยงของวันที่ 20 ญุมาดัลอูลา 857 (29 / 5 / 1453)

หลังจากที่สุลต่านเห็นกองทหารของท่านได้บุกเข้าไปยังตัวเมืองกรุงคอนสแตนติโนเปิลจากทุกมุมและธงแห่งชัยชนะได้โบกสะบัดเหนือกำแพงเมือง สุลต่านก็เดินทางเข้าไปยังตัวเมืองกรุงคอนสแตนติโนเปิลที่ถูกพิชิตลงและหยุดอยู่ตรงใจกลางกรุง ในขณะที่ชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลต่างหวาดผวาและพากันหนีเข้าไปยังโบสถ์อายาโซเฟีย
สุลต่านได้สั่งให้ทำการเผาซากศพทั้งหมดเพื่อป้องกันการระบาดของโรค แล้วสุลต่านก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังโบสถ์อายาโซเฟีย ทันทีที่รู้ข่าวการมาเยือนของสุลต่าน ด้วยความกลัวชาวกรุงคอนสแตนติโนเปิลต่าง คุกเข่าลงกราบไหว้ขอพร

สุลต่านลงจากหลังม้าและทำการละหมาดชุโกรต่ออัลลอฮที่ทำให้การพิชิตกรุงคอนส แตนติโนเปิลสำเร็จลงด้วยน้ำมือของท่าน หลังจากนั้นสุลต่านก็ดินทางเข้าหาประชาชนและบรรดานักบุญที่กำลังกราบไหว้อยู่ในโบสถ์อายาโซเฟียและกล่าวแก่บรรดานักบุยเหล่านั้น 

ตามที่นักประวัติศาสตร์โบโลนีย์ว่า

“จงหยุดการกราบไหว้ของพวกเจ้าเถิด และจงลุกขึ้นมา ฉันคือสุลต่านมุหัมมัด ฉันจะกล่าวแก่พวกเจ้า แก่สหายของพวกเจ้าทั้งหลาย และแก่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหลายจะได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและอิสรภาพของพวกเจ้า”หลังจากนั้นสุลต่านก็กล่าวคำปราศัยและสั่งเสียแก่กองทหารของท่าน 

“โอ้บรรดานักรบทั้งหลาย มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ แท้จริงพวกเจ้าได้กลายเป็นผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลแล้วตามที่ท่านรอซูลได้ทรงกล่าวไว้ว่า
“แท้จริงกรุงคอนสแตนติโนเปิลจะถูกพิชิตโดยพวกเจ้าและแท้จริงอะมีรที่ดีที่สุดคืออะมีรที่สามารถพิชิตมัน และแท้จริงกองทหารที่ดีที่สุดคือกองทหารของอะมีรนั้น
”สุลต่านได้สั่งกำชับไม่ให้ทหารสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเหล่านั้น พร้อมกับสั่งให้ทุกคนกลับไปยังบ้านเรือนของตนอย่างปลอดภัย และทำการเปลี่ยนโบสถ์อายาโซเฟียเป็นมัสยิด ส่วนโบสถ์อื่นๆก็ปล่อยให้อยู่เหมือนเดิมและใช้เป็นที่ละหมาดอัศริในวันเดียวกัน หลังจากที่ได้สั่งให้
เอาสัญลักษณ์ของคริสเตียนออกไปหมดแล้ว และทำ
การละหมาดวันศุกร์เป็นครั้งแรกหลังจากที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกเปิด. ท่าทีของสุลต่านมุหัมมัดในขณะที่เข้าไปยังตัวเมืองกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นท่าทีน่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรดาจอมทัพนักล่าอาณานิคมทั้งหลาย เพราะตามกติกาการสงครามในสมัยนั้นสุลต่านมีสิทธิที่จะขับไล่ไสส่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น หรือขายเขาเหล่านั้นที่ตลาดขายทาส แต่สุลต่านกลับมีจุดยืนที่อ่อนโยนและให้อภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักคิดชาวยุโรปปัจจุบันต่างแปลกใจและกังขากับจุดยืนดังกล่าวของสุลต่าน… 

1. สุลต่านได้ปล่อยให้เชลยศึกทั้งหมดเป็นไททันทีที่สามารถเปิดกรุงคอนสแตนติโนเปิล

2. ในขณะที่สุลต่านอนุญาตให้กองทหารสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเวลาสามวันหลังจากการพิชิตนั้น สุลต่านอนุยาตให้เฉพาะในสิ่งที่เป็นสิ่งของเท่านั้น โดยไม่ได้แตะต้องหรือทำร้ายสตรี คนแก่ เด็กๆ หรือนักบวชแต่อย่างใด ไม่ได้ทำลายโบสถ์ บ้านเรือน และอื่นๆ ทั้งๆ ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกพิชิตด้วยกำลังทหาร 

3. ตามกฎหมายแล้วสุลต่านมีสิทธิอย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของกองทหารที่จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในเมืองนี้ เช่นกับที่สุลต่านมีสิทธิที่จะเปลี่ยนส่วนหนึ่งของโบสถ์ให้เป็ฯมัสยิดตามแต่ชอบ และที่เหลือก็มอบให้กับชาวคอนสแตนติโนเปิลดูแลเอง แต่กลับพบว่ามีหนังสือสัญญามากมายที่บ่งบอกถึงจุดยืนของสุลต่านที่อนุญาตให้โบสถ์ต่างๆ อยู่ภายใต้การดูแลของชาวคริสเตียนกรุงคอนสแตนติโนเปิล เช่น โบสถ์โญกาลีญา อายา ลีบัส กีรา มาตุวา และอัลกัส 

4. สุลต่านได้ทำให้ออรทอดอกส์กลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ถูกทำลายลงโดยชาวคริสเตียนลัทธิคาทอลิก 

5. ให้สิทธิแก่ผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับส่วนบุคคล เช่น การแต่งงาน การหย่าร้าง มรดก เรื่องเกี่ยวกับความตาย ในขณะที่สิ่งดังกล่าวแทบจะไม่มีให้เห็นในแถบยุโรปสมัยนั้น เมืองหลวงแห่งใหม่ของอาณาจักรออตโตมาน เนื่องจากสภาพความสวยงามและความเหมาะสมของกรุงคอนสแตนติโนเปิลที่จะเป็นศูนย์กลางการปกครองหรือเมืองหลวง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

ดังนั้นสุลต่านมุหัมมัดจึงย้ายเมืองหลวงจากแอนเดรียมายังยังกรุงคอนสแตนติโนเปิลแห่งนี้ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของอาณาจักออตโตมาน และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “กรุงอิสตันบูล”