วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

แกะรอยศาสดา นบีนูฮฺ หรือโนอาห์


แกะรอยศาสดา นบีนูฮฺ หรือโนอาห์

เขาคือนูฮฺ อิบนุลามิก อิบนุมิโตชิลค์ อิบนุอีโนค อิบนุยารด์ อิบนุมะฮฺละบีล อิบนุกินาน อิบนุอาโนช อิบนุเซธ อิบนุอาดัมบิดาแห่งมนุษยชาติตามประวัติศาสตร์ของชาวคัมภีร์ 1 ระยะเวลาระหว่างการเกิดของนูฮฺและการตายของอาดัมคือ 146 ปี 2 แต่อิบนุอับบาสได้เล่าว่าท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “ระยะเวลาระหว่างอาดัมกับนูฮฺคือสิบศตวรรษ” 3

1.“ชาวคัมภีร์” หมายถึงชาวยิวและคริสเตียนดังที่อัลลอฮฺทรงเรียกพวกนี้ เพราะคนพวกนี้ได้รับคัมภีร์ที่ถูกประทานมา นั่นคือ เตารอต, ษะบูรฺ และอินญีล ชื่อเหล่านี้ได้ถูกแปลออกเป็นภาษาอังกฤษว่า Torah, Psalms, Gospels ตามลำดับ แต่ต้นฉบับที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปเป็นจำนวนมาก ในบรรดาคัมภีร์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมานั้น มีเพียงคัมภีร์กุรอานที่ยังคงเหมือนเดิมเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ได้ถูกประทานมา

2.ตามพันธสัญญาเก่าฉบับปฐมกาล 5 (ฉบับมาตรฐานแก้ไขใหม่) นูฮฺเกิดหลังจากอาดัมเสียชีวิต 126 ปี

3.บันทึกโดยบุคอรี

ผู้คนในสมัยของนูฮฺได้เคารพสักการะรูปปั้นที่ถูกเรียกว่าเทพเจ้ามาเป็นเวลาหลายชั่วคน พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าเหล่านี้จะนำความดีมาให้พวกเขา คุ้มครองพวกเขาให้พ้นจากความชั่วและตอบสนองความต้องการของพวกเขาทุกอย่าง พวกเขาเรียกชื่อรูปเคารพเหล่านี้ด้วยนามต่างๆ เช่น วัดด์, สุวาอ์, ยะฆูษ, ยะอู๊ก และนัซร์ ตามอำนาจที่พวกเขาคิดว่าเทพเจ้าเหล่านี้มีอยู่

อัลลอฮฺได้ทรงเปิดออกเผยให้ทราบว่า : พวกเขา (ผู้บูชาเทวรูป) กล่าวว่า “จงอย่าละทิ้งเทพเจ้าทั้งหลายของพวกท่านและจงอย่าทิ้งวัดด์และสุวาอ์และยะฆูษและยะอู๊กและนัซร์” (กุรอาน 71:23)

เดิมทีแล้ว ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของคนดีที่มีชีวิตอยู่ในสมัยของพวกเขา แต่หลังจากที่คนเหล่านี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ผู้คนได้สร้างรูปปั้นของคนเหล่านี้ไว้เป็นอนุสรณ์หลังจากที่เวลาผ่านไป ผู้คนก็ได้เริ่มสักการะบูชารูปปั้นเหล่านี้ คนในรุ่นต่อๆมาก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมรูปปั้นเหล่านี้ได้ถูกตั้งขึ้นมา พวกเขารู้แต่เพียงว่าพ่อแม่ของพวกเขาได้สักการะวิงวอนต่อเทวรูปเหล่านี้ นี่คือที่มาของวิวัฒนาการการเคารพรูปปั้น เนื่องจากคนพวกนี้ไม่มีความเข้าใจว่าอัลลอฮฺผู้ทรงอำนาจจะลงโทษพวกเขาสำหรับความชั่วที่เขาได้ทำไว้ พวกเขาจึงกลายเป็นคนเหี้ยมโหดและไร้ศีลธรรม

อิบนุอับบาสได้อธิบายว่า : “เมื่อคนดีเสียชีวิตลง มารร้ายชัยฏอนก็จะดลใจให้ผู้คนของคนดีเหล่านั้นสร้างรูปปั้นขึ้นมาตรงบริเวณที่เขาเคยนั่ง แต่รูปปั้นเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกสักการะกราบไหว้กระทั่งชนรุ่นต่อมาได้หลงออกไปจากแนวทางแห่งชีวิตที่ถูกต้อง หลังจากนั้น ผู้คนเหล่านี้ก็หันมาเคารพสักการะรูปปั้นเหล่านั้น”

ในฉบับของอิบนุญะรีรฺได้กล่าวว่า : “ในช่วงเวลาระหว่างอาดัมและนูฮฺมีคนดีอยู่หลายคนและคนเหล่านี้มีผู้ปฏิบัติตามที่ยึดถือพวกเขาเป็นแบบอย่าง หลังจากที่คนเหล่านี้เสียชีวิตไป เพื่อนๆของพวกเขาที่เคยเลียนแบบพวกเขาได้กล่าวว่า “ถ้าเราทำรูปปั้นของพวกเขาไว้ มันก็จะทำให้เรามีความสุขยิ่งขึ้นในการสวดวิงวอนของเราและเป็นสิ่งที่เตือนเราให้นึกถึงพวกเขา” “ดังนั้น พวกเขาจึงได้สร้างรูปปั้นของคนเหล่านั้นขึ้นมา

และหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว อิบลีสก็ได้คืบคลานไปในความคิดจิตใจของรุ่นหลังและกระซิบว่า “พ่อๆของพวกท่านเคยสักการบูชาพวกเขาและโดยการสักการบูชานี้เองที่ทำให้พวกเขาได้ฝน” ดังนั้น “พวกเขาจึงได้สักการบูชารูปปั้นเหล่านั้น”

อิบนุ อบีฮาติมได้เล่าว่า : “วัดด์เป็นผู้มีธรรมคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รักของผู้คน เมื่อเขาเสียชีวิต ผู้คนได้มายังสุสานของเขาในบาบิโลนและแสดงความเศร้าโศกเสียใจในการตายของเขา เมื่ออิบลีสเห็นเช่นนั้น มันก็แปลงร่างตัวเองเป็นมนุษย์และกล่าวกับผู้คนว่า “ฉันเห็นพวกท่านโศกเศร้าเพราะการเสียชีวิตของคนผู้นี้ ฉันจะสร้างรูปปั้นที่เหมือนกับเขาแล้วตั้งไว้ในสถานที่ที่พวกท่านพบกันเพื่อเป็นสิ่งรำลึกถึงเขาได้ไหม?” ผู้คนต่างเห็นด้วย

