วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

พีรี เรอีส นักเดินเรือและนักเขียนแผนที่ชาวออตโตมานยอดอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 16


 พีรี เรอีส : นักเดินเรือและนักเขียนแผนที่ชาวออตโตมานยอดอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 16

1. บทนำ
กองทัพเรือของออตโตมานมีชื่อเสียงในด้านการทหารอันลือเลื่องจากประมาณปลายศตวรรษที่ 11 จนถึงศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย อาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ของการปฏิบัติหน้าที่กองทัพเรือนี้มีขอบเขตจากส่วนตะวันตกสุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบฮอร์มุส  การประสบความสำเร็จของชาวออตโตมานเกี่ยวข้องกับการแผ่ขยายกว้างใหญ่ในด้านของภูมิประเทศและวิทยาศาสตร์ทางทะเล อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมนี้เป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ที่นักประวัติศาสตร์หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับการแก้ปมเรื่องราวการค้นพบทางภูมิศาสตร์และการเดินเรือที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 15
   
อย่างไรก็ตาม ผลงานการศึกษาหลายๆ ชิ้นที่ถูกตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยให้เห็นถึงผลงานของผู้รู้ชาวออตโตมานที่ได้พัฒนาวิชาการเขียนแผนที่ ภูมิศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้มีความสนใจเป็นพิเศษต่อแผนที่ของชาวออตโตมาน ทั้งที่เป็นแผนที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือแผนที่โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นที่ที่เขียนโดยพีรี เรอีส
   
ความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งของวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการเขียนแผนที่ของชาวตุรกีในศตวรรษที่ 16 ได้รับการเก็บรักษาเอกสารเป็นอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญ เฮสส์ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อพีรี เรอีส ได้นำแผนที่โลกใหม่ที่มีชื่อเสียงของเขามาแสดงต่อสุลต่าน ซาลิมที่ 1 ในปี 1517 เขาได้ทำให้อาณาจักรออตโตมานรู้จักการบรรยายลักษณะที่แน่นอนของอเมริกา รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการแล่นเรือรอบแอฟริกา ก่อนหน้าอาณาจักรในยุโรปหลายแห่ง ในปีต่อมา ซัลมาส เรอีส ได้เพิ่มเข้ามา และกู้ดริช ในผลงานบุกเบิกของเขา ก็ได้เดินทางไกลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกความจำทั้งหมด ทำให้การเขียนแผนที่บรรยายลักษณะโลกใหม่ของออตโตมานมีความล้ำเลิศ ซึ่งในตอนนั้นโลกใหม่กำลังถูกค้นพบในแง่ของความแปลกประหลาด ความหลากหลาย และความอุดมสมบูรณ์ของมัน
   
2. นักเขียนแผนที่และนักเดินเรือ
ชื่อเต็มของพีรี เรอีส คือ ฮัจญีมุฮิดดีน พีบี อิบนฺ ฮัจญี มะห์มัด เขาถูกเรียกว่า เรอีส เพราะเขามีความช่ำช่องในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาการทหารเรือ (จากภาษาอาหรับคำว่า รออีส อัล-บะฮฺร, รออีส อัล-มัรกับ, รออีส หรือ เรอีส หมายถึง กัปตัน, ผู้บังคับบัญชา) เขาเกิดระหว่างปี 1465 และ 1470 ในเมืองกัลป์ลิโปลี บนชายฝั่งแอเจียนของตุรกี และเสียชีวิตในปี 1554 หรือ 1555 
   ก่อนที่เขาจะได้กลายมาเป็นนายพล, นักภูมิศาสตร์ และนักเขียนแผนที่ผู้มีชื่อเสียงนั้น พีรีเรอีสเคยทำงานอยู่ในทะเลใสจนถึงปลายศตวรรษที่ 15 ภายใต้การควบคุมของเคมาล เรอีส ผู้เป็นลุงของเขาที่เป็นชาวเรือที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เขาเคยร่วมสู้รบในการต่อสู้ทางทะเลเคียงบ่าเคียงไหล่กับลุง และต่อมาได้เข้าร่วมรบในกองเรือของคอยรุดดีน บาร์บารุซซา เขาได้เข้าร่วมในการต่อสู้กับกองทัพเรือสเปน เจนัว และเวนิส อยู่หลายปี รวมทั้งการสู้รบในสงครามเลปันโตครั้งที่หนึ่ง (สงครามซอนชิโอ) ในปี 1499 และสงครามเลปันโตครั้งที่สอง (สงครามโมดอน) ในปี 1500 จนในที่สุด เขาได้นำกองทัพเรือออตโตมานเข้าต่อสู้กับโปรตุเกสในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

ในระหว่างการปฏิบัติงานทางด้านการทหารเหล่านี้ และภายหลังการเสียชีวิตของเคมาล เรอีส ผู้เป็นลุงของเขาในปี 1511 พีรี เรอีส ได้กลับมายังกัลป์ลิโปลี เพื่อเขียนแผนที่โลกแผ่นแรกในปี 1513 หลังจากนั้น เขาได้เขียนหนังสือสองเล่มคือ กิตาบ บะฮฺรียะฮฺ ในปี 1521 และ 1525 หลังจากนั้น เขาได้ออกแบบและวาดแผนที่โลกแผ่นที่สองในปี 1528-29 เขาได้เงียบหายไปนานอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 1528 จนกระทั่งเขาได้ปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือออตโตมานในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย
   
ในปี 1516 พีรี เรอีส ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือออตโตมาน เขาเข้าร่วมการสู้รบกับอียิปต์ในปี 1516-17 และในปี 1517 เขามีโอกาสได้ถวายแผนที่โลกของเขาแก่สุลต่าน ซาลิมที่ 1 หลังจากเขียนหนังสือ กิตาบ บะฮฺรียะฮฺ เสร็จในปี 1521 ปีต่อมาเขาได้เข้าร่วมในการปิดล้อมเกาะโรดส์ ต่อสู้กับอัศวินของเซนต์จอห์น ซึ่งจบลงด้วยการยอมจำนนของเกาะแก่อาณาจักรออตโตมานเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ปี 1522 และอัศวินได้ไปจากเกาโรดส์อย่างถาวร ในปี 1524 เขาเป็นผู้บังคับบัญชาเรือที่นำอัครมหาเสนาบดีมัคบุล อิบรอฮีม ปาชา ไปยังอียิปต์ และจากคำแนะนำของมหาเสนาบดีผู้นี้ เขาได้ปรับปรุงหนังสือเกี่ยวกับการเดินเรือของเขา และสามารถนำมาถวายต่อสุลต่านสุลัยมานในปี 1525 สามปีต่อมา เขาได้นำแผนที่โลกแผ่นที่สองของเขามาถวายแก่สุลต่าน
   
ในปี 1547 พีรี เรอีส ได้รับแต่งตั้งให้เป็น เรอีส (พลเรือเอก) และเป็นผู้บังคับบัญชาการกองทัพเรือออตโตมานในมหาสมุทรอินเดีย และเป็นพลเรือเอกของกองทัพเรือในอียิปต์ โดยมีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่ซูเอซ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1548 เขาได้ยึดเอเดนกลับคืนมาจากโปรตุเกสได้ ตามมาด้วยการยึดมุสคัทในปี 1552 ซึ่งโปรตุเกสได้ยึดครองไปตั้งแต่ปี 1507 และเกาะสำคัญอย่างเกาะคิช ในด้านตะวันออก พีรี เรอิสยึดเกาะฮอร์มุสในช่องแคบฮอร์มุสลตรงปาน้ำเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียได้ เมื่อโปรตุเกสหันความสนใจของพวกเขาไปยังอ่าวอาหรับ พีรี เรอีส ยึดครองคาบสมุทรกาตาร์และเกาะบาห์เรนได้ เพื่อกีดกันไม่ให้โปรตุเกสได้มีฐานทัพที่มั่นคงในแนวชายฝั่งของอาหรับ
   
เรือรบและเรือดำน้ำหลายลำของกองทัพเรือตุรกี ถูกตั้งชื่อตามพีรี เรอีส
   
   
   โดย : ทีมศึกษาค้นคว้า FSTCR
   แปล : เยาวฮาเราะห์ ยอมใหญ่ 
   แหล่งที่มา : http://muslimheritage.com/topics/default.cfm?ArticleID=1183
   http://www.publicthaionline.com/

การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน



การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล
1 มกราคม การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน

ในทุก ๆ ปี พลเมืองโลกทั่วไปจะเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมกันอย่างเอิกเกริก ในคืนสุดท้ายของปีซึ่งเรียกกันว่า “คืนส่งท้ายปีเก่า” จะมีการเตรียมการสำหรับนับถอยหลัง (Countdown) ในช่วงการเปลี่ยนวัน ณ เวลา 0 นาฬิกา (เที่ยงคืน) ซึ่งถือเป็นการขึ้นวันใหม่ตามอย่างสากล ผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่นั้นต่างก็รู้เพียงว่านั่นคือวันที่ 1 ของปีใหม่ที่ควรจะยินดีและต้อนรับด้วยการเฉลิมฉลอง
ทว่าคงไม่มีผู้ใดรับรู้หรือฉุกคิดหรอกว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งตะวันตกจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ ทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นอาจเป็นคนไทยที่ถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือผู้นั้นอาจจะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน ซึ่งก็มีวันขึ้นปีใหม่ตามคติจีนและมิใช่วันที่ 1 มกราคมแต่อย่างใด กระนั้นพวกเขาก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันที่ 1 มกราคม ตามสากล (หรือตามฝรั่งตะวันตก) ได้อย่างสนิทใจ

ที่ น่าเศร้าใจก็คือมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เข้าร่วมในการเฉลิมฉลอง นั้นด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเศร้าใจเท่ากับการที่ชาวมุสลิมเหล่านั้นขาดภูมิความรู้ทาง ประวัติศาสตร์แห่งประชาชาติของตน จะด้วยเพราะไม่รู้หรือมิได้ฉุกคิดก็ตามทีจึงได้เผลอไผลเห็นดีเห็นงามจนเอา เป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลองร่วมกับเหล่าชนอื่น ทั้ง ๆ ที่ชาวมุสลิมนั้นมีวันรื่นเริงตามหลักการของศาสนาเป็นของตนเองอยู่แล้ว คือวันอีดอีดิลฟิฏริ และช่วงวันอีดิลอัฎฮา ตลอดจนมีปฏิทินทางจันทรคติในการกำหนดวันเดือนปีและมีศักราชเป็นของเฉพาะตนซึ่งเรียกกันว่า ฮิจเราะฮฺศักราช

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมหนอ พวกฝรั่งมังค่าจึงกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำที่แอบแฝง กล่าวคือ หากย้อนเวลากลับไปในอดีต เมื่อปี คศ.1492 ณ ดินแดนอัลอันดะลุส (Andalucia) ในสเปน ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิม คือ เหตุการณ์สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปนซึ่งถูกรวบรวมให้เป็นหนึ่งภายหลังการอภิเษกสมรสของ เฟอร์ดินานด์ หรือ เฟอร์นานโดที่ 5 แห่งแคว้นอรากอน (Aragon) กับพระนางอิซาเบลล่า แห่งแคว้นกิชตาละฮฺ (Castile)

Abuabdi, Bodillah
ในช่วงเวลานั้น อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ (Granada) มีกษัตริย์นามว่า อบูอับดิลลาฮฺ มุฮำหมัด อัซซ่อฆีร หรือที่ฝรั่งเรียกว่า อบูอับดิล (Abuabdi, Bodillah) เป็นผู้ปกครอง พวกคริสเตียนสเปนได้ยกทัพเข้าปิดล้อมนครฆอรนาเฏาะฮฺตั้งแต่ปี คศ.1491 การปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักและต่อเนื่อง จนกระทั่ง อบูอับดิลลาฮฺ ยอมจำนนต่อฝ่าย คริสเตียนสเปนด้วยการยอมทำข้อตกลงกับฝ่ายคริสเตียนในการส่งมอบเมืองเป็น จำนวนถึง 67 ข้อซึ่งนับเป็นสนธิสัญญาที่ยืดยาวที่สุดฉบับหนึ่งในช่วงสิ้นสุดยุคกลางของ ยุโรป

การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ร่อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.897 ตรงกับวันที่ 2 มกราคม คศ.1492 ซึ่งในวันเดียวกันนั้น กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 5 กับพระราชินี อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง อัลฮัมรออฺ (Alhambra) อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์ อบูอับดิลลาฮฺ และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและ ดำเนินออกจากพระราชวัง

กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้หยุดทอดพระเนตรนครฆอรนาเฏาะฮฺเป็นครั้งสุดท้าย ณ เนินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า เนินอัลบันดูล และร่ำไห้พร้อมสะอึกสะอื้น พระนางอาอิชะฮฺผู้เป็นพระมารดาจึงตะโกนบอกกับอบูอับดิลลาฮฺว่า “เจ้าจงร่ำไห้เยี่ยงอิสตรีต่ออำนาจที่สูญสิ้น เจ้าหาได้รักษามันไว้ได้ไม่เยี่ยงเหล่าบุรุษ” ชาวสเปนเรียกขานเนินแห่งนี้ว่า “การสะอื้นร่ำไห้ครั้งสุดท้ายของชาวอาหรับ” (el ultimo suspiro del Moro)

อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ หรือ แกรนาดา ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส (สเปน) ปิดฉากลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคริสเตียนที่ขับเคี่ยวต่อสู้กับชาวมุสลิมหรือ พวกมัวร์มาตลอดระยะเวลาร่วม 800 ปี ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมของปีนั้น (1492) แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา คือ วันที่ 2 มกราคม 1492

และการสูญเสียนครฆอรนาเฏาะฮฺในปีดังกล่าวก็หาใช่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง ไม่ หากแต่ว่าโศกนาฏกรรมที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น เพราะเพียง 7 ปีให้หลัง (คศ.1499) เงื่อนไขอันเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งมอบเมืองนั้นก็ถูกละเมิดอย่างไม่แยแส จากฝ่าย คริสเตียน บรรดามัสญิดถูกสั่งปิด การประกอบพิธีกรรมถูกสั่งห้าม การตั้งศาลพิเศษเพื่อตรวจสอบชาวมุสลิมที่ตกค้างอยู่ในฆอรนาเฏาะฮฺโดยฝ่าย ศาสนจักรก็มีขึ้น
มุสลิม ถูกบังคับให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนา ตำรับตำราทางวิชาการถูกเผาทำลายไม่เว้นแม้แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมพูดภาษาอาหรับและห้ามอาบน้ำ ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนอิสลามกลับกลายมาเป็นดินแดนแห่งการปฏิเสธ โดยสิ้นเชิงบรรดามัสญิดที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามถูกแปรเปลี่ยนเป็น โบสถ์วิหารในคริสตศาสนาจนหมดสิ้น มุสลิมจำนวนหลายล้านคนจึงจำต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานของตนซึ่งเคยอาศัยและ รังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ตลอดระยะเวลาร่วม 8 ศตวรรษ

สงครามครูเสดในดินแดนตะวันออก (เยรูซาเล็ม ปาเลสไตน์) พวก คริสเตียนอาจจะพ่ายแพ้ต่อชาวมุสลิมนับแต่ชัยชนะของสุลตอน ซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์หรือสลาดินในการปลดปล่อยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ แต่สงครามครูเสดในดินแดนอัลอันดะลุส มุสลิมเป็นฝ่ายปราชัย
อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น (1492) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชินีอิซาเบลล่าของสเปนก็สามารถค้นพบโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาได้สำเร็จ ศักราชแห่งการล่าอาณานิคมและความยิ่งใหญ่ของกองเรือ อมาด้าของสเปน และการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางทะเลอย่างโปรตุเกสก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการ ล่มสลายของการผูกขาดทางการค้าและการควบคุมเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล ของประชาคมมุสลิม

นี่กระมังเป็นสาเหตุที่พวกฝรั่งตะวันตกได้ถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามครูเสดที่มีต่อพวกนอกศาสนาอันหมายถึง ชาวมุสลิมโดยรวม ซึ่งช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นราว 1 สัปดาห์ ที่พวกเขาเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคมต่อเนื่องจนถึงวันที่ 1 มกราคม
การเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี คศ.1492 จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิมอย่างมิต้องสงสัย ถึงแม้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปผู้คนในสมัยหลังจะหลงลืมไปแล้วว่า เพราะอะไรพวกฝรั่งชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 1 มกราคมเป็นวันสำคัญของพวกเขาก็ตาม ในช่วงคริสต์มาสอีฟ ทำไมฝรั่งจึงมีธรรมเนียมกินไก่งวง ในทุกปีทำเนียบขาวจะจัดประเพณีการกินไก่งวงเพื่อขอบคุณพระเจ้า มีการปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก

ชะรอยไก่งวงที่ว่านี้ก็มีสัญลักษณ์แอบแฝงอยู่ พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า เทอคิ (Turkey) ซึ่งหมายถึง ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา (ครูเสด) การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทาน เป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการพิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคน ต่างศาสนาที่หมายถึง "มุสลิม " นั่นเอง

ย้อนกลับไปยังอัลอันดะลุส (Andalucia) อีกครั้ง ในยุคที่ชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์ (Moor) ปกครองสเปนและมีการสู้รบกับพวกคริสเตียนทางตอนเหนือนั้น มีการประกาศจากพระสันตะประปาแห่งกรุงโรมให้ชาวคริสเตียนทำสงครามครูเสดกับ ชาวมุสลิมในสเปนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ครั้งกษัตริย์ชารล์ มาร์แตง ของพวกแฟรงก์ (ฝรั่งเศส) ทำศึกกับกองทัพของชาวมุสลิมที่ข้ามเทือกเขาพิเรนีสไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสใน สมรภูมิตูร บูวาติเยร์ (Tour-Poitiers) เมื่อปี ฮ.ศ.114 ตรงกับปี คศ.732 เป็นต้นมา

ดังนั้นการสู้รบของพวกคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย (สเปน) กับชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส จึงเป็นการทำสงครามครูเสดอย่างไม่ต้องสัย บ่อยครั้งที่พวกคริสเตียนในสเปนได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรบของพวกครูเสด ซึ่งมีทั้งฝรั่งเศส,อังกฤษ,เยอรมันและอิตาลี (เวนิส-เจนัวร์) ในการศึกเพื่อเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลในอัลอันดะลุส พวกคริสเตียนในยุโรปมิเคยละความพยายามในการร่วมมือกันทำการศึกกับชาวมุสลิมเลยนับแต่ยุคกลางจวบจนทุกวันนี้

ฉะนั้นชัยชนะของคริสเตียนในสเปนที่สามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกจากอัลอันดะลุ สได้สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของคริสเตียนทั่วยุโรป เหตุนี้จึงไม่แปลกอันใดในการที่พวกเขาจะเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกในวัน ที่ 1 มกราคมของทุกปี แต่สำหรับประชาคมมุสลิมแล้ววันที่ 1 มกราคมของทุกปีหาใช่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองไม่แต่เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมและ ความสูญเสียที่ไม่มีวันคืนกลับ

เราอาจจะสูญเสียอัลอันดะลุสไปแล้ว แต่ที่สำคัญขออย่าให้มุสลิมได้สูญเสียจิตวิญญาณและความเป็นอัตลักษณ์ของตน เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอัปยศและความปราชัยอย่างที่สุดซึ่งจะไปโทษใครมิได้เลยนอกจากตัวเอง



วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิหารสุไลมานกับความลับของวัวสีแดง

โดย : มันซูร อับดุลฮากีม

มีหลายคนเคยได้ฟังเรื่องวิหารสุไลมาน แต่ไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของมัน และความสัมพันธ์กับขบวนการมาโซนีย์ Masonry ในการสร้างวิหารสุไลมาน ดังนั้นอะไรคือรูปแบบวิหารที่ยิวต้องการ?

วิหารสุไลมานคือสถานที่ใช้ในการสักการระพระเจ้า เช่นเดียวกับมัสยิด และโบสถ์ ตามภาษาฮิบรูเรียกวิหารนี้ว่า ?ฮัยคอล? ซึ่งมีความหมายตามภาษาซามีย์ว่า คฤหาสน์ ดังนั้นฮัยคอลจึงมีความหมายว่าคฤหาสน์ของพระเจ้า ซึ่งใช้เพื่อทำการปฏิบัติศาสนกิจ
                
ฮัยคอลนี้มีความสัมพันธ์กับท่านสุไลมานบุตรท่านดาวุด ซึ่งเป็นหนึ่งจากบรรดานบี และกษัตริย์ของบนีอิสราเอล ซึ่งท่านนบีสุไลมานได้สร้างวิหาร หรือฮัยคอลนี้ขึ้นในช่วง 960 ? 953 ก่อนคริสต์ศักราช 

ชาวยิวได้อ้างว่า นบีสุไลมานได้สร้างวิหารนี้ขึ้นบนภูเขาซีเรีย นั้นก็คือ ภูเขาบัยติลมุก็อดดัส ซึ่งเป็นที่ตั้งมัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดกุบบะฮฺ อัลศอคเราะฮฺในปัจจุบัน แต่ว่าชาวยิวเรียกภูเขานี้ว่า ภูเขาฮัยคอล

วันที่ 25 กรกฎาคม 2001 ศาลฎีกาของอิสราเอลอนุญาตให้หน่วยความมั่นคงประจำภูเขาฮัยคอล ทำการวางศิลารากฐาน เพื่อสร้างวิหารเป็นครั้งที่ 3 ใกล้กับประตูตะวันตกของกุดุสเก่า และนี่ก็คือจุดเริ่มในการสร้างวิหารสุไลมานขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3 หลังจากทำลายมัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดกุบบะฮฺ ศอกเราะฮฺลง

วิหารเดิมซึ่งนบีสุไลมานได้สร้างขึ้น ถูกทำลายลงหลังจากสงครามของกษัตริย์บาบิลอนของราชอาณาจักรอิสราเอลในปี 586 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งกษัตริย์ผู้นี้มีนามว่า บัคตานาสร์ กษัตริย์ผู้นี้ได้จับยิวเป็นเชลยไปยังราชอาณาจักรของตน และไม่ได้ก่อตั้งประเทศหรือราชอาณาจักรใด ๆ ให้กับพวกยิวเหล่านี้ จนกระทั้งถึงศตวรรษที่ 20 หลังคริสต์ศักราช

แต่ว่ายิวเหล่านี้ หลังจากที่ตกเป็นเชลยของบาบีลอน พวกเขาสามารถกลับมายังพื้นที่ที่พวกเขาเคยอาศัยได้ และภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย เปอร์เซียอนุญาตให้พวกเขาสร้างวิหารขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่ 2 และผู้ที่ดำเนินการสร้างก็คือ ชาวยิวนามว่า นาย ซาร บาบีล  ในช่วงปี 520 ? 515 ก่อนคริสต์ศักราช

และด้วยการยึดครองของโรมันต่อปาเลสไตน์ แม่ทัพนามว่า โตโตส  ได้ทำลายวิหารอย่างราบคาบลงอีกครั้งในปีค.ศ. 70 และขับไล่ยิวออกจากปาเลสไตน์ และพวกยิวก็ไม่ได้กลับเข้ามายังปาเลสไตน์อีกเลย จนกระทั้งศตวรรษที่ 20 

ยิวได้วางแผนด้วยกับทุกวิถีทางที่จะสร้างวิหารขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่โรมันได้ทำลายไป และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการขัดแย้งกันระหว่างนิกายต่าง ๆ ของยิว เกี่ยวกับวิหารและการสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนิกายฮารีดีมของนักบวชยิวถือว่า การสร้างวิหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชาวยิว และพวกเขาก็ไม่ต้องการทำลายมัสยิดอัลอักศอและมัสยิดกุบบะฮฺ อัลศ็อกเราะฮฺลง และสร้างวิหารขึ้นเหนือซากมัสยิดทั้งสอง  ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนิกายนักบวชยิวนี้ ยังห้ามในการกระทำเช่นนี้ด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่าผู้ที่จะมาสร้างวิหารขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และเป็นครั้งสุดท้ายก็คือ นบีอีซาเท่านั้น

และยังมีนิกายยิวอีกกลุ่มหนึ่งไม่ถือว่าวิหารสุไลมานเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด และไม่ศรัทธาต่อสิ่งใด ๆ นอกจากบัญญัติสิบประการที่นบีมูซาได้รับมาจากพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งกลุ่มนี้มีชื่อว่า ซามีรีย์

นักประวัติศาสตร์นามว่า W.L. Durant ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า ?เรื่องเล่าของอารยธรรม? โดยอ้างถึงวิหารสุไลมานและความศักดิ์สิทธิ์ของมันต่อชาวยิว ปรากฏว่าการสร้างวิหารเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในเกียรติประวัติของชาวยิว เพราะวิหารนี้ไม่ใช่เป็นเพียงคฤหาสน์ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์ร่วมจิตใจของพวกเขา เป็นเมืองหลวงของกษัตริย์ของพวกเขา และยังเป็นมรดกตกทอดของพวกเขาอีกด้วย นาย W.L.Durant กล่าว

และได้มีบันทึกในสารานุกรรมของอังกฤษฉบับที่ 1964 ว่า รอคอยการนำเอาอิสราเอลกลับมา การรวมประชากรยิวในปาเลสไตน์ นำเอาประเทศยิวกลับมา สร้างวิหารสุไลมานอีกครั้ง ก่อตั้งบัลลังก์เดวิด (ดาวุด) ในเยรูซาเล็มขึ้นมา โดยมีผู้ปกครองที่มาจากเชื้อสายดาวุด

จากวรรณกรรมของชาวยิวได้กล่าวถึงชาวยิวในอดีตว่า เมื่อพวกเขาทำลายบ้านของตน พระยิวจะสั่งใช้ให้พวกเขาเหลือมุมเล็ก ๆ ของบ้านเอาไว้ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ของวิหารสุไลมาน