ดังนั้นลูกหลานของพวกเขาจึงได้รับรู้และเห็นสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติกัน นอกจากนั้นแล้ว พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการทำพิธีรำลึกถึงคนผู้นั้น จนกระทั่งพวกเขายึดเอาคนผู้นั้นเป็นสิ่งสักการะบูชาและเคารพสักการะเขาแทนอัลลอฮฺ ดังนั้น สิ่งแรกที่ได้ถูกสักการะแทนอัลลอฮฺก็คือวัดด์ซึ่งเป็นรูปปั้นที่พวกเขาตั้งชื่อขึ้นมาตามชื่อของคนดีที่พวกเขารัก”

นูฮฺกล่าวว่า:"ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน พวกเขาไม่เชื่อฟังฉันและปฏิบัติตามพวกที่ ทรัพย์สินและลูกหลานของเขามีแต่จะทำให้พวกเขาขาดทุนเพิ่มขึ้นเท่านั้น พวกเขาได้วางแผนการใหญ่กันไว้" พวกเขากล่าวว่า "จงอย่าละทิ้งพระเจ้าต่างๆของพวกท่านและ จงอย่าทิ้งวัดด์และสุวาอ์และยะฆูษและยะอู๊กและนัซร์ พวกเขาได้ทำให้ผู้คนมากมายหลงผิดและทำให้ผู้ทำผิดมีแต่หลงผิดมากขึ้น’” เพราะบาปทั้งหลายของพวกเขานั้นเองที่พวกเขาได้จมน้ำตายและได้ถูกโยนเข้าไปในนรก หลังจากนั้น พวกเขาก็ไม่พบผู้ช่วยเหลือใดๆที่จะช่วยพวกเขาให้พ้นจากอัลลอฮฺ(กุรอาน 71:1-25)
นบีนูฮฺยังคงเรียกร้องผู้คนของเขาให้เชื่อในอัลลอฮฺเป็นเวลาถึง950 ปี อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวว่า : “และเราได้ส่งนูฮฺไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่กับพวกเป็นเวลาหนึ่งพันหย่อนห้าสิบปี” (กุรอาน 29:14)
แต่ปรากฏว่าคนทุกรุ่นได้เตือนประชากรรุ่นต่อมามิให้เชื่อนบีนูฮฺและต่อต้านเขา พ่อได้สอนลูกของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองต่อล้อต่อเถียงกับนบีนูฮฺและสั่งลูกของตนให้ปฏิเสธการเรียกร้องของนบีนูฮฺ ดังนั้น อารมณ์ทางธรรมชาติของคนเหล่านี้จึงปฏิเสธที่จะศรัทธาและปฏิบัติตามความจริง
วันหนึ่ง เมื่ออัลลอฮฺได้เปิดเผยให้นบีนูฮฺได้ทราบว่าจะไม่มีใครอีกแล้วที่ศรัทธาและพระองค์ได้ทรงดลใจเขามิให้เสียใจกับคนเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ นูฮฺจึงได้วิงวอนต่อพระเจ้าให้ทรงทำลายบรรดาผู้ไม่ศรัทธาเสีย
“ถ้าหากพระองค์ทรงปล่อยพวกเขาไว้ พวกเขาก็จะนำบ่าวของพระองค์ไปสู่การหลงผิด และพวกเขาจะไม่ให้กำเนิดผู้ใดนอกไปจากทำบาปและผู้ปฏิเสธเท่านั้น” (กุรอาน71:27)
อัลลอฮฺทรงรับคำวิงวอนของนบีนูฮฺ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงตัดสินบรรดาผู้ไม่ศรัทธาเหล่านี้โดยการให้เกิดน้ำท่วม แต่ก่อนที่พระองค์จะทรงลงโทษ พระองค์ได้สั่งให้นบีนูฮฺสร้างเรือลำใหญ่ขึ้นมาด้วยความรู้และความแนะนำของพระองค์และด้วยความช่วยเหลือของบรรดามลาอิก๊ะฮฺ อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาว่า “และจงสร้างเรือใหญ่ขึ้นมาลำหนึ่งตามคำบัญชาและตามวะฮีย์ของเรา และจงอย่าเอ่ยขออะไรกับฉันให้แก่บรรดาผู้อธรรม แท้จริงคนพวกนี้จะถูกน้ำท่วมตาย” (กุรอาน 11:37)
นูฮฺได้เลือกสถานที่แห่งหนึ่งนอกเมืองที่ห่างไกลจากทะเล เขาได้ไปเก็บรวมรวมไม้และเครื่องมือมา หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อผู้คนมาเห็นจึงหัวเราะเยาะว่า “นูฮฺเอ๋ย ท่านเป็นช่างไม้มากกว่าเป็นนบีไปแล้วหรือนี่ ? ทำไมท่านจึงได้มาสร้างเรือใหญ่ในสถานที่ที่ห่างไกลจากทะเลอย่างนี้ ? ท่านจะลากมันไปยังทะเลหรือจะให้ลมพัดมันไปให้ท่าน ? นบีนูฮฺได้ตอบว่า “แล้วพวกท่านจะรู้เองว่าใครจะละอายใจและเดือดร้อน”
อัลลอฮฺได้ทรงเล่าว่า : “ดังนั้น นูฮฺจึงได้เริ่มสร้างเรือ และคราวใดที่พวกหัวหน้าหมู่ชนของเขาผ่านมาเห็น พวกเขาก็หัวเราะเยาะ นูฮฺได้กล่าวว่า "หัวเราะเยาะเราะไปเถิดถ้าพวกท่านต้องการ เราก็กำลังหัวเราะเยาะพวกท่านเช่นกัน เพราะในไม่ช้า พวกท่านจะรู้ว่าใครที่จะได้รับการลงโทษที่ทำให้ต้องอัปยศและใครที่จะได้รับการลงโทษอันยาวนานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’” (กุรอาน 11:38-39)
เมื่อถูกสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว นบีนูฮฺก็นั่งรอคำบัญชาของอัลลอฮฺ หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็ได้ทรงบอกให้เขาทราบว่าเมื่อน้ำพุ่งออกมาจากเตาที่บ้านของเขาอย่างมหัศจรรย์เมื่อใด นั่นคือสัญญาณการเริ่มต้นของน้ำท่วมซึ่งเป็นสัญญาณสำหรับเขาให้เริ่มทำตามคำบัญชา
แล้ววันอันน่าสะพรึงกลัวก็มาถึงเมื่อเตาที่บ้านของนบีนูฮฺมีน้ำท่วมทะลักขึ้นมานบีนูฮฺได้รีบไปเปิดเรือและเรียกบรรดาผู้ศรัทธาให้มาที่เรือ นอกจากนั้นแล้ว เขายังได้เอาสัตว์ต่างๆทั้งตัวผู้และตัวเมียทุกชนิดอย่างละคู่ แม้กระทั่งนกและมดขึ้นเรือไปด้วยเสียงดังและกล่าวว่า “นูฮฺจะต้องบ้าแน่แล้ว เขากำลังจะทำอะไรกับสัตว์เหล่านี้ ?”
อัลลอฮฺทรงเล่าว่า:“จนกระทั่งเมื่อคำบัญชาของเราได้มาถึงและเตาได้มีน้ำพุ่งออกมา เราได้กล่าวว่า "จงเอาสัตว์ทุกชนิดอย่างละคู่ขึ้นเรือพร้อมกับคนของเจ้าด้วย ยกเว้นคนที่ได้ถูกพระบัญชากำหนดโทษไว้แล้ว และให้เอาบรรดาผู้ศรัทธาขึ้นเรือด้วย" แต่ผู้ศรัทธาที่อยู่กับนูฮฺนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (กุรอาน 11:40)
ภรรยาของนบีนูฮฺไม่ได้เป็นผู้ศรัทธา ดังนั้น นางจึงไม่ได้ไปกับเขา รวมทั้งลูกชายคนหนึ่งของเขาซึ่งเป็นผู้ไม่ศรัทธา แต่แสร้งทำเป็นศรัทธาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ขณะเดียวกัน ผู้คนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ไม่ศรัทธาและไม่ยอมขึ้นเรือ
นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องจำนวนคนที่อยู่กับนบีนูฮฺบนเรืออิบนุอับบาสกล่าวว่ามีผู้ศรัทธาเพียง 80 คนเท่านั้น ในขณะที่กะอับ อัลอะฮฺบารฺกล่าวว่ามี 72 คน แต่ก็มีคนอื่นๆกล่าวว่ามีผู้ศรัทธาอยู่บนเรือกับนบีนูฮฺเพียง 10 คน เท่านั้น
น้ำได้พุงขึ้นมาจากรอยแยกทุกแห่งบนผืนดิน หลังจากนั้นมีฝนตกลงมาจากท้องฟ้าในปริมาณที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในโลก น้ำยังคงหลั่งมาจากท้องฟ้าและทะลักขึ้นมาจากรอยแยกของพื้นดินอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมงจนระดับน้ำสูงขึ้น น้ำทะเลและคลื่นก็ทะลักเข้ามาในแผ่นดิน ดังนั้น แผ่นดินภายในจึงหดสั้นลงและผืนมหาสมุทรก็เริ่มแผ่ขยายเพิ่มขึ้นจนท่วมแผ่นดินที่แห้งแล้ง นี่เป็นครั้งแรกที่โลกจมอยู่ใต้น้ำ
อัลลอฮฺได้ทรงเล่าว่า:“นูฮฺกล่าวว่า "จงขึ้นมาบนเรือด้วยพระนานของอัลลอฮฺไม่ว่ามันจะแล่นหรือจอดก็ตาม พระผู้อภิบาลของฉันเป็นผู้ทรงอภัยและผู้ทรงเมตตาเสมอ" ขณะที่เรือกำลังแล่นพาพวกเขาบนคลื่นใหญ่ดุจดังภูเขาอยู่นั้น นูฮฺก็ได้ร้องเรียกลูกชายของเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปว่า "ลูกเอ๋ยจงขึ้นมาบนเรือลำนี้และอย่าอยู่กับบรรดาผู้ปฏิเสธ"
แต่ลูกชายของเขาตอบว่า "ฉันปีนขึ้นไปบนภูเขาที่จะทำให้ฉันพ้นจากน้ำ" นูฮฺจึงกล่าวว่า "วันนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะคุ้มครองป้องกันใครให้พ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้ เว้นแต่ผู้ที่พระองค์จะทรงเมตตาเท่านั้น" ในขณะนั้นเอง คลื่นน้ำก็ซัดเข้ามาระหว่างคนทั้งสอง และเขาก็เป็นหนึ่งหมู่ผู้จมน้ำ และได้มีบัญชาลงมาว่า "แผ่นดินเอ๋ย จงกลืนน้ำของเจ้า และฟ้าเอ๋ยจงหยุดหลั่งน้ำฝนเสีย" ดังนั้น น้ำจึงได้ซึมหายไปในแผ่นดิน คำบัญชาของพระองค์ได้เสร็จสิ้นแล้ว และเรือก็ได้จอดอยู่บนภูเขาญูดีย์และได้มีการประกาศว่า "ผู้ก่อความอธรรมได้ถูกขจัดออกไปหมดแล้ว"
นูฮฺได้ร้องเรียนพระผู้อภิบาลของเขา โดยกล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้ อภิบาลของฉัน ลูกชายของฉันเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของฉัน และสัญญาของพระองค์นั้นเป็นความจริง และพระองค์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในบรรดาผู้ปกครองทั้งหมด"
พระองค์ได้ทรงตอบว่า "นูฮฺเอ๋ยแท้จริงเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเจ้า ความจริงแล้ว เขาเป็นการงานที่ไม่ดี ดังนั้น จงอย่าขอสิ่งใดจากฉันในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ ฉันขอตักเตือนเจ้าว่าอย่าได้ปฏิบัติตนเหมือนพวกคนโง่เขลา"
นูฮฺได้กล่าวว่า "พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์หากฉันได้ขอพระองค์ไปในสิ่งที่ฉันไม่มีความรู้เพราะหากพระองค์มิทรงให้อภัยและทรงเมตตาฉัน ฉันก็ได้รับความวิบัติอย่างแน่นอน"
ได้มีการกล่าวว่า "นูฮฺเอ๋ย จงลงมา ความสันติและความจำเริญจากเราจงมีแก่เจ้าและแก่ผู้คนที่อยู่กับเจ้า แต่ยังมีหมู่ชนอื่นที่เราจะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาชั่วระยะหนึ่งแล้วการลงโทษอันเจ็บปวดของเราก็จะมาเยือนพวกเขา’” (กุรอาน 11:41-48)
ด้วยคำบัญชาของอัลลอฮฺ ความสงบก็กลับมายังโลก น้ำได้ลดลงและแผ่นดินก็แห้งขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ได้รับแสงแดดไม่นาน น้ำท่วมได้ชำระแผ่นดินให้สะอาดหมดจดจากบรรดาผู้ปฏิเสธพระเจ้าและผู้สักการะบูชาเทพเจ้าอื่นๆไปแล้ว
นบีนูฮฺได้ปล่อยนกและสัตว์ต่างๆลงจากเรือ สัตว์เหล่านั้นจึงกระจัดกระจายไปทั่วโลก หลังจากนั้น บรรดาผู้ศรัทธาก็ลงจากเรือ นบีนูฮฺได้ก้มลงเอาหน้าผากสัมผัสพื้นแผ่นดิน ผู้รอดชีวิตได้จุดไฟและนั่งรวมกันอยู่รอบ ขณะที่อยู่บนเรือ การจุดไฟได้เป็นที่ต้องห้ามเพราะเกรงว่าจะทำให้เรือติดไฟได้รับความเสียหาย ดังนั้น ขณะที่อยู่บนเรือในระหว่างน้ำท่วม ทุกคนจึงไม่ได้กินอาหารร้อน หลังจากที่ลงเรือมาแล้วทุกคนก็ถือศีลอดหนึ่งวันเพื่อเป็นการขอบคุณต่ออัลลอฮฺ
คัมภีร์กุรอานไม่ได้บอกเรื่องราวของนบีนูฮฺไว้มากนัก เราจึงไม่รู้ว่าเรื่องราวของเขากับผู้คนของเขาว่าดำเนินไปอย่างไร ทั้งหมดเท่าที่เรารู้หรือสามารถแน่ใจได้ก็คือก่อนเสียชีวิตเขาได้ขอให้ลูกชายของเขาเคารพสักการะอัลลอฮฺองค์เท่านั้น หลังจากนั้น เขาก็เสียชีวิตไป
อับดุลอฮฺ อิบนุอัมร์ อิบนุลอาศ ได้เล่าว่าท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “เมื่อนบีนูฮฺใกล้จะเสียชีวิต เขาได้เตือนลูกชายของเขาว่า "ฉันจะให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่เจ้า ขอสั่งให้เจ้าทำสองสิ่งและเตือนเจ้าในเรื่องสองสิ่งด้วย ฉันขอให้เจ้าเชื่อว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและเชื่อว่าถ้าชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินทั้งเจ็ดจะถูกนำวางบนด้านหนึ่งของตาชั่งและคำว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” ถูกเอามาวางบนตาชั่งอีกด้านหนึ่ง สิ่งหลังนี้จะหนักว่าสิ่งแรก และฉันขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้เอาสิ่งใดมาเป็นหุ้นส่วนกับอัลลอฮฺและขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้โอหัง" (บันทึกโดยบุคอรี)
มีคำบอกเล่ากล่าวว่าหลุดฝังศพของนบีนูฮฺอยู่ในมัสญิดฮะรอมในมักก๊ะฮฺ ในขณะที่บางคำบอกเล่ากล่าวว่าเขาได้ถูกฝังอยู่ในบาละบักซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในอิรัก
ที่มา : http://www.thaimuslim.com/history_nabi.php?c=12&id=6937

ท่านหญิงอาซียะห์ บินตฺ มุซาฮิม.สตรีผู้แกร่งกล้า


ท่านหญิงอาซียะห์ บินตฺ มุซาฮิม. ภรรยาฟาโรห์แห่งอียิปต์.
สตรีผู้แกร่งกล้า
อาซิยะฮ์คือภรรยาของฟิรเอาน์ (ฟาโรห์รามเสสที่สอง) และเป็นลูกสาวของมุซาฮิม
กล่าวกันว่าเมื่อนางได้เห็นปาฏิหาริย์ (มุอ์ญิซาต) ของศาสดามูซา (อ.) เบื้องหน้านักมายากล ทำให้แสงแห่งความศรัทธาได้จุดประกายขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจของนาง และนับจากช่วงเวลานั้นเองที่นางได้ศรัทธาต่อศาสดามูซา (อ.)
อาซิยะฮ์ศรัทธาต่อท่านศาสดามูซา (อ.) ในช่วงเริ่มแรกที่ท่านประกาศภารกิจความเป็นผู้ถือสาส์น (ริซาละฮ์) แห่งพระผู้เป็นเจ้า และแสดงมุอ์ญิซาต (ปาฏิหาริย์) ของท่านต่อฟิรเอาน์ กล่าวคือ เมื่อไม้เท้าของท่านศาสดามูซา (อ.) กลายเป็นงูขนาดใหญ่และกลืนกิน (งูที่เป็น) เวทมนตร์ของนักมายากลของฟิรเอาน์ ทำให้นางมีความมั่นใจ (ยะกีน) ในความเป็นศาสดาของท่านศาสดามูซา (อ.) และได้เปิดเผยความศรัทธาของตนที่มีต่อท่าน
เมื่อฟิรเอาน์รับรู้ถึงความศรัทธาของนาง เขาห้ามปรามนางหลายครั้งหลายครา และยืนกรานที่จะให้นางละทิ้งจากการศรัทธาต่อมูซา (อ.) และต่อพระผู้เป็นเจ้าของมูซา (อ.)
แต่สตรีผู้นี้ได้ยืนหยัดโดยไม่ยอมจำนนต่อความต้องการของฟิรเอาน์แม้แต่น้อย
เมื่อผู้ที่อยู่รอบๆ ตัวนางได้กล่าวกับนางว่า
“อย่าทำให้ความศรัทธาที่มีต่อคนเลี้ยงแกะเพียงคนเดียวทำให้พระนางต้องสูญเสียปัจจัยอำนวยสุขที่มีอยู่ในครอบครองทั้งหมดเหล่านี้ไปเลย!” นางปฏิเสธคำแนะนำของบุคคลเหล่านั้น และแสดงออกถึงความรังเกียจของนางที่มีต่อฟิรเอาน์และอาชญากรรมต่างๆ ของเขา
ในที่สุดฟิรเอาน์ได้ออกคำสั่งให้นำท่านหญิงอาซิยะฮ์ขึงพืดนางไว้ภายใต้แสงแดดที่ร้อนจัด และนำก้อนหินขนาดใหญ่มาวางทับไว้บนหน้าอกของนาง
ประวัติศาสตร์ได้จารึกถึงการยืนหยัดของหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งเธอสามารถหาความสุขได้ในโลกดุนยานี้ โดยไม่มีความลำบากยากเย็นแม้แต่นิดเดียว แต่ด้วยความศรัทธา (อีหม่าน) อันแน่นแฟ้นของเธอ เธอละจากความสุขที่ไม่ถาวรสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เธอถูกทรมานจากสามีของเธอที่เป็นราชาพร้อมกับอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า แต่การถูกทรมานก็มิอาจบั่นทอนอีหม่านของเธอแม้แต่น้อย
ซึ่งอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงยกเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ศรัทธาในซูเราะฮ์อัตตะห์รีม อายะฮ์ที่ 11 ว่า
ความว่า “และอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงยกอุทาหรณ์แก่บรรดาผู้ศรัทธาถึงภรรยาของฟิรเอาน์
เมื่อนางได้กล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดสร้างบ้านหลังหนึ่งให้แก่ข้าพระองค์ ณ ที่พระองค์ท่านในสรวงสวรรค์ และทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากฟิรเอาน์ (ฟาโรห์) และการกระทำของเขา และทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากกลุ่มชนผู้อธรรม”
อาสิยะฮ์ ได้ศรัทธาต่อนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม เมื่อฟิรเอาน์รู้เรื่องการ อีหม่านของนางต่อนบีมูซา เขาจึงสั่งให้ฆ่านางและทรมานนาง
มีรายงานจาก อัลกอซิม บิน อะบีนิบเราะฮ์ ว่า ขณะที่เธอกล่าวว่า
"ฉันอีหม่านต่อพระเจ้าของมูซาและฮารูน "
ฟิรเอาน์จึงส่งบริวารของมันพร้อมกล่าวว่า
"เจ้าทั้งหลายจงค้นหาก้อนหินที่ใหญ่ที่สุด ทุ่มที่ตัวนาง หากนางยังคงยืนหยัดกับคำกล่าวของนาง ถ้านางกลับคำ นางก็ยังคงเป็นภรรยาของข้า"
เมื่อทหารรับใช้ของฟิรเอาน์ ได้ไปถึงนาง นางเงยหน้าของนางสู่ท้องฟ้า ขณะนั้นนางได้แลเห็นบ้านของนางในสวรรค์ นางจึงยืนกล่าวคำเดิมว่า
"ฉันอีหม่านต่อพระเจ้าของมูซาและฮารูน "
ในขณะที่วิญญาณของนางถูกถอดออกจากร่าง เหล่าทหารซึ่งเป็นบริวารของฟิรเอาน์ ได้โยนก้อนหินขนาดใหญ่บนเรือนร่างของนางที่ไร้วิญญาณ
และบางรายงานเล่าว่า เธอถูกทรมานโดยการถูกเผาด้วยแสงแดดที่ร้อนแรง เมื่อฟิรเอาน์และบริวารกลับไป
เหล่ามะลาอิกะฮ์เอาปีกของมะลาอิกะฮ์เป็นร่มบังแสงแดดให้แก่นาง
และมีรายงานในหนังสือตัฟซีร อัลกุรอานุลกีม ของอิบนุกะษีรว่า ฟิรเอาน์ได้นำนางไปและรัดมือและเท้าของนางกับเสาที่ฟิรเอาน์เตรียมไว้ ขณะนั้นอาสิยะฮ์ ได้ขอต่ออัลลอฮ์ โดยกล่าวว่า
ความว่า “โอ้อัลลอฮ์ โปรดสร้างบ้านให้ข้าพเจ้าในสวรรค์ ณ ที่พระองค์”
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตอบรับการขอของนาง นางหัวเราะเมื่อนางเห็นบ้านของนางในสวรรค์
ฟิรเอาน์ จึงกล่าวว่า เจ้าทั้งหลายแปลกใจหรือไม่? ในอาการบ้าของนาง...! ข้าทรมานนาง แต่นางกับหัวเราะ ในขณะนั้นอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้นำวิญญาณของนางสู่สรวงสวรรค์
ท่านก่อตาดะฮ์ (قَتَادَةُ) กล่าวว่า
ความว่า “ณ เวลานั้น ฟิรเอาน์ คือ ผู้ทนงตนที่สุดในภาคพื้นดิน และไม่มีใครเป็นผู้ปฏิเสธเหนือเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่า การกุโฟร (كُفْرٌ) ของฟิรเอาน์ ซึ่งเป็นสามี ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่ออาสิยะฮ์ ซึ่งเป็นภรรยาขณะที่นางตออัตภัคดีต่อพระเจ้าของนาง ให้คนทั้งหลายได้ทราบว่า แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.)เที่ยงตรงยุติธรรมในการตัดสินของพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงลงโทษผู้ใดเว้นแต่โทษที่เขามีสิทธิรับมัน”
ท่านพี่น้องร่วมศรัทธาที่รัก ความศรัทธาของท่านหญิงอาสิยะฮ์เป็นแบบฉบับและเป็นอุทาหรณ์อันล้ำเลิศและสูงส่งยิ่งแก่ผู้ต่อสู้กับอธรรมด้วยอีหม่านอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว และเป็นบทเรียนอันล้ำค่าแก่ผู้แสวงหาความสุขอันถาวร