ชาวยิวจะทำการถือศีลอดในวันที่ 9 เดือนสิงหาคมของทุก ๆ ปี เพื่อเป็นการรำลึกการทำลายวิหารสุไลมาน เพราะพวกเขาอ้างว่า วิหารสุไลมานถูกทำลายลงในวันนี้ และพวกเขาก็ทำการสัการะพระเจ้าเป็นการเฉพาะในท้ายคืนนี้ เพื่อเร่งให้พระเจ้าสร้างวิหารขึ้นมาอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอลและยังเป็นผู้นำยิวไซออนนิสต์นามว่านาย บินจอรย่อน ได้เคยกล่าวว่า "ไม่มีความหมายใด ๆ และไม่มีค่าอะไรต่ออิสราเอลหากไม่มีเยรูซาเล็ม และเยรูซาเล็มก็ไม่มีค่าอะไร หากไม่มีวิหารสุไลมาน"

นับเป็นสิบกว่าขบวนการคริสต์ไซออนนิสต์ที่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อมีเป้าหมายทำลายมัสยิดอัลอักศอ และสร้างวิหารสุไลมานขึ้นเป็นครั้งที่ 3

การขัดแย้งของพวกยิวเกี่ยวกับการมีวิหารสุไลมาน และสถานที่สร้าง ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาอ้างว่า วิหารอยู่บนพื้นที่ของมัสยิดอัลอักศอ เป็นเรื่องโกหก เพราะยิวซามีรีย์ไม่ยอมรับว่ามีวิหารบนพื้นที่ของมัสยิดอัลอักศอ และไม่เชื่อว่าวิหารนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากภูเขาจ้ารซีมในเมืองนับลาสเท่านั้น และเยรูซาเล็มก็มิใช่เมืองศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ตามความคิดของพวกเขา โดยอ้างความเชื่อที่มีอยู่ในคัมภีร์ที่พวกเขาศรัทธา

เมื่อชาวยิวที่มีความเชื่อว่า วิหารสุไลมานอยู่บนพื้นที่ของมัสยิดอัลอักศอ พวกเขาจึงมีความขัดแย้งกันในการกำหนดสถานที่ บางกลุ่มว่า วิหารสุไลมานอยู่ใต้มัสยิดอัลอักศอ บางกลุ่มว่าอยู่ใต้มัสยิดกุบบะฮฺ อัสศ็อกเราะฮฺ  บางกลุ่มว่าอยุ่นอกเขตเยรูซาเล็ม และบางกลุ่มเชื่อว่า วิหารสุไลมานอยู่ในอัลวาฮซึ่งเป็นเขตที่อยู่ในเยรูซาเล็ม แต่ว่าห่างจากมัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดกุบบะฮฺ อัลศ็อกเราะฮฺออกไปอีก

ที่จริงแล้ว เรื่องราวของวิหารสุไลมานในเขตเยรูซาเล็มเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาของชาวอิสราเอล เช่นเดียวกับตำนานเรื่องประชาชาติที่พระเจ้าเลือกเฟ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่พระยิวแต่งขึ้นในช่วงที่ตกเป็นเชลยบาบีลอน เพราะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ที่ชี้ถึงเรื่องดังกล่าว โดยการที่พวกนักโบราณคดีชาวยิว ชาวตะวันตก และอเมริกาต่างร่วมกันขุดเพื่อค้นหาร่องรอยวิหารของชาวยิว แต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยใด ๆ ของวิหารที่พวกเขาอ้าง 



ส่วนหนึ่งจากตำนานของอิสรอเอลก็คือ เรื่องวัวสีแดง เพราะมีพระยิวบางคน เช่น ชาโลโม คูรีน และเครโชน สาโลมอน ผู้ก่อตั้งหน่วยความมั่นคงของภูเขาฮัยคอน ได้พยายามสร้างวิหารสุไลมานขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และพวกเขาก็ยังคงค้นหาวัวสีแดงที่ไม่มีวจุดด่าง หรือลายพร้อยใด ๆ เพื่อนำเลือดของมันมาทำความสะอาดภูเขาฮัยคอนซึ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักศอ และได้มีการสร้างฟาร์มโคขึ้นในเขตบ้านของนายชาโลโม เพื่อเป็นศูนย์วิจัยให้กับนาย ยาสราเอล อัรน์เยล ได้ทำการค้นคว้าให้ได้มาซึ่งผลผลิตวัวสีแดงที่ไม่มีสี หรือจุดใด ๆ ปนอยู่เลย เพราะพระยิว และนักการศาสนายิวไม่อนุญาตให้กับคนใดจากกลุ่มพวกเขา เข้าในเขตอัลมุกัดดาสนี้ นอกจากจะต้องล้างมือด้วยกับขี้เถ้าจากวัวสีแดง เพื่อเข้าไปในเขตต้องห้ามนี้ และร่วมกันสร้างวิหารสุไลมานขึ้น

ดังนั้นวัวสีแดงจึงเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการสร้างวิหารสุไลมานขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และเพราะเหตุนี้เอง คำแถลงจากพระยิวไซออนนิสต์บางคน เพื่อให้สร้างโบสถ์ยิวในพื้นที่มัสยิดอัลอักศอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างมัสยิดอัลอักศอกับมัสยิดกุบบะฮฺอัลศ็อกเราะฮฺ เป็นคำแถลงการณ์ที่ผิดพลาด เพราะเหตุนี้พระยิวจึงไม่พยายามอะไรมากมายในการสร้างวิหารขึ้นจนกระทั้งถึงปัจจุบันนี้ 

ตามประวัติศาสตร์อิสลามทำให้เรารู้ว่า นบีสุไลมานได้สร้างมัสยิดขึ้นเพื่อทำการสักการะอัลลอฮฺ และมัสยิดที่ว่านี้ก็คือ มัสยิดอัลอักศอ และท่านนบีสุไลมานก็ไม่ได้สร้างวิหารใด ๆ ขึ้นมา และแน่นอนวิหารสุไลมานนี้ก็ไม่ใช่อื่นใด นอกจากเป็นเรื่องเหลวไหลหรือตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาของยิว และไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิหารใด ๆ นอกจากเป็นเรื่องที่ชาวยิวได้กุขึ้นมาเท่านั้น

แน่นอนการค้นคว้าของนักโบราณคดีได้ยืนยันว่า ไม่มีร่องรอยของวิหารที่อ้างว่าอยู่ใต้พื้นที่เยรูซาเล็มใด ๆ

และแน่นอนจุดประสงค์ของการอ้างเรื่องวิหารสุไลมานขึ้นมาก็เพื่อเป็นการทำลายมัสยิดอัลอักศอ ซึ่งเป็นหนึ่งจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม เป็นกิบบัต (ทิศที่หันไปในขณะละหมาด) แห่งแรกของมุสลิม และเป็นมัสยิดที่สองที่ถูกสร้างขึ้นบนโลกใบนี้เพื่อทำการสักการะอัลลอฮฺทัดจากมัสยิดอัลฮารอม

แผนการร้ายของยิวและสมุนของพวกเขาในการทำลายมัสยิดอัลอักศอยังคงมีอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เพราะนิติยาสาร newsy balk ของอเมริกาฉบับวันที่ 18 มิถุนายน 1984 ได้ตีแพร่การศึกษาของนาย ไมเคิ้ล ยาดม์ อาจารย์สถาบันวิจัยยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอร์จ ต่าน พร้อมด้วยการช่วยเหลือของภรรยา การศึกษาได้เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ยิวและคริสเตียนชาวยุโรปได้มีการเตรียมแผนการระเบิดมัสยิดอัลอักศอ และสร้างวิหารสุไลมานขึ้นมาแทนที่ 

นี่แหละเป็นเล่ห์เหลี่ยมอันชั่วร้ายของพวกยิวและสมุนของพวกเขา ซึ่งจะไม่ได้รับอันตรายใด ๆ นอกจากสิ่งที่พวกเขาวางแผนจะย้อนกับไปหาพวกเขาเอง ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้ว่า ?และแผนการชั่วร้ายนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใดนอกจากเจ้าของมันเท่านั้น? (ฟาฏิร : 43) แน่นอนมัสยิดอัลอักศอจะถูกรักษาไว้ ด้วยกับอำนาจของอัลลอฮฺ เราจงช่วยขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงปกป้องรักษามัสยิดอัลอักศอให้พ้นจากน้ำมือของลูกหลานลิง ลูกหลานหมูกันเถิด อย่างที่พระองค์ได้เคยปกป้องรักษามัสยิดอัลฮารอมให้พ้นจากน้ำมือของคริสเตียนชาวฮาบาชะฮฺที่ยกกองทัพช้างเพื่อมาทำลายมัสยิดอัลฮารอม.

โดย : มันซูร อับดุลฮากีม

แปลและเรียบเรียงโดย : อะฮฺมัด มุสตอฟา บินอาลี
www.ridwanclub.com

ประวัติ ราชวงค์อุมัยยะฮ์




ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ 
( الدولة الأموية في الشرق ) 
(ครองราชย์ระหว่างปี ฮ.ศ. 41-132 / ค.ศ. 661-750 
ศูนย์กลางการปกครองที่ซีเรีย)

การเสียชีวิตของท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน คอลีฟะฮ์อัรรอชิดูนคนที่ 3 เป็นมูลเหตุของการขัดแย้งระหว่างท่านมุอาวียะฮ์ข้าหลวงแห่งเมืองชาม (ซีเรีย) กับท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ คอลีฟะฮ์ อัรรอชิดูนคนที่ 4 ท่านมุอาวียะฮ์เป็นข้าหลวงแห่งเมืองชามตั้งแต่สมัยคอลีฟะฮ์ อุมัร บิน อัลคอฏ - ฏ๊อบ และดำรงตำแหน่งดังกล่าวเรื่อยมากว่า 20 ปี ท่านมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างใกล้ชิดกับคอลีฟะฮ์อุษมาน บิน อัฟฟาน และทั้งสองสืบเชื้อสายจากตระกูลอุมัยยะฮ์ บุตรของ อับดุซซัม ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ” เมื่อคอลีฟะฮ์อุษมานถูกฆาตกรรมอย่างโหดร้ายโดยกลุ่มกบฏ พร้อมกับการขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์แทนของท่านอลี โดยการสนับสนุนจากกลุ่มกบฏ ทำให้ท่านมูวียะฮ์ปฏิเสธการให้สัตยาบันต่อท่านอะลี โดยกล่าวหาว่าท่านอะลีมีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ฆาตกรรมเหล่านี้ ความขัดแย้งระหว่างท่านอะลีกับท่านมุอาวียะฮ์ เป็นมูลเหตุแห่งการเกิดสงครามศิฟฟิน และมัจญ์ลิสตะฮ์กิมในเวลาต่อมา ซึ่งมุสลิมสูญเสียเลือดเนื้อเป็นจำนวนมาก หลังจากมัจญฺลิสตะฮ์กีม ท่านอะลีถูกกลุ่มเคาะวาริจญ์ ลอบสังหารเสียชีวิต บรรดากลุ่มผู้ติดตามท่านอะลีก็ได้แต่งตั้งท่านหะสัน บุตรของท่านอะลีขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮ์แทน ท่านหะสันดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ไม่กี่เดือนก็สละตำแหน่งให้ท่านมุอาวียะฮ์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก และสูญเสียเลือดระหว่างชาวมุสลิมด้วยกันมากกว่านี้ 

เมื่อได้ขึ้นมาเป็นคอลีฟะฮ์แล้ว ท่านมุอาวียะฮ์ก็ได้อุทิศตนให้แก่การทำให้อาณาจักรอิสลามผนึกเข้าเป็นปึกแผ่น เรียกร้องความสามัคคีในชาติ ซึ่งแตกสลายและไร้ความสงบสุขมาตั้งแต่ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานถูกฆาตกรรม เมื่อตั้งตัวได้สำเร็จแล้ว ท่านมุอาวียะฮ์เริ่มหาทางพิชิตดินแดนอื่นๆ สานต่อจากคอลีฟะฮ์ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิชิตแอฟริกาเหนือภายใต้การนำของแม่ทัพอุกบะฮฺ บิน นาเฟียะอฺ (عقبة بن نافع ) ท่านอุกบะฮฺได้ทำการต่อสู้กับชาวโรมันเป็นเวลานาน ในที่สุดก็เอาชนะชาวโรมันและได้ครองแอฟริการเหนือ พร้อมกับสร้างเมืองก็อยรอวาน (القيروان)  ขึ้งทางใต้ของตูนิสเมื่อ ปี ฮ.ศ. 50 นอกจากนี้ท่านมุอาวียะฮ์ ได้ขยายดินแดนไปทางทิศตะวันออกอย่างกว้างขวาง เมือเฮรัต ( هراة) ซึ่งแข็งข้อขึ้นก็ถูกตีได้ เมื่อฮ.ศ.41 อีกสองปีต่อมาก็พิชิตเมืองกาบูลได้ ส่วนเมืองฆอสนา( غزنة )เมืองบัลก์( بلخ ) เมืองกอนดาฮาร์ ( قندهار ) บูคอรอ  ( بخارى ) สะมารคานด์(سمرقند ) และเมืองติรมิด( ترمذ ) ก็ถูกผนวกเข้าเป็นรัฐอิสลามในสมัยของคอลีฟะฮ์มุอาวียะฮ์ ไม่เพียงแต่รวมกำลังอย่างมั่นคงเท่านั้น แต่ยังขยายอาณาเขตการปกครองออกไปอย่างกว้างขวางอีกด้วย