นบีอิบรอฮีม หรืออับราฮัมของคริสเตียน


นบีอิบรอฮีม หรืออับราฮัมของคริสเตียน
ท่านคือ อิบรอฮีม บุตร อาซาร (ตาริค) บุตร อาบิร บุตร ซาม บุตร นัวฮฺ ท่านนบีอิบรอฮีม กำเนิดในเมืองบาบิล (บาบิโลน)ในประเทศอิรัค
ท่านเป็นบิดาของบรรดานบีทั้งหลาย ที่ถูกกล่าวขานเช่นนี้ก็เพราะ บรรดานบีต่างๆที่มาหลังจาดท่านนั้น มีเชื้อสายมาจากท่าน
‪#‎การเข้าไปในสถานที่แห่งการเคารพสักการะ‬
ท่านนบีอิบรอฮีมได้เข้าไปในสถานที่แห่งการเคารพสักการะที่เต็มไปด้วยเจว็ดที่ถูกสร้างขึ้นมาจากก้อนหิน และท่านก็เห็นว่าผู้คนเคารพสักการะมัน และก็ได้มอบสัตว์พลีที่พวกเขาเชือดให้แก่เจว็ด ดังนั้นท่านจึงแปลกใจในการกระทำของพวกเขา
ท่านกล่าวว่า : พวกเขาจะเคารพสักการะเจว็ดได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาเป็นคนสร้างมันมากับมือ ?
และท่านก็ได้กล่าวกับตัวของท่านเองว่า : ฉันจะไม่มีวันเคารพสักการะมันอย่างแน่นอน
เมื่อท่านนบีอิบรอฮีมออกมา ท่านก็กำลังคิดว่า ในจักรวาลนี้จำเป็นที่จะต้องมีพระผู้เป็นเจ้า แต่ว่า.....พระองค์อยู่ทที่ไหน ?
ขณะที่ท่านเห็นดวงดาวหนึ่งดวงบนท้องฟ้า ท่านได้กล่าวว่า : จำเป็นที่จะต้องมีพระเจ้าแห่งจักรวาลนี้
และเมื่อมัน (ดาว) หายไป ท่านก็กล่าวว่า : นั่นไม่ใช่พระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าจะต้องไม่ทิ้งจักรวาล
และเมื่อท่านเห็นดวงจันทร์ ท่านก็กล่าวว่า : นี่คือพระเจ้าของฉัน
และเมื่อมัน (ดวงจันทร์) หายไป ท่านก็กล่าวว่า : นั่นไม่ใช่พระเจ้าของฉัน
และเมื่อท่านเห็นดวงอาทิตย์ ท่านกล่าวว่า : นี่คงจะเป็นพระเจ้าของฉัน
และเมื่อมัน (ดวงอาทิตย์) หายไป ท่านก็กล่าวว่า : พระเจ้าของฉัน โปรดนำทางให้ฉันไปสู่ความจริงด้วยเถิด
‪#‎ทางที่ถูกต้องของอัลลอฮฺ
อัลเลาะห์ ทรงส่งคัมภีร์เล่มหนึ่งมาให้ท่านนบีอิบรอฮีม ในนั้นมีมารยาทต่างๆ ข้อคิดและคติสอนใจต่างๆ และในนั้นได้อธิบายถึงการงานที่ดี ซึ่งอัลลอฮฺ ได้ใช้ให้บ่าวของพระองค์ปฏิบัติตาม และเช่นเดียวกัน ก็ได้อธิบายถึงการงานที่ไม่ดีไว้ด้วย ซึ่งอัลเลาะห์ไม่ชอบที่จะให้บ่าวของพระองค์ปฏิบัติมัน
ท่านนบีอิบรอฮีมก็ได้เริ่มทำการเคารพสักการะอัลเลาะห์ แสวงหาความดีจากพระองค์อยู่เสมอ
อัลลอฮฺทรงรักท่านนบีอิบรอฮีม และทำให้ท่านเป็นสหายของพระองค์ ดังที่เราได้อ่านในอัลกุรอาน
อัลลอฮฺทรงตรัสว่า : และอัลลอฮฺ ได้ถือเอาอิบรอฮีมเป็นสหาย (อันนิซาอฺ : 125)
ค่อลีล หมายถึง สหาย
‪#‎การเชิญชวนบิดาของท่าน‬
บิดาของท่านนบีอิบรอฮีมเป็นคนทำเจว็ด และเขาก็เคารพสักการะมันและท่านนบีอิบรอฮีมได้กล่าวกับเขาว่า : พ่อจ๋า ทำไมพ่อถึงเคารพเจว็ดเหล่านี้ ทั้งที่มันไม่ได้ให้คุณและโทษกับพ่อเลย ?
บิดากล่าวว่า : เจ้าจงอย่าพูดอย่างนั้นกับพระเจ้านะอิบรอฮีม
อิบรอฮีมกล่าวว่า : พ่อจ๋า แท้จริง ชัยฏอนมันได้ล่อลวงท่านให้ไปเคารพก้อนหินพวกนี้ พ่อจ๋า ฉันรู้ว่า แท้จริงอัลลอฮฺจะเอาคนที่เคารพสักการะมัน (เจว็ด) ลงนรกและผู้ที่ไม่ได้เคารพมันเข้าสวรรค์
บิดากล่าวว่า : อิบรอฮีม หากเจ้าไม่หยุดคำพูดนี้ ฉันจะขว้างเจ้าด้วยก้อนหิน จนกว่าเจ้าจะตาย
อิบรอฮีมกล่าวว่า : ฉันจะขอดุอาจากอัลลอฮฺให้แก่พ่อของฉัน ให้พระองค์ทรงอภัยให้แก่ท่าน และอภัยให้จากบาปของท่าน แต่ว่าฉันจะทิ้งท่านและจะไม่เคารพเจว็ดกับท่านเป็นอันขาด
‪#‎เจว็ดพังทลาย‬
ในวันตรุษ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้พากันไปที่สวนสาธารณะเพื่อละเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน ท่านนบีอิบรอฮีมเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะไม่มีใครมาพบท่านใน (มะอฺบัด) ท่านได้ทำลายเจว็ดเหล่านั้น และเอาขวานไปแขวนไว้ที่เจว็ดตัวที่ใหญ่ที่สุด เพื่อยืนยันว่ามันไม่สามารถให้คุณหรือโทษกับพวกเขาได้ และไม่สามารถที่จะปกป้องตัวมันเองได้ ดังนั้นไม่จำเป็นที่เราจะต้องเคารพสักการะมัน
และเมื่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากลับมาพวกเขาก็พบว่ารูปปั้นพินาศ พวกเขากล่าวว่า : ผู้ใดที่เป็นคนทำกับพระเจ้าของเราอย่างนี้ ?
คนหนึ่งจากพวกเขาได้กล่าวข้นว่า : อิบรอฮีม เพราะเขาเป็นผู้ที่ล่าวว่า แท้จริงรูปปั้นเหล่านี้ไม่ได้ให้คุณและโทษ และสั่งให้พวกเราเลิกเคารพสักการะรูปปั้นพวกนี้
อีกคนหนึ่งกล่าวว่าเราจะต้องลงโทษเขาอย่างสาสม เเละหลังจากนั้นก็ฆ่าเขาซะเพื่อที่จะได้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่จะมาดูถูกเหยียดหยามบนบรรดาพระเจ้าผู้สู่งส่งของพวกเรา
‪#‎การตัดสิน‬(เรื่อง)ของนบิบรอฮีม
พวกกุฟฟารได้มาหาท่านนบีอิบรอฮีมและพวกเขาได้เอาตัวท่านมา เพื่อที่จะตัดสินท่านต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย ผู้คนก็ได้มามุงดูท่าน เพราะการกระทำของท่านนั้นเป็นการกระทำที่หน้าเกลียดต่อสิทธิของพระเจ้า และสมควรได้รับการลงโทษ
พวกเขามุ่งที่จะกล่าหาท่านโดยกล่าวว่า : เจ้าเป็นคนทำลายพระเจ้าใช่ไหม อิบรอฮีม ?
ท่านนบีอิบรอฮีมก็ตอบพวกเขาว่า : พวกท่านจงไปถามรูปปั้นตัวใหญ่ดูซิ
คำตอบของอิบรอฮีมนั้นเป็นการบอกพวกเขาว่า แท้จริงมันไม่สมควรได้รับการเคารพสักการะ
มีผู้กล่าวว่า : เจ้าก็รู้ดีว่า รูปปั้นมันเคลื่อนย้ายจากที่ของมันไม่ได้ และก็พูดไม่ได้ด้วย
ท่านนบีอิบรอฮีมกล่าวกับพวกเขาว่า : และไม่ให้โทษ , ไม่ได้ให้คุณ และพูดไม่ได้ด้วย และทำไมพวกท่านจึงไปเคารพมันเล่า ?
พวกกุฟฟารรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะยืนยันกับอิบรอฮีมได้ว่ามันควรได้รับการเคารพ
พวกเขากล่าวกับท่านนบีอิบรอฮีมว่า : แน่นอนจ้าทำผิดต่อพระเจ้า และจำเป็นที่เราจะต้องลงโทษเจ้าด้วยกับไฟ เป็นการแก้แค้นให้กับพระเจ้าของพวกเรา
‪#‎ไฟไม่เผาท่าน‬ (ไฟเย็น)
พวกกุฟฟารรวบรวมไม้ (เชื้อเพลิง) และพวกเขาได้รวมมันได้เป็นจำนวนมากเพื่อ (ลงโทษ)อิบรอฮีม และพวกเขาก็ได้โยนอิบรอฮีมไปในเปลวไฟดังกล่าวนั้น
ได้เกิดมัวะอฺญิซาตขึ้นต่อหน้าชาวเมืองทั้งหมด เป็นมัวะอ์ญิซาตอันยิ่งใหญ่เพื่อท่านนบีอิบรอฮีม
แน่นอนอัลลอฮฺทรงสั่งไฟให้มันเย็นและปลอดภัย และไม่ทำอันตรายกับท่านนบีอิบรอฮีม
และการกระทำนั้น(จุดไฟเผา) ก็ไม่ได้ทำอันตรายใดๆแก่ท่านนบีอิบรอฮีม
ผู้คนที่มาต่างก็แปลกประหลาดใจและบางส่วนจากพวกเขาก็ศรัทธา และหลังจากนั้นหลายวัน
ท่านนบีอิบรอฮีมก็ได้ออกมาจากเปลวไฟด้วยความปลอดภัย(ช่วยเหลือ)ของอัลลอฮฺ
แต่พวกกุฟฟาร ได้ไปหากษัตริย์ที่มีชือว่า นัมรูร เพื่อที่จะไปร้องเรียนเรื่องอิบรอฮีม
พวกเขากล่าวกับนัมรูรว่า : แท้จริงอิบรอฮีมเคารพพระเจ้าอื่นนอกจากท่าน
เขา (นัมรูร)กล่าวกับพวกเขาว่า : พวกเจ้าไปพาเขามาหาข้า
และอิบรอฮีมก็มาเพื่อที่จะสนทนากับนัมรูร