ท่านมุอาวียะฮ์เป็นผู้บริหารที่ดี ทรงเป็นคนแรกที่จัดตั้งกรมสารบรรณ ( ديوان الخاتم ) และกรมไปรษณีย์ขึ้น จัดตั้งกองกำลังตำรวจและกองทหารองครักษ์ ทรงแต่งตั้งเจ้า เมืองให้ทำการบริหารส่วนท้องถิ่น และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษให้เป็นผู้บริหารเงินรายได้ของแผ่นดิน ท่านมุอาวียะฮ์เป็นท่านแรกที่ทรงเปลี่ยนสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักรอิสลามและเป็นคนแรกที่สร้างตำแหน่งคอลีฟะฮฺ ต่อมาการแต่งตั้งแบบนี้ ได้กลายเป็นตัวอย่างในการแต่งตั้งคอลีฟะฮ์ต่อๆมา ตลอดจนราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ทั้งราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ และอื่นๆอีกด้วย

พวกอุมัยยะฮ์สืบเชื้อสายมาจาก อุมัยยะฮ์ อิบนิ อับดุซซัม ซึ่งเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าคนหนึ่งในเผ่ากุเรช สมัยอนารยยุค (ญาฮิลิยะฮ์) ซึ่งมีเกียรติทัดเทียมกับตระกูลของผู้เป็นลุงของท่าน คือ ฮาชิม ปู่ของท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แต่พวกอุมัยยะฮ์มีทรัพย์สิน เงินทอง และลูกหลานมากกว่าพวกฮาชิม ในสมัยก่อนนั้นตระกูลทั้งสองต่างแก่งแย่งอำนาจกันในการเป็นผู้นำของเผ่ากุเรช เมื่อการเป็นศาสดาได้ปรากฏขึ้นในตระกูลฮาชิม พวกฮาชิมจึงเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามก่อนตระกูลอุมัยยะฮ์ และได้ให้การสนับสนุนต่อท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ส่วนตระกูลอุมัยยะฮ์ มีบุคคลเพียงจำนวนน้อยที่ให้การสนับสนุนท่านรซูล และส่วนใหญ่ได้ต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม สำหรับผู้เป็นหัวหน้าเผ่านี้ได้แก่ อะบูซุฟยาน บิน ฮัรบฺ ซึ่งได้ขัดขวางการเผยแพร่ศาสนาอิสลาม จนกระทั่งศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ทำการพิชิตนครมักกะฮ์ เขาจึงได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งบุคคลในตระกูลอุมัยยะฮ์ด้วย

      สายซุฟยานีย์
1.   มุอาวียะฮ์ ที่ 1 บิน อบีซุฟยาน จาก ปี ฮ.ศ. 41 – 60 ( ค.ศ. 661 – 680 )
2.   ยะซีด ที่ 1 บิน มุอาวียะฮ์ ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 60 – 64 ( ค.ศ. 680 – 683 )
3.   มุอาวียะฮ์ ที่ 2 บิน ยะซีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 64 ( ค.ศ. 683 – 683 )
      สายมัรวานีย์
4.   มัรวาน ที่ 1 บิน ฮะกัม จาก ปี ฮ.ศ. 64 – 65 ( ค.ศ. 683 – 684 )
5.   อับดุลมะลิก บิน มัรวาน ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 65 – 86 ( ค.ศ. 684 – 705 )
6.   วะลีด ที่ 1 บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 86 – 96 ( ค.ศ. 705 – 715 )
7.   สุไลมาน บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 96 – 99 ( ค.ศ. 715 – 718 )
8.   อุมัร บิน อับดุลอะซีซ จาก ปี ฮ.ศ. 99 – 101 ( ค.ศ. 718 – 720 )
9.   ยะซีด ที่ 2 บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 101 – 105 ( ค.ศ. 720 – 724 )
10.   ฮิชาม บิน อับดุลมะลิก จาก ปี ฮ.ศ. 105 – 125 ( ค.ศ. 724 – 743 )
11.   วะลีด ที่ 2 บิน ยะซีด ที่ 2 จาก ปี ฮ.ศ. 125 – 126 ( ค.ศ. 743 – 744 )
12.   ยะซีด ที่ 3 บิน วะลีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 126 ( ค.ศ. 744 – 744 )
13.   อิบรอฮีม บิน วะลีด ที่ 1 จาก ปี ฮ.ศ. 126 – 127 ( ค.ศ. 744 – 744 )
14.   มัรวาน ที่ 2 บิน มูฮัมมัด จาก ปี ฮ.ศ. 127 – 132 ( ค.ศ. 744 – 749 )


1. มูอาวียะฮ์ บิน อะบีซุฟยาน ( ฮ.ศ. 41-60 ค.ศ. 661-680 ) 

ท่านมีชื่อเต็มว่า มูอาวียะฮ์ บิน อะบีซุฟยาน บิน ฮัรบฺ บิน อุมัยยะฮ์ บิน อับดิชชัมสฺ บิน อับดิลมานาฟ บิน ก็อยซฺ มารดาชื่อฮินดฺ บินติ อุกบะฮ์ บิน รอบีอะฮ์ บิน อับดิชชัมสฺ บิน อัลดิลมานาฟ

ท่านเกิดในนครมักกะฮ์ ก่อนที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จะถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสดา 5 ปี และได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามพร้อมกับบิดา มารดา และพี่ชายของเขา ขณะนั้นเขามีอายุได้ 25 ปี และท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นอาลักษณ์ทำการบันทึกอัลกุอาน ท่านคอลีฟะฮ์อุมัร ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองประเทศชามส่วนหนึ่ง ต่อมาท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ปกครองดินแดนชามทั้งหมด หลังจากที่ท่านคอลีฟะฮ์อุษมานได้เสียชีวิตลง มุอาวียะฮ์ได้แยกอาณาจักรชามเป็นอิสระ และหลังจากที่เขาสามารถสถาปนาอาณาจักรอุมัยยะฮ์ได้แล้ว ก็ได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรอิสลามจากนครมาดีนะฮ์ไปอยู่ที่นครดามัสกัส ในประเทศชาม 

ท่านมุอาวียะฮ์ เป็นผู้ที่มีสติปัญญาปราดเปรื่อง มีสายตาอันกว้างไกล มีความสุขุม มีความชำนาญทางด้านการเมือง และมีความสุภาพอ่อนโยน ทั้งนี้เนื่องจากว่าความสุภาพอ่อนโยน เป็นคุณลักษณะของหัวหน้าเผ่าต่างๆ ของอาหรับ ท่านสามารถข่มความรู้สึกได้ เมื่อได้รับการพูดจาถากถาง หรือบริภาษจากผู้อื่น พร้อมกับได้ให้อภัยในส่วนที่ควรให้อภัย มุอาวียะฮ์รู้ดีว่าตัวของท่านเองและบรรดาวงศ์วานของท่านไม่สมควรได้คัดค้านการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่าน โดยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ท่านจะต้องปฏิบัติกับประชาชนด้วยความสุภาพอ่อนโยน มีสัมมาปฏิบัติและแสดงออกถึงความโอบอ้อมอารีเพื่อว่าจะได้จับผู้ที่เป็นศัตรูต่อท่านและเพื่อที่ท่านจะได้จ่าย ทรัพย์สินเงินทองเพื่อปิดปากและยุติการทำร้ายของพวกเขาเหล่านั้น ด้วยการดำเนินนโยบายอันแยบยลของมุอาวียะฮ์เช่นนี้ ประชาชนทั้งหลายจึงยุติการกล่าววิจารณ์ และยอมรับการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่าน

ถึงจะอย่างไรก็ตาม มุอาวียะฮ์ก็มิได้ละเลยกิจการของอิสลามและรัฐแต่ประการใด ท่านได้ทำการขยายดินแดนของอาณาจักรอิสลามออกไปอีก พร้อมกับได้แต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสม มีความสามารถ และมีความชำนาญให้ทำการบริหารตำแหน่งต่างๆในอาณาจักรอิสลาม ท่านได้คัดเลือกผู้ปกครองที่มีความเชี่ยวชาญ ทำให้เขาเหล่านั้นบริหารอาณาจักรอิสลามด้วยความเด็ดเดี่ยว บริสุทธิ์ใจ และมีสมถะ จึงให้ความผาสุก และความสงบแผ่ไปทั่วอาณาจักรอิสลาม 
มุอาวียะฮ์เป็นชาวอาหรับแท้ ซึ่งแสดงออกให้ปรากฏทางด้านอุปนิสัยและความประพฤติของท่าน ท่านชอบใช้ชีวิตแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัยหรือเครื่องนุ่งห่ม มีผู้กล่าวว่า ท่านรับประทานอาหารมาก คำพูดนี้เป็นความจริงเพราะว่าท่านเป็นคนอ้วน แต่ทว่าการรับประทานอาหารมากของท่านก็เป็นเช่นเดียวกับอาหารที่ท่านได้เคยรับประทานมาก่อน มิได้เป็นอาหารที่ดีเลิศกว่านี้แต่ประการใด สิ่งที่ท่านชอบรับประทานคือ ขนมปังหยาบ เนื้อต้ม และเนื้อย่าง 

การปกครองของอาณาจักรมุอาวียะฮ์นั้น ท่านไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา ถึงแม้ว่าท่านได้ทำการปกครองประเทศเป็นระยะเวลานานก็ตาม แต่ทว่าระเบียบการปกครองท่านเป็นไปอย่างง่ายๆ ท่านจะเปิดประตูรับประชาชนทุกคนที่ปรารถนาจะเข้าไปพบ เพื่อส่งเรื่องราวร้องทุกข์ตามที่เขาปรารถนา น้อยคนนักที่มาเยือนท่าน และกลับออกไปโดยมิได้รับของขวัญติดมือ ถึงแม้ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นศัตรูกับท่านก็ตาม ท่านได้ปูนบำเหน็จให้กับสาวกของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บรรดาลูกๆของเขาเหล่านั้น บรรดาผู้นำของเผ่าต่างๆ และบรรดานักปราชญ์อย่างมากมาย 

คุณลักษณะและอุปนิสัยของท่าน 

ท่านเป็นคนที่รูปร่างสูง ผิวขาว ใบหน้ากลม ดูสง่าน่าเกรงขาม ท่านเป็นผู้ที่มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม เป็นผู้มีความรู้ กล้าหาญ เข้มแข็ง มีความความอดทนอย่างสูง มีจุดยืนที่มั่นคง คล่องแคล่ว อ่อนโยนในสิ่งที่ควรอ่อนโยน และแข็งข้อในสิ่งที่ควรแข็ง แต่ความอ่อนโยนของท่านนั้นสามารถเอาชนะความแข็งกระด้างได้ ท่านเป็นผู้มีความให้อภัยผู้อื่น ชอบบริจาคทรัพย์สิน 

จุดเด่นของคอลีฟะฮ์มุอาวียะฮ์ 

1. มุอาวียะฮ์ คือคอลีฟะฮ์ที่ถูกบอกข่าวโดยท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม 
         จากอับดุลมาลิก บิน อับดุลมาลิก ได้กล่าวว่า : มุอาวียะฮ์ได้กล่าวว่า : ฉันเคยอยากเป็นคอลีฟะฮ์ตั้งแต่ท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : “ โอ้ มุอาวียะฮ์ เมื่อไรเจ้าได้เป็นผู้ปกครอง เป็นสิ่งที่ดียิ่ง ” 

2. มุอาวียะฮ์คือคอลีฟะฮ์ที่เชี่ยวชาญ 
         จากอิบนิ มุลัยกะฮ์ : ได้กล่าวว่า ได้มีคนกล่าวแก่อิบนิ อับบาส ว่า : ท่านเคยรู้เรื่องของมุอาวียะฮ์บ้างไหม เขาไม่เคยทำการละหมาดวิตรฺ นอกจากหนึ่งรอกะอัตเท่านั้น. ท่านได้กล่าวว่า : “ เขาคือเชี่ยวชาญ ” 

3. มุอาวียะฮ์คือศอฮาบะฮ์ที่ถูกดุอาอฺโดยท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม 
         จากอับดุรเราะห์มาน บิน อมีเราะฮ์ จากท่านนบี ได้กล่าวแก่มุอาวียะฮ์ว่า : 
“ اللهم اجعله هاديا مهديا ” หมายความว่า : “ โอ้ พระเจ้าของฉัน จงทำให้เขาเป็นผู้ชี้นำ และได้รับทางชี้นำ ” 

4. มูอาวียะฮ์เป็นผู้เขียนวะฮฺยู 
อบูซุฟยานได้ขอจากท่านท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ให้แต่งตั้งมูอาวียะฮ์ เป็นผู้เขียนต่อหน้าเขา ดังนั้นท่านรซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ตอบรับคำขอนั้น. 