ท่านนบีอิบรอฮีมและนัมรูร‬
เมื่อท่านนบีอิบรอฮีมได้เข้าไปหากษัตริย์นัมรูร และไม่ได้สุญูดต่อเขา
นัมรูรได้กล่าวกับท่านว่า : ทำไมเจ้าจึงไม่สุญูดต่อข้าเหมือนกับทุกคน ?
ท่านนบีอิบรอฮีมได้โต้ตอบเขาไปว่า : ฉันจะไม่สุญูดต่อใครนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้างฉัน ผู้ทรงทำให้ฉันเป็น และจะทำให้ฉันตาย
นัมรูรกล่าวว่า : ข้านี่แหละคือผู้ทำให้เป็นและทำให้ตาย
ท่านนบีอิบรอฮีมกล่าวว่า : ท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ?
นัมรูรกล่าวว่า : จงไปเอาชายมา 2 คน และได้สั่งทหารให้ฆ่าชายคนหนึ่ง และปล่อยชายอีกคนหนึ่งให้เป็นอิสระ
ท่านนบีอิบรอฮีมต้องการที่จะทำให้เขาห่างไกลจากการฆ่า
ท่านได้กล่าวกับเขาว่า : แท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงทำให้ดวงอาทิตย์ทอแสงขึ้นมาจากทางด้างทิศตะวันออก และให้มันลับไปทางด้านทิศตะวันตก
นัมรูรไม่มีคำตอบที่จะมาโต้ตอบกับท่านนบีอิบรอฮีม และยืนยันที่จะขับไลท่านออกไปจากเมืองอิรัก
‪#‎ท่านนบีอิบรอฮีมในปาเลสไตน์‬
ท่านนบีอิบรอฮีมและภรรยาของท่านคือ นางซาเราะห์ออกมาจากอิรัก และบุตรชายของพี่ชายของท่านนบีลูฎ อะลัยฮิสลาม และมุ่งหน้าไปยังปาเลสไตน์ และพำนักอยู่ที่เมืองกุดุสระยะหนึ่ง และเมืองนาบิลิส ระยะหนึ่ง แต่ว่าท่านคิดว่าหลังจากนี้จะอพยพไปอียิปต์ โดยที่ต้องสะสมเสบียงและสิ่งที่ดีเพื่อซื้อใจชาวอียิปต์ เพราะที่นั่นเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะทำการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ
‪#‎ท่านบีอิบรอฮีมในอียิปต์‬
ท่านนบีอิบรอฮีมได้ใช้ชีวิตอยู่ในอียิปต์ ช่วงและเชิญชวนครอบครัวของท่านไปสู่การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ และผู้คนชาวอียิปต์บางส่วนก็ศรัทธาต่อท่าน ท่านได้ส่งข่าวของท่านไปยังกษัตริย์และเชิญชวนเขา(เข้ารับอิสลาม) กษัตริย์นั้นได้มองเห็นถึงเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าท่านนั้นเป็นผู้สัจจริง และกษัตริย์ได้ให้ท่านหญิงฮาญัรเป็นของขวัญแก่ท่านนบีอิบรอฮีม เพื่อที่จะได้รับใช้ภรรยาของท่านคือนางซาเราะห์ นางซาเราะห์ได้ยินยอมให้ท่านนบีอิบรอฮีมแต่งงานกับท่านหญิงฮาญัรเพื่อที่จะได้มีบุตรให้ท่าน(นบีอิบรอฮีม) เพราะนางซาเราะห์นั้นไม่สามารถมีบุตรได้(เป็นหมัน) และการที่ท่านนบีอิบรอฮีมแต่งงานกับท่านหญิงฮาญัร นางก็ได้คลอดบุตรชายของท่านนบีอิบรอฮีมออกมา คือ อิสมาอีล และพวกเขาก็ได้อพยพไปยังปาเลสไตน์อีกครั้งหนึ่ง และครอบครัวของท่านก็ได้มาต้อนรับอย่างดี และพวกเขาก็ได้ใช้ชีวิตอยู่และเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺกับท่านนบีอิบรอฮีม
‪#‎การอพยพของท่านนบีอิบรอฮีมไปยังมักกะฮฺ‬
ท่านนบีอิบรอฮีมได้อพยพไปยังมักกะฮฺพร้อมกับภรรยาของท่านคือนางฮาญัร และบุตรของท่านคือ อิสมาอีล นี่คือคำบัญชาจากอัลลอฮฺ
ในสถานที่ๆอัลลอฮฺทรงบัญชาให้อพยพไปนั้น เป็นสถานที่ๆแห้งแล้ง ไม่มีพืช ไม่มีน้ำ นอกจากท่านนบีอิบรอฮีมจะทำตามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้แก่ท่าน
ขณะที่พวกเขาถึงที่นั่นพวกเขาก็ได้ค้นหาอัลกะอฺบะฮฺเพื่อที่จะอาศัยอยู่ข้างๆอัลกอฺบะฮฺนั้น ดังเช่นที่อัลลอฮฺทรงบัญชาแก่พวกเขา
หลังจากนั้นช่วงเวลาหนึ่งนบีอิบรอฮีมได้กล่าวแก่นางฮาญัรว่า : แท้จริงฉันนั้นต้องกลับไปปาเลสไตน์ ที่มีภรรยาคนแรกของฉันอยู่
นางฮาญัรกล่าวว่า : ท่านจะทิ้งเราไว้ ณ สถานที่แห่งนี้หรือ ที่ๆไม่มีอาหาร และไม่มีน้ำ ?
ท่านนบีอิบรอฮีมกล่าวว่า : ใช่
นางฮาญัรกล่าว่า : มันเป็นคำสั่งของอัลลอฮฺหรือว่าท่านเป็นผู้เลือกเอง ?
ท่านนบีอิบรอฮีมกล่าวว่า : แท้จริงมันเป็นคำสั่งของอัลลอฮฺ
นางฮาญัรกล่าวว่า : ตราบใดที่นี่เป็นคำสั่งจากอัลลอฮฺ พระองค์จะไม่หายไปจากเราและจะไม่ทรงทอดทิ้งเราให้ตายและพินาศ