การขยายดินแดนในสมัยของมุอาวียะฮ์ 

มุอาวียะฮ์มีทัศนะว่า หนทางที่จะทำให้บรรดามุสลิมละทิ้งความสนใจต่อกิจการภายในอาณาจักรอิสลามและปัญหาพิพาทกันเกี่ยวกับผู้มีสิทธิในการดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ คือ การส่งให้เขาเหล่านั้นออกไปพิชิตและแผ่ขยายอาณาจักรอิสลาม ทำให้อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่เกรงขามของข้าศึก และทำให้ตำแหน่งของท่านมีความมั่นคงขึ้นท่ามกลางผู้ที่นิยมในตัวท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ด้วยสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีการจัดตั้งกองทัพเรือขึ้นในอาณาจักรอิสลามพร้อมกับมีการเพิ่มจำนวนเรือ ทหารเรือและจัดการปรับปรุงกำลังทหารของอิสลามให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ก็ได้มีการจัดระเบียบการรับราชการทหารขึ้น โดยมีชื่อว่า “ ภาคร้อน ภาคหนาว ” ตามนัยนี้ หมายถึงการจัดตั้งกำลังทหารขึ้น โดยทำหน้าที่รักษาเขตแดนของอาณาจักรอิสลามให้พ้นจากการโจมตีและรุกรานของข้าศึก  ซึ่งมีอยู่เสมอ ทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว ทำให้กำลังทหารของมุสลิมมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพื่อการทำการสงคราม ณ ที่นี้ เราจะกล่าวถึงการพิชิตของเขาเหล่าทหารมุสลิมในสมัยมุอาวียะฮ์พอเป็นสังเขป 

ก.- การพิชิตดินแดนทางภาคตะวันออก 

ในสมัยของคอลีฟะฮ์อุมัร บิน ลคอฏฏ๊อบ บรรดามุสลิมได้แผ่ขยายดินแดนออกไปจนเกือบจะถึงพรมแดนของประเทศปากีสถานในปัจจุบัน บรรดาประชาชนในสมัยนั้นยังคงเคารพบูชาไฟ และรูปเจว็ด และเขาเหล่านั้นได้แสดงความกระด้างกระเดื่องไม่ยอมอ่อนน้อมต่อมุสลิม ขณะที่ได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างมุอาวียะฮ์และคอลีฟะฮ์อะลี โดยเหตุนี้จึงได้มีคำสั่งให้ทำการปราบปราม เพื่อให้เขาเหล้านั้นอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้โดยการจัดส่ง อับดุลลอฮฺ บิน เซาวาร ยกกองทัพไปทางทิศตะวันออก 2 ครั้ง สามารถพิชิตรัฐสินธ์ คือ ปากีสถานในปัจจุบันได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้จัดส่ง อัลมุลฮับ บิน อะบีซ๊อฟเราะฮ์ อัล-อัซดีย์ ให้คุมกำลังทหารมุสลิมจำนวนมากไปยังภาคตะวันออก ซึ่งสามารถพิชิตแคว้นสินธ์ได้ทั้งหมด และได้เข้าไปยังเมืองลาโฮร์ พร้อมกับปรับปรุงเมืองนี้ให้เป็นเมืองมุสลิม 
หลังจากนั้นมุอาวะยะฮ์ได้ส่งก็อยสฺ บิน อัล ฮัยซัม ไปพิชิตทางภาคตะวันออกของเมืองคูรอซาน โดยบุกเข้าไปในเมือง บัลคฺ (بلخ) ซึ่งอยู่ในอัฟกานิสถานในปัจจุบันและได้ทำการสร้างมัสยิดขึ้น ต่อจากนั้นก็ได้พิชิตเมืองเฮราต ( هراة ) โดยอับดุลลอฮฺ บิน ฮาชิม ตลอดจนเมืองอื่นอีก เช่น บุคอรอ ( بخارى ) และสมารกอนดฺ (سمرقند ) 

การปรับปรุงกองทัพเรือของมุสลิม 

มุอาวียะฮ์ได้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวางต่อกองทัพเรือและการทำสงครามทางเรือนับตั้งแต่ท่านเป็นผู้ปกครองเมืองชามสมัยคอลีฟะฮ์อุมัร บิน คอฏฏ๊อบ ท่านได้จัดตั้งกองทัพเรือขนาดใหญ่ และได้พิชิตเกาะต่างๆ เช่น เกาะโรดส์ และเกาะไซปรัส 
นอกจากนี้ มุอาวียะฮ์ยังได้จัดตั้งอู่ต่อเรือตามท่าเรือต่างๆ เช่นที่เมืองซูร ซอยดา อัสกอลาน และกาซา และบรรดาท่าเรือที่อียิปต์ เช่น ดิมยาฎ และอเล็กซานเดรีย ท่านได้ให้ความสนใจต่อเรือรบ และฝึกซ้อมเหล่าทหารมุสลิมให้มีความชำนาญในการสงครามทางทะเล เมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ ก็ได้ให้ความสนใจทางด้านกองทัพเรือของมุสลิมในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนมากยิ่งขึ้น และได้ทำให้จำนวนเรือรบของมุสลิมมีถึง 100 ลำ

ข. - ความพยายามในการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล 

ในปี ฮ.ศ.48 (ค.ศ.668) มุอาวียะฮ์ได้จัดเตรียมกองทัพทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อทำการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยให้ซุฟยาน บิน เอาฟฺ เป็นแม่ทัพ        กำลังทหารของมุสลิมได้เดินทางไปจนถึงกำแพงเมืองของกรุงคอนสแตนติโนเปิล และได้ทำการสู้รบกับพวกโรมันไบเซ็นตีนอย่างรุนแรง แต่ไม่สามารถพิชิตเมืองนี้ได้ เพราะว่ากำแพงเมืองมึความแข็งแรงมาก ประกอบด้วยขณะนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกมาก นอกจากนั้น พวกโรมันไบเซ็นติน ยังได้ใช้อาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า “ ปีนไฟของกรีก ” ระดมยิงมายังเรือของมุสลิม ทำให้เรือเกิดไฟไหม้และเสียหายอย่างใหญ่หลวง บรรดามุสลิมจึงประสบความปราชัยอย่างย่อยยับและต้องถอยทัพกลับ

ค- การพิชิตอัฟริกา 

ในปี ฮ.ศ.50 (ค.ศ. 670) มุอาวียะฮ์ได้จัดส่งกำลังทหารจำนวน 10,000 คน ไปให้กับอุกบะฮ์ บิน นาเฟียะอฺ ผู้ปกครองบัรเกาะฮ์ ตั้งแต่สมัยของอัมรฺ บิน อาศ เป็นผู้ปกครองอียิปต์ เพื่อให้ทำการพิชิตอัฟริการตะวันตก อุกบะฮ์จึงพากำลังทหารของมุสลิมบุกเข้าไปยังอัฟริกา และสามารถพิชิตดินแดนส่วนนั้นได้จนถึงตูนีเซียในปัจจุบัน ขณะที่ทำการพิชิตดินแดนส่วนนี้นั้น พวกเบอร์เบอร์ จำนวนมากได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่อย่างไรก็ตามบรรดามุสลิมต้องประสบกับอุปสรรคอย่างมากมายหลังจากที่ได้ทำการพิชิตอัฟริกา ทั้งนี้เนื่องจากดินแดนนี้อยู่ใกล้กับเกาะซิชิลี จึงทำให้พวกโรมันสามารถจัดส่งเสบียงสัมภาระมาให้กำลังทหารของตนได้อย่างสะดวก นอกจากนี้แล้วพื้นเพทางภูมิศาสตร์ของอัฟริการเป็นภูเขาจึงทำให้พวกเบอร์เบอร์หลบซ่อนตัวอยู่แถบหุบเขาเพื่อซุ่มดักโจมตีกำลังทหารของมุสลิม โดยเหตุนี้การพิชิตอัฟริกาโดยสมบูรณ์จึงใช้เวลามากกว่า 60 ปี 

เมื่ออุกบะฮ์สามารถเอาชนะเบอร์เบอร์ได้แล้ว จึงได้ยกทัพลงไปทางตอนใต้ของตูนีเซียและได้จัดสร้างเมืองก็อยรอวาน ขึ้นไปในปี ฮ.ศ.55 โดยเป็นเมืองแรกที่มุสลิมได้จัดสร้างในอัฟริกา เป็นเมืองที่สี่ที่มุสลิมได้จัดสร้างขึ้นหลังจากกุฟะฮ์ บัสเราะฮ์ และฟุสฏ๊อฏ การสร้างเมืองก็อยรอวาน ดำเนินไปเป็นเวลา 5 ปี จึงเสร็จเรียบร้อย และได้มีการจัดสร้างมัสยิดญามิอฺขึ้นด้วย ซึ่งถือได้ว่ามัสยิดหลังนี้เป็นมัสยิดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอิสลาม 

ด้วยการสร้างมัสยิด ทำให้ก็อยรอวานกลายเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามภาคตะวันตกของทวีปอัฟริกา และเป็นที่ป้องกันภัยของมุสลิมจากการโจมตีของเบอร์เบอร์

การมอบอำนาจการเป็นคอลีฟะฮ์ของมุอาวียะฮ์ให้แก่ยาซีดผู้เป็นบุตร 

มุอาวียะฮ์มีความเห็นว่า ควรแต่งตั้งให้ยาซีดผู้เป็นบุตรดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์สืบต่อไป และจำกัดอำนาจการปกครองอาณาจักรอิสลามแก่บุคคลภายในตระกูลของตน โดยเหตุนี้เขาจึงเริ่มทำการโฆษณาชวนเชื่อในหมู่ประชาชนโดยทั่วไปถึงข้อดีเกี่ยวกับการกระทำเช่นนี้ ทั้งนี้โดยอาศัยบรรดาผู้ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์อุมัยยะฮ์เป็นสื่อกลาง ด้วยการใช้วิธีเช่นนี้จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบต่อการคัดเลือกให้ยาซีดดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์สืบต่อไป และเนื่องจากความหวั่นเกรงต่อความยุ่งเหยิงอันอาจจะเกิดขึ้นอีก หลังจากมุอาวียะฮ์สิ้นชีวิตไป โดยมิได้แต่งตั้งให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์แทน บรรดาหัวเมืองต่างๆจึงได้จัดส่งคณะผู้แทนมาขอร้องให้มุอาวียะฮ์จัดการให้สัตยาบันแก่ยาซีดเพื่อให้ดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งมุอาวียะฮ์ก็เห็นชอบด้วย โดยที่ท่านก็มีเจตนารมณ์ที่จะกระทำเช่นนั้นอยู่แล้ว โดยเหตุนี้การให้สัตยาบันทั่วไปแก่ยาซีดจึงเกิดขึ้น โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเลยนอกจากชาวฮิญาซ ( حجاز ) ดังนั้นมุอาวียะฮ์จึงเดินทางไปยังแคว้นฮิญาซเพื่อบีบบังคับให้อับดุลลอฮฺ บิน อุมัร,อับดุลลอฮฺ บิน ซุเบร, อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส และอัล-หุเซน บิน อะลี ให้การสัตยาบันต่อการเป็นคอลีฟะฮ์ของยาซีด ดังนั้นจึงเป็นคอลีฟะฮ์ของอาราจักรอิสลามสืบต่อจากผู้เป็นบิดา ขณะที่บิดาของเขายังมีชีวิตอยู่

การเสียชีวิต 

มูอาวียะฮ์ได้เสียชีวิตในเดือนรอญับ ปีที่60 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ด้วยอายุ 78 ปี ที่เมืองซีเรีย เนื่องด้วยถูกโรคร้าย หลังจากที่ปกครองอาณาจักรอิสลามนานถึง 20 ปี

เศาะลาฮุดดีน อัล อัยยูบียฺ วีรบุรุษผู้ปลดปล่อยเยรูซาเล็ม

บุล อิซซฺ  เรียบเรียง

เศาะลาฮุดดีนมีชื่อเต็มว่า เศาะลาฮฺ อัด-ดีน ยูซุฟ อิบนุอัยยูบ เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า อัลมาลิก อันนาศิรฺ เศาะลาฮฺ อัด-ดีน ยูซุฟ เป็นสุลต่านปกครองอียิปต์ ซีเรีย เยเมน และปาเลสไตน์เป็นผู้ก่อตั้งราชวงค์อัยยูบี เป็นบุคคลสำคัญในการต่อต้านพวกครูเสดจนสามารถจนสามารถปลดปล่อยเยรูซาเล็มจากการปกครองของพวกแฟรงก์ และนำความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญให้แก่คริสเตียนในสงครามครูเสดครั้งที่สามด้วยความอัจฉริยภาพที่มีอยู่ในตัวท่าน
        
เศาะลาฮุดดีนมาจากครอบครัวชาวเคิร์ดที่มีเกียรติ ในคืนที่ท่านเกิดนั้นบิดาของท่านคือนัจญมุดดีน อัยยูบ ได้พาครอบครัวอพยพไปยังเมืองฮะลัป(Aleppo)ซึ่งขณะนั้นมีนูรุดดีนซังกีมุสลิมเชื้อสายเติร์กเป็นผู้ปกครองดินแดนทางตอนเหนือของซีเรีย ท่านใช้ชีวิตในวัยเด็กที่บะอัลบักและดามัสกัส ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาหมดไปกับการศึกษาวิชาการศาสนาโดยเรียนวิชาการด้านการทหารอยู่บ้าง ท่านทำงานครั้งแรกด้วยการเข้าร่วมทัพกับลุงของท่าน อะซาดุดดีน ชิรฺกุฮฺซึ่งเป็นแม่ทัพคนสำคัญของอามีรฺ นูรุดดีน ซังกี เมื่อครั้งที่ชิรฺกูฮนำกองทัพเข้าสู่อียิปต์ตามคำร้องของเคาะลีฟะฮฺ อัลอาฏิดที่อยู่ในอียิปต์เพื่อต่อต้านพวกครูเสดที่บุกเข้ามาและจัดการกับชาวุรฺอุปราชของอียิปต์ที่ร่วมมือกับพวกครูเสดดังกล่าว เมื่อชิรฺกุฮฺยกทัพไปถึงชานเมืองพวกครูเสดจึงล่าถอยออกไป จากนั้นเคาะลีฟะฮฺได้สำเร็จโทษชาวุรและแต่งตั้งชิรฺกุฮฺเป็นอุปราชแทน หลังจากนั้นเพียงสองเดือนชิรฺกุฮฺซึ่งเป็นลุงของเศาะลาฮุดดีนก็เสียชีวิตลง ตำแSample Imageหน่งอุปราชจึงตกเป็นของเศาะลาฮุดดีนแทน โดยมีนามตามตำแหน่งว่า อัลมาลิกอันนาศิรขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 31 ปี 
         
ในปีค.ศ. 1171 ท่านได้ยกเลิกตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์ฟาติมิยะฮฺซึ่งเป็นชีอะฮฺ และได้นำแนวทางซุนนะฮฺโดยเริ่มจากการปลดผู้พิพากษาชีอะฮฺออกจากตำแหน่งแล้ว แต่งตั้งผู้ที่ยึดมั่นในแนวทางซุนนะฮฺ และได้จัดตั้งโรงเรียนต่างๆซึ่งส่วนใหญ่สอนตามแนวมัซฮับชาฟิอีย์ทั้งใน อียิปต์ เยรูซาเล็มและดามัสกัส ถึงแม้จะมีอำนาจสูงสุดในอียิปต์แต่ท่านก็ยังคงยอมอยู่ภายใต้อำนาจของนูรุดดี น จนกระทั่งอามีรฺนูรุดดีนเสียชีวิตในปีค.ศ.1174 เศาะลาฮุดดีนจึงรวบซีเรียมาอยู่ในอำนาจเพื่อคุมเชิงพวกคริสเตียนในเอธิโอเปียไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับพวกครูเสด แต่ท่านยังคงยอมรับในอำนาจการปกครองเคาะลีฟะฮฺแห่งอับบาสิยะฮฺ ช่วงนี้ท่านจึงกลายเป็นสุลต่านและรวบรวมมุสลิมที่อยู่ในซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ และอัลญะซีเราะฮฺ(ตอนเหนือของอิรัก)ให้เป็นหนึ่งเดียว ชื่อเสียงของท่านเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นนักรบที่กล้าหาญ เฉลียวฉลาดมีความยุติธรรม โอบอ้อมอารีในการปฏิบัติแก่ผู้แพ้ เป็นที่ยกย่องแม้แต่ศัตรูจนถึงขนาดที่ว่าพวกค็อปติก(คริสเตียนออทอดอกซ์ใน อียิปต์)เอารูปวาดของเศาะลาฮุดดีนวางไว้ที่แท่นบูชาในโบสถ์ ท่านเป็นคนที่มุ่งมั่นในการญิฮาด เป็นคนอุปถัมภ์วิทยาการ และส่งเสริมอุลามาอ์ให้สร้างสถานศึกษา มัสญิดตลอดจนสร้างโรงพยาบาล ส่งเสริมการเขียนหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการญิฮา ด ท่านพยายามที่จะสร้างอาณาจักรในแบบเดียวกับที่บรรพชนในศตวรรษแรกๆของอิสลาม ได้สร้างไว้ซึ่งปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่
         
ท่านปรับปรุงกองทัพโดยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความมีระเบียบวินัยมากกว่าการจ้างคนใหม่ๆหรือสร้างเทคนิคใหม่ๆ ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1187  ด้วยจิตวิญญาณอันยอดเยี่ยมของเหล่าทหารของเศาะลาฮุดดีน และการวางกลอุบายอันชาญฉลาดของท่านทำให้กองทัพคริสเตียนตกอยู่ในกับดักและ ความหิวกระหายจนสามารถจัดการกับพวกเขาที่สมรภูมิฮิตตินได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผลจากสงครามครั้งนี้ทำให้ชื่อของท่านเป็นที่หวาดกลัวแก่พวกครูเสด พวกเขาถือว่าไม่เป็นความละอายที่จะยอมอ่อนข้อต่อท่าน จากนั้นเมืองอักกา เบรุต ซีดอน นาซาเรท กีซาเรีย นับลุส โตรอน ยัฟฟา อัสโกลอนต้องยอมแพ้แก่มุสลิมภายในเวลาเพียงสามเดือน
         
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของท่านกับความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของคริสเตียนเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1187 เมื่อบัยตุลมักดิศ(เยรูซาเล็ม)ต้องยอมแพ้แก่กองทัพของสุลต่านหลังจากต้องตกอยู่ในกำมือของพวกแฟรงก์เป็นระยะเวลา 88 ปีนับจากการยึดครองในสมัยสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เศาะลาฮุดดีนปฏิบัติต่อเชลยเป็นอย่างดี ท่านได้ปล่อยเชลยจำนวนมากที่ไม่สามารถหาเงินมาไถ่ตัวได้ และยังใช้เงินส่วนตัวไถ่พวกเชลยเหล่านี้ โดยไม่มีการสังหารเชลยแต่อย่างใด ภาพที่ท่านและกองทัพมุสลิมแสดงต่อพวกครูเสดตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับที่พวก เขาเหล่านี้ได้เคยสับมุสลิม แหวะหัวใจเด็ก ฟันขาเหวี่ยงไปในอากาศ บังคับให้มุสลิมกระโดดจากที่สูง ในสมัยที่พวกเขายึดเยรูซาเล็มช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เวลานั้นมุสลิมถูกสับจนเลือดไหลนองท่วมหัวเข่าม้าของพวกเขา  
         
การยึดเยรูซาเล็มกลับคืนมาของเศาะลาฮุดดีนได้ทำให้พวกครูเสดในยุโรปรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อจะยึดเยรูซาเล็มคืน อันเป็นการประกาศสงครามครูเสดครั้งที่สาม กองทัพครูเสดครั้งนี้มีผู้นำคือกษัตริย์ริชาร์ด(ใจสิงห์)แห่งอังกฤษ กษัตริย์ฟิลิป ออกัสตัสแห่งฝรั่งเศส และกษัตริย์เฟดเดอริค บาร์บาโรซซ่าแห่งเยอรมันเป็นผู้นำ แต่ปรากฏว่ากษัตริย์เฟดเดอริคจมน้ำตายขณะข้ามแม่น้ำสายหนึ่ง กองทัพเยอรมันจึงไม่มีโอกาสสู้รบกับมุสลิม อย่างไรก็ตามกองทัพทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาสงบศึก ณ เมืองร็อมละฮฺ ในวันที่ 2 พฤษจิกายน ค.ศ. 1192 โดยชายฝั่งใกล้เมืองอักกาและบริเวณโดยรอบตกเป็นของพวกครูเสด และเศาะลาฮุดดีนยินยอมให้คริสเตียนเดินทางไปสู่เยรูซาเล็ม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่นำอาวุธเข้าไป สัญญาฉบับนี้เป็นการสิ้นสุดสงครามครูเสดครั้งที่สาม 
         
เมื่อสงครามยุติลง เศาะลาฮุดดีนได้ยกกองทัพไปตรวจเมืองต่างๆและซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย และได้กลับมาพักกับครอบครัวที่นครดามัสกัส หลังจากที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนหลังม้าท่านก็ได้จากโลกนี้ไปในวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1193 สหายของท่านพบว่าผู้ปกครองของมุสลิมที่ยิ่งใหญ่และมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้ทิ้งทรัพย์สินไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่พอแม้แต่จะใช้เพื่อจัดการกับศพของตัวท่าน
...............................         
คัดลอกจาก
http://www.fityah.com/index.php?option=com_content&task=view&id=535&Itemid=33


วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จุดยืนของกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลากับยิวสัญชาติสเปน

บทความโดย : อะห์หมัดมุสตอฟา โต๊ะลง

ในปี ค.ศ.1492 (ฮ.ศ.898) สเปนอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลา ซึ่งทั้งสองพระองค์เป็นคริสต์นิกายคาโธลิค และมีความคลั่งใคร่ต่อการเป็นคริสเตียนเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันทั้งสองก็รู้สึกโกรธชาวยิว เนื่องจากพวกเขาตั้งตนเป็นศัตรูกับอีซา (เยซู) และไม่ยอมรับว่าอีซาเป็นศาสดา พวกยิวถือว่าอีซาตกศาสนาด้วยการไปสักการะรูปเจว็ด ดังที่พวกยิวได้ยกหลักฐานจากคัมภีร์แทลมูดซึ่งมีใจความว่า “แท้จริงเยซูนาซีเรียอยู่ในคลื่นของนรกที่อยู่ระหว่างน้ำมันดินกับไฟนรก...” และพวกยิวยังกล่าวหาว่า มารดาของอีซาผิดประเวณีกับนายทหารนามว่า บันดารอ ส่วนโบสถ์คริสต์ในทัศนะคติของยิวก็คือสถานที่ที่สกปรกโสมม และผู้ให้คำตักเตือนในโบสถ์เปรียบดังสุนัขที่ห่าหอน

และสาเหตุที่พวกยิวสังหารเยซูเพราะมีความเชื่อที่คล้อยตามคำสั่งสอนที่อยู่ในคัมภีร์แทลมูด คำปฏิญาณที่ยิวได้ยืนให้ปฏิญาณต่อหน้าเยซูไม่ใช่คำปฏิญาณที่ถูกต้อง พวกยิวถือว่าจำเป็นที่จะต้องกล่าวสาปแช่งหัวหน้านิกายของศาสนาคริสต์และบรรดากษัตริย์ทั้งหมดที่แสดงออกถึงการเป็นศัตรูกับเชื่อสายอิสราเอล

ด้วยเหตุนี้เอง กษัตริย์และราชินีแห่งสเปนจึงต้องการที่จะทำให้ยิวและพฤติกรรมของพวกเขาที่ต้องการทำลายล้างคริสเตียนที่แฝงตัวอยู่ภายใต้ม่านแห่งความรู้และปราชญาหมดไป ดังนั้นกษัตริย์ฟาร์ดินานด์จึงได้เรียกร้องโดยบังคับให้พวกยิวเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ

ในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ.1492 (ซึ่งตรงกับ ฮ.ศ.898) กษัตริย์ฟาร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลาทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้เนรเทศยิวออกจากสเปน โดยมีใจความว่า “ยิวทั้งหมดที่อยู่ในประเทศนี้นอกจากยิวที่ได้รับการพรมน้ำเพื่อล้างบาป (เข้ารับนับถือศาสนาคริสต์) ไม่ว่าจะตั้งหลักปักฐานอยู่หรืออยู่ชั่วคราว จำเป็นแก่พวกเขาจะต้องละทิ้งสเปนไปภายในระยะเวลาไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.1492 และห้ามที่จะย่างก้าวกลับเข้าสู่สเปนอีก บุคคลใดฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษและจะต้องถูกประหารชีวิต จำเป็นแก่พวกเขาจะต้องเก็บสำภาระให้หมดภายในช่วงนี้ และอนุญาตให้นำเอาสังหาริมทรัพย์และสัญญาขอตกลงด้านธุรกิจไปได้ โดยมิอนุญาตให้นำเอาเงินตราจำพวกเงินและทองไปด้วย
ยิวบางคนที่มีหน้ามีตาในสังคม มีฐานะร่ำรวย เช่น นาย อับราฮัม ซันยูร นาย อิสฮาก อิบรอบาเนล พยายามที่จะจ่ายทรัพย์สินจำนวนมากให้กับกษัตริย์ฟาร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลา เพื่อให้ทั้งสองพระองค์ถอดทอนพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งสองพระองค์ก็ทรงปฏิเสธขอเสนอดังกล่าว

บรรดายิวชั้นอาวุโสไม่สามารถที่จะชักจูงให้กษัตริย์และราชินีทรงยกเลิกพระราชกฤษฎีกาในการขับไล่ยิวออกจากสเปนได้