‪#‎การวิงวอนของท่านนบีอิบรอฮีม‬
หลังจากที่ท่านนบีอิบรอฮีมได้ออกมาจากนางฮาญัรเพื่อที่จะกลับไปยังปาเลสไตน์แล้วนั้น ท่านได้ทิ้งบุตรชายของนางที่ชื่ออิสมาอีลไว้กับนาง โดยทิ้งทั้ง2ไว้เพียงลำพัง ในสถานที่แห่งนั้น ที่ๆไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ และไม่มีแม้แต่มนุษย์
ท่านได้ยืนมองทั้งสองอยู่ไกลๆจากหลังภูเขา แต่สิ่งที่ท่านทำนั้นเป็นคำสั่งจากอัลลอฮฺ และท่านนบีอิบรอฮีมได้ยกมือทั้งสองของท่านขึ้น และวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ช่วยดูแลภรรยาของท่าน (นบีอิรอฮีม) และประทานอาหารให้แก่พวกเขาและทำให้มีผู้คนบางส่วนมาอาศัยอยู่ใกล้เคียงพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะได้มีชีวิตอยู่ด้วยกับความหวัง จากนั้นท่านก็ได้เดินมุ่งหน้าสู่ปาเลสไตน์
‪#‎แขกที่เป็นมลาอิกะห์‬
เมื่อท่านนบีอิบรอฮีมได้พบกับชายแปลกหน้ามาจากเมืองอื่น 3 คนกำลังมุ่งหน้ามาหาท่าน ท่านนบีอิบรอฮีมก็ได้ให้เกียรติแขกของท่าน และได้นำวัวตัวอ้วนมาให้พวกเขา แต่พวกเขาไม่กินมัน ท่านได้ถามพวกเขาถึงสาเหตุที่พวกเขาไม่กิน ?
พวกเขากล่าวกับท่านว่า : ฉันเป็นมลาอิกะห์ เรามาเพื่อที่จะมาจัดการกับกลุ่มชนของนบีลูฏ และเราได้มาแจ้งข่าวดีกับเจ้าว่าแท้จริงอัลลอฮฺจะให้บุตรชายแก่เจ้าจากภรรยาของเจ้าที่ชื่อซาเราะห์
นางซาเราะห์ได้อยู่ใกล้กับสถานที่นั้น(ที่พวกเขาคุยกัน) นางได้กล่าวแก่พวกเขาว่า : ฉันจะมีลูกได้อย่างไร ในเมื่อฉันเป็นหญิงชราและอายุมากแล้ว
พวกเขากล่าวกับนาว่า : เจ้าอย่าได้แปลกใจกับสิ่งนี้เลย แท้จริงมันเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ
และนางก็ได้อุ้มท้อง (ในนั้นคือ)ท่านนบีอิสหาก
‪#‎การสร้างอัลกะอฺบะฮฺ‬
ท่านนบีอิบรอฮีมไปเยี่ยมบุตรชายของท่านที่ชื่ออิสมาอีล และภรรยาของท่านที่ชื่อ ฮาญัร เป็นระยะๆ
ในครั้งหนึ่งจากการเยี่ยมนั้น อัลลอฮ์ได้ใช้ให้ท่านสร้างอัลกะอฺบะฮฺ โดยที่รากฐานของมันมีอยู่แล้วก่อนหน้านี้
นบีอิบรอฮีมได้ขอให้อิสมาอีลบุตรชายของท่านช่วยให้การสร้างอัลกะอฺบะฮฺ ท่านได้เตรียมก้อนหิน เพื่อจะสร้างบ้านของอัลลอฮฺ
หลังจากที่เสร็จสิ้นจากการสร้างไปจนถึงขอบกะอฺบะฮฺหินก็สูงขึ้น ท่านนบีอิบรอฮีมได้เดินวนรอบกะอฺบะฮฺ และได้เอาก้อนหินก้อนนึงมาวางไว้ แล้วท่านก็ได้ยืนบนมัน
ก้อนหินที่ท่านนบีอิบรอฮีมได้ยืนบนมันนั้น มันก็ยังคงมีอยู่ที่อัลกะอฺบะฮฺจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และถูกเรียกว่า “รอยเท้าของท่านนบีอิบรอฮีม”
ถูกเรียกเช่นนี้เพราะว่าท่านนบีอิบรอฮีมได้ยืนบนนั้น ขณะที่กำลังสร้างกะอฺบะฮฺให้เสร็จสมบูรณ์
‪#‎สั่งเชือดอิสมาอีล‬
อัลลอฮฺได้สั่งนบีอิบรอฮีมให้เชือดบุตรชายของท่านที่ชื่ออิสมาอีล นี่เป็นคำสั่งจากอัลลอฮฺ ท่านนบีอิบรอฮีมมีความเห็นว่านี่เป็นเรื่องที่ทำให้ท่านลำบากใจ แต่ว่าท่านก็ประสบความสำเร็จในการเลือก และท่านก็ยอมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ
ท่านได้บอกแก่อิสมาอีลว่า : แท้จริงพ่อฝันว่าพ่อกำลังจะเชือดเจ้า เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร ?
อิสมาอีลกล่าวว่า : พ่อจ๋า ท่านทรงทำสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้ท่านเถิด
แต่อัลลอฮฺได้ทรงญิบรีลไปยังนบีอิบรอฮีมและบอกท่านว่า ไม่ต้องเชือดเขาเพราะว่าท่านประสบความสำเร็จในการเลือกและในการปฏิบัติ ตามคำสั่งของอัลลอฮฺ
อัลลอฮฺได้ส่งแกะมาจากฟากฟ้าและแกะนั้นได้ถูกเชือดแทนอิสมาอีล

‪#‎การเสียชีวิตของท่านนบีอิบรอฮีม‬
ท่านนบีอิบรอฮีมเสียชีวิต ท่านนั้นมีอายุ175 ปี และท่านถูกฝังใกล้ๆกับภรรยาของท่านที่ชื่อ ซาเราะห์
บุตรชายของท่านที่ชื่อออิสมาอีลและอิสหากได้เป็นผู้ฝังท่านที่เมือง ฮิบรูน และท่านถูกขนานนามว่า ผู้เป็นสหาย.....
วัสสลาม

ที่มา : http://www.islammore.com/main/content.php…