ในระหว่างนี้ ยิวบางคนได้ทำการเผาบ้านของพวกเขาเพื่อเรียกร้องค่าประกัน บางคนถอนตัวออกจากตำแหน่งเทศาภิบาลของประเทศสเปน และชาวคริสต์ก็ได้เข้ามาเปลี่ยนสถานสักการะของยิวให้เป็นโบสถ์คริสต์ โยกย้ายหลุมฝังศพยิวให้ไปอยู่กลางทุ้งหญ้า

ในช่วงเวลาดังกล่าว ราชินีอิซาเบลลาได้ทำการจัดตั้งศาลเฉพาะกิจเพื่อตัดสินชาวยิวเป็นการเฉพาะ ซึ่งศาลดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า “ศาลตรวจสอบ” ในขณะที่ได้มีการยืนยันว่าชาวยิวส่วนใหญ่ได้กล่าวอ้างถึงความหลอกลวงของโบสถ์คริสต์ อีกทั้งยังเป็นที่ฝึกอบรมหลักความเชื่อของยิวอย่างลับๆ ปรากฏว่าเป้าหมายของการจัดตั้งศาลตรวจสอบนี้ขึ้นมาก็เพื่อตัดสินผู้ที่ออกนอกศาสนาคริสต์ในชั้นต้น เพื่อให้ชาวยิวที่เข้าศาสนาคริสต์รุ่นที่สองหรือรุ่นที่สามลืมความเป็นยิวรุ่นก่อนๆไป จนทำให้ยิวจำนวนเกือบ 235,000 คนในสเปนกลายมาเป็นคริสเตียน

ในช่วงเวลานั้น ฟาร์ดินานด์ได้ประกาศว่า ยิวได้ใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่เข้ารับถือศาสนาคริสต์ในหมู่พวกเขา และพยายามที่จะฉุดรั้งพวกเขากลับมาเป็นยิวอีกครั้ง ในที่สุดการปฏิวัติของยิวก็ได้สิ้นสุดลงในสภาพที่ยิวจำนวนห้าหมื่นคนเข้าศาสนาคริสต์ และอีกมากกว่าหนึ่งแสนจากยิวที่อพยพออกจากสเปนไป (อ้างอิง: เวล ดิวรอนต์ 25/93 เล่มที่ 6)

ผู้ถูกเนรเทศเดินทางออกจากสเปนไป บ้างก็ขี่ม้า บ้างก็ขี่ลา หรือไม่ก็เดินทางด้วยเท้า ชาวคริสต์ได้ยื่นข้อเสนอให้กับผู้ถูกเนรเทศให้เข้าพิธีล้างบาปและเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธจากชาวยิว โดยที่พวกเขายืนยันว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าจะนำทางพวกเขาไปยังพื้นแผ่นดินที่ถูกสัญญาไว้ให้กับพวกเขา โดยที่พวกเขามีความหวังว่าพระเจ้าจะเปิดทางทะเลให้พวกเขาได้เดินผ่านไปเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้เคยทำเช่นนี้กับบรรพบุรุษของพวกเขาในสมัยโมเสส (ศาสดามูซา) เมื่อการคาดการที่ผิดพลาดนี้ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาต้องกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง พวกเขาจึงได้รับภัยอันตรายจากการที่พวกเขาอพยพโดยทางเรือไปยังเมืองที่พวกเขาต้องการอพยพไป พายุได้ทำให้กองเรือของพวกเขาที่มีอยู่จำนวน 15 ลำต้องแตกกระจาย พวกเขาต้องผ่านความยากลำบากนานัปการ เรือที่บรรทุกยิวจำนวน 50 คนได้ถูกโจมตีใกล้กับเมืองซอกเรีย พวกเขาถูกตัดสินให้จำคุกเป็นระยะเวลา 2 ปี ต่อมาก็ได้ถูกขายเป็นทาส บางก็ถูกเผาทั้งเป็น มีบางคนกล่าวว่า “ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ยิวจำนวน 280 คนถูกเผาในเมืองเอชบีเลีย (อ้างอิง: ชาเฮน มากาเรย์ส หน้าที่ 619)

การขับไล่ยิวจำนวน 3 แสนคนออกจากสเปนได้เกิดขึ้น พวกเขาทั้งหมดเดินทางไปยังเมืองต่างๆในประเทศอิสลามและยุโรปตอนเหนือ (อ้างอิง: มีกาเอล ซาฟีย์, ประวัติศาสตร์, กระทรวงศึกษาธิการอิสราเอล หน้าที่ 198) พวกเขามุ่งหน้าโดยอพยพไปยังโปรตุเกส อิตาลี โมร็อคโค ฝรั่งเศส และราชาอาณาจักรออตโตมาน 

ช่วงเวลาดังกล่าวโปรตุเกสเล็งเห็นข้อเสียต่างๆอย่างมากของผู้อพยพชาวยิว เพราะพวกเขาอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนถึง 80,000 คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้กษัตริย์โปรตุเกส (จอนที่ 2) หวั่นกลัว พระองค์ทรงกักกันยิวมิให้เดินทางไว้เป็นระยะเวลา 8 เดือน และพระองค์ก็ทรงออกคำสั่งให้ทหารจับตัวเด็กๆชาวยิวที่มีอายุครบ 14 ปี และให้พวกเด็กๆอาศัยอยู่ในเมืองนี้ เพื่อทำให้พวกเด็กๆเป็นคริสเตียน ดังนั้นหญิงที่ไม่ต้องการให้ลูกๆของตนต้องกลายไปเป็นคริสต์ จำต้องนำลูกปล่อยลอยไปในลำคลองและแม่น้ำ (อ้างอิง:ชาเฮน มากาเรย์ส ประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล หน้าที่ 620)

เมื่อโรคระบาดได้แผ่กระจายในหมู่ชาวยิว เป็นสาเหตุทำให้โรคได้แผ่กระจายไปสู่ชาวคริสต์ ประชาชนโปรตุเกสต้องการขับไล่ชาวยิวออกไปจากเมืองของตนโดยเร็ว เพราะกลัวว่าโรคระบาดจะกระจายไปทั่วโปรตุเกส กษัตริย์เลือกทางที่จะอพยพชาวยิวซึ่งเป็นทางที่ง่ายและกดขี่ที่สุด นั้นก็คือการอพยพยิวไปทางทะเล ยิวส่วนใหญ่ตายเพราะความหิว ยิวจำนวน 250 ชีวิตต้องอาศัยอยู่บนเรือโดยไม่มีท่าเรือใดๆที่จะให้พวกเขาลง เพราะเนื่องจากโรคระบาดที่พวกเขาได้นำมา (อ้างอิง: เวล ดิวรอนต์ หน้าที่ 94-95)

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 8 เดือน กษัตริย์จอนได้ขายยิวอพยพที่เหลือเป็นทาสให้กับโปรตุเกส และจับแยกเด็กที่อายุไม่ถึง 15 จากพ่อแม่ และส่งตัวไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเรียกว่า เกาะโทมัส เพื่อที่จะสร้างให้เด็กยิวเหล่านี้เป็นคริสเตียนอย่างที่เขาต้องการ

กษัตริย์นามว่า อามานเวล ดำเนินรอยตามพระประสงค์ของบิดา จึงได้สั่งให้ยิวและมุสลิมที่อยู่ในราชอาณาจักรของตนทั้งหมดเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ หรือไม่ก็ให้ออกไปจากอาณาจักรของตนโดยเร็ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1496 (ซึ่งตรงกับ ฮ.ศ.902) พวกเขาได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้ยิวและมุสลิมเข้าศาสนาคริสต์ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นำไปสู่คำพูดของพระราชาคณะคนหนึ่งที่พูดออกมาจากความรู้สึกของเขาว่า “แน่แท้ฉันได้เห็นเด็กๆมากมายที่ถูกลากไปยังบ่อชำระล้างบาปจากความรู้สึกของพวกเด็กๆ (อ้างอิง: เวล ดิวรอนต์ 25/97 เล่มที่6)
ในปี ค.ศ.1506 (ฮ.ศ.912) การสังหารชาวยิวได้กระจายไปทั่ว ชาวยิวจำนวนนับพันต้องถูกสังหารในปีนี้ และอีกหลายร้อยที่ถูกฝังทั้งเป็น จึงเป็นสาเหตุทำให้สเปนต้องขาดบุคลากรในด้านการค้า ด้านอาชีพ ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์ และด้านวิชาการจากประชากรที่นับถือศาสนายิวและอิสลามไป

อีกด้านหนึ่ง ในสมัยนาบีโลน ยิวได้ให้การช่วยเหลือฝรั่งเศสในการยึดครองสเปนเพื่อเป็นการแก้แค้นชาวสเปนที่ขับไล่พวกเขาออกจากสเปน (อ้างอิง: อะห์มัด นูรีย์ อันนาอีมีย์ , ยิวกับอาณาจักรออตโตมาน 25/14)

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปาฏิหาริย์เรื่องการเดินทางข้ามเวลาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด


อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์เป็นอุบัติการณ์อันยิ่งใหญ่ที่สร้างเกียรติประวัติ ให้แก่ท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และแก่ประชาชาติมุสลิม 

ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์นี้เป็นปาฏิหารย์ ( มั๊วะยิซาต ) ของท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยเฉพาะ และไม่มีนะบีท่านใดได้รับเกียรติมาก่อนเลยในการขึ้นไปสู่ฟากฟ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณพร้อมกันไปจนถึง " ซิ๊ดร่อติ้ล มุงตะฮา " เพื่อเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และยังถือได้ว่าอุบัติการณ์นี้เป็นการให้สัตยาบันของบรรดานะบี "ซ่อลาวาตุ้ลลอฮิ อะลัยฮิ้ม " แก่ท่านนะบี อีกด้วย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำแห่งบรรดานะบี แม้ว่าท่านจะเป็นนะบีสุดท้ายก็ตาม อีกประการหนึ่งก็คือ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรู้ดีว่ายุคที่จะมีมาภายหลังที่ท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีวิตไปแล้วนั้นเป็นยุคแห่งวิทยาการ ซึ่งจะทำให้มนุษย์ได้รับความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอวกาศ ดังที่เราได้พบเห็นกันมาแล้วเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านนี้ จนกระทั่งมนุษย์ได้บินขึ้นสู่พื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

เป็นที่ทราบกันดีว่าวิชาความรู้นั้นหากไม่พึ่งพาอาศัย การเชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกอันแท้จริงแล้ว วิชาความรู้นั้นย่อมจะนำไปสู่ความหยิ่งยะโสอวดดีและความพินาศในที่สุด เพราะความสำเร็จของนักวิชาการอาจจะทำให้เขานึกเดาเอาว่าตนนั้นมีความสามารถในการพิสูจน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ จนเป็นผลสำเร็จได้เอง โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมทางด้านวิชาการแทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ กลับกลายเป็นการอาศัยวิชาการเพื่อทำลายล้างโลกกัน

การที่ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแห่งฟากฟ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณของท่านนั้น เท่ากับเป็นการท้าทายบรรดานักวิชาการทั้งหลายที่สามารถพิชิตดวงจันทร์และดวงดาวอื่น ๆ ซึ่งเพียงแต่อยู่ในฟ้าชั้นที่หนึ่งเท่านั้น การท้าทายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลดความยะโสของนักวิชาการทั้งหลาย และเป็นการสอนให้พวกเขาได้สำนึกถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ทรงยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง

อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ครั้งกระนั้นเท่ากับเป็นการประกาศให้ชาวโลกทั้งหลายได้ทราบว่า อำนาจของนบีอิสรออีลภายหลังการอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ของท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นหมดสิ้นลงแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะมัสยิดิลอักซอเป็นสถานที่ที่มีบรรดานบี (อะลัยฮิมุซซ่อลาตุ วัสสลาม) หรือนบีอิสรออีลหลายท่านเคยใช้เป็นสถานที่ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) เกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้มุสลิมในอดีตพยายามอย่างยิ่งที่จะพิทักษ์รักษามัสยิดิลอักซอเอาไว้ นับตั้งแต่มุสลิมได้พิชิตดินแดนปาเลสไตน์ในสมัยค่อลีฟะฮฺที่สองของอิสลาม คือท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เป็นต้นมา

เมื่อตกมาถึงศตวรรษที่ 11 เมื่อมุสลิมหันหลังให้แก่ศาสนาและมีความแตกแยกกัน จนกระทั่งพวกครูเสดได้ยึดเอามัสยิดอัล-อักซอไป พวกมุสลิมก็ยังสามารถหันมายึดมั่นในศาสนาที่ช่วยสร้างพลังและความสามัคคีให้แก่มุสลิมด้วยการเข้ายึดมัสยิดิลอักซอกลับคืนมา และขับไล่พวกครูเสดให้ออกไปจากดินแดนมุสลิม ต่อมาเมื่อ ค.ศ.1967 มุสลิมได้แตกแยกกันอีก โดยผู้นำมุสลิมบางประเทศไปร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายศัตรูของอิสลาม ดังนั้นมัสยิดอัล-อักซอซึ่งเป็นมัสยิดสำคัญอันดับสามของมุสลิม จึงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอิสลามคืออิสรออีลจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และในอนาคตอีกไม่รู้ว่าจะนานสักปานใด ดินแดงและ มัสยิดอัล-อักซอของมุสลิมจะกลับคืนมาสู่เจ้าของเดิมอีกครั้งหนึ่ง
                
อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นในคืนเดียวกัน  ด้วยระยะเวลาอันสั้น ก่อนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอพยพออกจากนครมักกะฮฺไปสู่นครอัลมะดีนะฮฺประมาณหนึ่งปี อุบัติการณ์ดังกล่าวนี้อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดให้มีขึ้นเพื่อจะได้ทรงทดสอบว่าใครบ้างเป็นผู้ศรัทธาเชื่อมั่นต่อพระองค์อย่างแท้จริง และเพื่อที่จะให้ร่อซู้ลของพระองค์ คือ ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ประจักษ์แจ้งในสัญญาณต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสำแดงให้เห็นถึงเดชานุภาพของพระองค์ ดังหลักฐานจากอัลกุรอาน ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ อายะฮฺที่หนึ่งว่า

ความว่า “ มหาบริสุทธิ์ ( อัลลอฮ ฺ) ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ออกเดินทางในเวลากลางคืนจากมัสยิดิลฮะรอมไปยังมัสยิดิลอักซอ อันเป็นสถานที่ที่เรา ( อัลลอฮ ฺ) ได้ให้มีบะร่อกะฮฺ ( ความจำเริญและศิริมงคล ) แก่บริเวณรอบ ๆ นั้น ทั้งนี้เพื่อต้องการให้บ่าวของเรา (มุฮัมมัด) ได้ประจักษ์แจ้งถึงสัญญาณต่าง ๆ ของเรา แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น ” (17:1)

จากตัวบทอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺเพียงอายะฮฺเดียวเท่านั้นที่ยืนยันถึงอุบัติการณ์อัลอิสรออฺ ฉะนั้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮฺ ที่มีแก่เรา พระองค์จึงทำให้ตัวบทในเรื่องของอัลอิสรออฺมีหลักฐานทางวัตถุยืนยันด้วยตัวบทอย่างชัดแจ้ง เพราะเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นบนแผ่นดิน คือมัสยิดอัล-ฮะรอมและมัสยิดอัล-อักซอ และทำให้อัลเมียะอฺรอจญ์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนชั้นฟ้า มีหลักฐานเป็นรูปธรรมของการมีพันธกรณี คือเมื่อเป็นการกระทำของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้ว เราต้องเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ส่วนหลักฐานยืนยันจากตัวบทอัลกุรอานในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลเมียะอฺรอจญ์ก็คือ

ความว่า “ แท้จริงเขา ( มุฮัมหมัด ) ได้เห็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของเขา ” (53:18)

ฮะดีสเกี่ยวกับอุบัติการณ์อัลอิสรออฺนี้ ได้มีศ่อฮาบะฮฺมากกว่า 20 ท่านรายงาน แต่ละรายงานย่อมแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย บางรายงานก็สั้นบางรายงานก็ยาว แต่ฮะดีสเกี่ยวกับอัลอิสรออฺนี้บรรดามุสลิมได้เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นอุบัติการณ์จริง คือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกเดินทางจากมัสยิดิลฮะรอมในนครมักกะฮฺถึงมัสยิดิลอักซอในนครเยรูซาเล็ม เพียงช่วงหนึ่งของเวลากลางคืน ทั้งที่ระยะเวลาเดินทางโดยกองคาราวานจะใช้เวลาถึง 40 วัน การเดินทางในเวลากลางคืนอัลอิสรออฺของท่านนบี ได้เกิดขึ้นทั้งเรือนร่างและจิตวิญญาณของท่าน ขณะที่ท่านตื่นนอนมีสติสัมปชัญญะ มิใช่เป็นความฝันตามความคิดเห็นของคนบางคน พวกปฏิเสธซุนนะฮฺที่ไม่ยอมเชื่อฮะดีสเกี่ยวกับอุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ มีสภาพเช่นเดียวกับพวกปฏิเสธศรัทธา ( กุฟฟาร ) ที่กล่าวหาท่านนบีว่าพูดเท็จ

จากรายงานฮะดีสซึ่งมีหลายริวายะฮฺเกี่ยวกับเรื่องอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์นี้ พอจะสรุปเค้าความได้ ก็คือท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ออกเดินทางในเวลากลางคืนจากมัสยิดฮะรอม โดยมีญิบรีล อะลัยฮิสสลามเป็นผู้นำทาง และท่านได้นั่งบนบุร๊อก (เป็นสัตว์พาหนะ) และไปถึงเยรูซาเล็ม ( บัยตุลมักดิส ) ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พบกับบรรดานบีหลายท่าน และท่านได้เป็นอิมามนำละหมาด

หลังจากนั้น ญิบรีลได้นำท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขึ้นสู่ฟากฟ้า และได้พบกับบรรดานบีหลายท่าน ตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่เจ็ดท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากบรรดานะบีเหล่านั้น ต่อจากนั้นท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถูกนำไปยัง " ซิ๊ดร่อติ้ล มุงตะฮา " และได้เห็น " บัยตุ้ลมะห์มูรจ ฺ" ซึ่งเป็นกะอบะฮฺของบรรดามะลาอิกะฮฺ และได้เห็นสวรรค์และนรก แล้วญิบรีลก็ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้นพลางกล่าวว่า “ มุฮัมมัด นี่คือขอบเขตของฉัน ฉันไม่สามารถจะล่วงล้ำเขตนี้ไปได้ ” หลังจากนั้นท่านก็ได้ขึ้นต่อไปจนถึง " มะกอมุ้ลอัสนา " และ " ดะร่อยาตุ้ลอูลา " จนถึง " มะกอมุ้ล มุนายาต " ซึ่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.)


ในคืนวันนั้นอัลลอฮฺ ( ซ.บ. ) ได้ทรงบัญญัติการละหมาด 50 เวลา ภายในหนึ่งวันให้แก่ประชาชาติของมูฮัมหมัด เมื่อท่านได้กลับลงมาพบกับนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ท่านก็พูดว่า “ นั่นเป็นการลำบากแก่ประชาชาติของท่านที่จะปฏิบัติเช่นนั้นได้ ฉันได้เคยทดลองกับบนีอิสรออีลมาแล้ว มุฮัมมัดจงกลับไปขอลดหย่อนจำนวนละหมาดลงอีก ” ท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เวียนไปขอลดภาระดังกล่าวจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) หลายครั้ง จนเหลือเพียง 5 เวลา ท่านจึงได้กล่าวกับนะบีมูซาว่า “ ฉันรู้สึกละอายใจที่จะไปขอลดหย่อนต่อพระองค์อีก ฉันขอน้อมรับเวลาละหมาดวันละ 5 เวลานี้ไว้ ” และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็มีบัญชาว่า

“ การละหมาด 5 เวลาต่อหนึ่งวันนี้จะได้รับผลบุญตอบแทนเป็นรางวัลเท่ากับ 50 เวลา ”

ในอุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์นั้น ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พบเห็นเหตุการณ์มากมายพอจะสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้คือ

1.        พวกที่ต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)
2.        พวกที่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องของการละหมาด
3.        พวกที่หมกมุ่นอยู่ในทางเพศที่หะรอม
4.        พวกที่กินดอกเบี้ย
5.        พวกที่กินทรัพย์สมบัติของเด็กกำพร้าด้วยความอธรรม
6.        พวกที่ไม่บริจาคซะกาต
7.        พวกที่ชอบนินทาใส่ร้ายผู้อื่น
8.        พวกที่ชอบพูดในสิ่งที่เขาไม่กระทำ

สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดดังกล่าวมานี้ เราจะขอเน้นหนักในเรื่องของพวกที่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องการละหมาด โดยมีรายงานแจ้งว่า ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ผ่านกลุ่มชนหนึ่งซึ่งศีรษะของพวกเขาถูกทุบให้แตกด้วยก้อนหิน ทุกครั้งที่ศีรษะแตกมันก็จะกลับมีสภาพเช่นเดิมอีก และก็เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวถามว่า “ โอ้ญิบรีล พวกเหล่านี้เป็นใครกัน ? ” ญิบรีลกล่าวว่า “ พวกเหล่านี้คือ ผู้ที่ศีรษะของเขาหนักในเรื่องเกี่ยวกับละหมาดฟัรฎู " หมายถึง เมื่อได้ยินอะซานแล้วไม่ยอมลุกขึ้นไปละหมาด

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้ถึงฐานะของการละหมาดว่ามีความยิ่งใหญ่เพียงใด การละหมาดเป็นหัวใจสำคัญในหลักปฏิบัติของอิสลาม เป็นเครื่องหมายที่จำแนกระหว่างมุสลิมกับผู้ที่มิใช่มุสลิม และเป็นสิ่งแรกที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะทรงสอบสวนผู้ที่เป็นมุสลิมในวันกิยามะฮฺ หากพบว่าละหมาดของเขาเรียบร้อยสมบูรณ์ การงานอื่น ๆ ของเขาก็จะเรียบร้อยสมบูรณ์ไปด้วย ฐานะของการละหมาดในอิสลามนับเป็นฐานะอันสูงสุดจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะท่านได้รับบัญญัติละหมาดในคืนอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ และยังถือว่าสิ่งที่จะสร้างความสุขให้แก่ท่านคือการละหมาด ดังที่ท่านเคยปรารภกับท่านบิลาล มุอัซซินประจำตัวของท่านว่า “ บิลาลเอ๋ย! จงให้เราได้รับความสุขสบายด้วยการละหมาดเถิด” และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า "และการละหมาดนั้นเป็นขวัญใจของฉัน " ดังฮะดีสของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้มีความว่า

“ สิ่งแรกที่บ่าวของอัลลอฮฺจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ ก็คือเรื่องละหมาด หากละหมาดของเขาเรียบร้อยดี การงานอื่น ๆ ก็พลอยดีไปด้วย และหากละหมาดของเขาเสีย การงานอื่น ๆ ก็พลอยเสียไปด้วย ”

การที่อิสลามเทิดทูนการละหมาดให้เป็นหลักและยอดของการนับถือศาสนาก็เพราะว่า การละหมาดเป็นสถานะอันสูงสุดและมีความสำคัญอันใหญ่หลวงในทัศนะของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ดังปรากฎในรายงานจากอับดุลลอฮฺ อับนอุมัร แจ้งว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ความว่า “ผู้ใดรักษาการละหมาด การละหมาดนั้นจะเป็นรัศมีแก่เขา และเป็นหลักฐาน และเป็นการรอดพ้นในวันกิยามะฮฺ และผู้ใดที่ไม่รักษาการละหมาด ผู้นั้นจะไม่มีรัศมี ไม่มีหลักฐาน และไม่มีความรอดพ้น และในวันกิยามะฮฺเขาจะอยู่ร่วมกับกอรูน ฟิรเอาน์ และอุบัย อิบนุค่อลัฟ” (อุบัย อิบนุ ค่อลัฟ ผู้นี้เป็นหัวหน้ามุชริกคนสำคัญ คนหนึ่งที่ต่อต้านอิสลามอย่างหนักในระยะแรก และถูกฆ่าตายในสงครามบัดรฺ ในปีที่สองแห่งฮิจเราะฮฺศักราช)

ที่กล่าวมาพอสังเขปเกี่ยวกับฐานะการละหมาด ทำให้ผู้ที่ละเลยไม่ละหมาดตามเวลา ด้วยการกระทำหลายรูปแบบ เช่น สาละวนอยู่กับการทำมาหากิน การเพลินเพลินอยู่กับการละเล่น การหาความสำราญด้วยการดูโทรทัศน์ การง่วนอยู่กับการทำงานบ้าน บุคคลเหล่านี้จะถูกลงโทษอย่างหนัก ด้วยการถูกทุบศีรษะด้วยก้อนหินจนแตก และจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป ดังสภาพของพวกเขาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เห็นมาในคืนอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ สภาพการลงโทษนั้นจะคงมีอยู่เรื่อย ๆ ตลอดไปจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ จึงถือได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะนอกจากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พบเห็นมาแล้ว ยังมีดำรัสของอัลลอฮฺในซูเราะฮฺอัลมาอูน อีกว่า

ความว่า “ ดังนั้นความหายนะจงประสบแก่บรรดาผู้ทำละหมาด ผู้ที่พวกเขาเผลอไผลต่อการละหมาดของพวกเขา ” (107:4-5)

แน่นอนการลงโทษจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ย่อมประสบกับผู้ที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ ทั้งนี้เนื่องจากการไม่ให้ความสนใจในการละหมาด นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่เขาทำละหมาด แต่ปราศจากวิญญาณแห่งการละหมาด เพราะเขามิได้ปฏิบัติละหมาดตามแบบอย่างที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งสอนเอาไว้ว่า ความว่า “ ท่านทั้งหลายจงละหมาดเสมือนกับที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด ” ( บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ )

ดังนั้น ทำอย่างไรเราจึงละหมาดให้ถูกต้องตามแบบฉบับของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะกระทำได้ ด้วยการศึกษาหาความรู้ หรือสอบถามคนที่เขารู้