วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

เหรียญกษาปณ์อิสลาม

(บทความโดย : บรรจง บินกาซัน)

เหรียญกษาปณ์อิสลาม


สมัยที่อาณาจักรโรมันและเปอร์เซียเรืองอำนาจเป็นคู่แข่งกันนั้น ประเทศต่างๆในโลกใช้เหรียญทองคำและเหรียญเงินของโรมันและของเปอร์เซียเป็นสกุลเงินในการซื้อขายเหมือนกับที่โลกในปัจจุบันใช้เงินดอลล่าร์และเงินยูโร ชาวอาหรับที่ติดต่อค้าขายกับอาณาจักรทั้งสองในเวลานั้นก็ใช้เหรียญของสองอาณาจักรนี้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเช่นกันโดยที่ยังไม่มีเหรียญกษาปณ์เป็นของตนเอง

แม้อิสลามจะกลายเป็นนครรัฐขึ้นมาในคาบสมุทรอาหรับ แต่ชาวอาหรับมุสลิมก็ยังคงใช้เหรียญของอาณาจักรโรมันอยู่ จนกระทั่งมาถึงสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮฺก็มีเหตุทำให้อาณาจักรอิสลามคิดริเริ่มทำเหรียญกษาปณ์ทองคำของตนเองออกมาใช้ ทั้งนี้เนื่องจากอับดุลมาลิก บินมัรวานซึ่งเป็นประมุขแห่งอาณาจักรอิสลามเคยเขียนจดหมายไปถึงจักรพรรดิโรมันโดยหัวจดหมายมีข้อความภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์” และถัดลงมามีข้อความอำนวยพรให้นบีมุฮัมมัด

เมื่อจักรพรรดิโรมันรับจดหมายมาอ่านก็รู้สึกหงุดหงิดที่เห็นถ้อยคำดังกล่าวบนหัวกระดาษจดหมาย จึงเขียนตอบมายังอับดุลมาลิก บินมัรวานว่า “กรุณาอย่าเอ่ยถึงพระเจ้าของท่านและชื่อของมุฮัมมัดมาบนหัวกระดาษจดหมายของท่านอีก เราไม่ชอบ ถ้าหากท่านไม่เลิก เราก็จะเอาชื่อนบีของท่านปั๊มลงไปอย่างไร้ความนับถือบนเหรียญกษาปณ์ของเราและหลังจากนั้นก็จะปล่อยออกไปหมุนเวียนในตลาดให้ท่านเจ็บใจยิ่งขึ้น”

อับดุลมาลิกรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งหลังจากที่ได้อ่านจดหมายดังกล่าว ดังนั้น เขาจึงเรียกที่ปรึกษามาพบเพื่อขอคำแนะนำว่าจะทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ที่ปรึกษาได้บอกเขาว่า “เลิกใช้เหรียญโรมันในประเทศของท่านและทำเหรียญกษาปณ์ทองคำของท่านออกมาใช้เองบ้างสิ”

อับดุลมาลิกชอบความคิดนี้ เขาจึงได้สั่งให้สร้างโรงผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นและผลิตเหรียญดิรฺฮัมและดินาร์ออกมาใช้โดยบนเหรียญทั้งสองชนิดมีข้อความว่าภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า “จงกล่าวเถิด พระองค์คืออัลลอฮฺพระเจ้าองค์เดียว”

หลังจากนั้น อับดุลมาลิกก็ประกาศว่านับแต่นี้เป็นต้นไปการจ่ายภาษีจะต้องจ่ายเป็นเหรียญอาหรับเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง เหรียญดิรฺฮัมและดินาร์จึงได้ถูกนำไปหมุนเวียนในประเทศมุสลิมทั้งหมด
วันนี้ หลายประเทศในโลกมุสลิมกำลังจะย้อนกลับไปใช้ดีนาร์ทองคำเป็นสกุลเงินหลักในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกันแล้ว เพราะเงินสกุลดอลล่าร์กำลังเสื่อมค่าเป็นเศษกระดาษและเป็นดอกเบี้ยในมุมมองของชะรีอ๊ะฮฺ

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บางสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับมัสญิด อัลอักซอ


บทความโดย : บรรจง บินกาซัน

บางสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับมัสญิด อัลอักซอ 

1) ผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมากมายเพื่อยึดครองบริเวณแห่งนี้
ไม่มีที่ดินบริเวณใดในโลกที่ผู้คนแย่งชิงกันเข้าครอบครองมากไปกว่ามัสญิดอัลอักซอในเมืองเยรูซาเล็ม และไม่เป็นการเกินเลยไปที่จะกล่าวว่านับเป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่บริเวณแห่งนี้มีผู้คนจำนวนมากล้มตายไปเพื่อการครอบครอง
มัสญิดแห่งนี้มีความสำคัญมากในหัวใจของมุสลิม เพราะมันเป็นดินแดนที่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับสามของโลกมุสลิมรองไปจากมัสญิดอัลฮะรอมที่มักก๊ะฮฺและมัสญิด อันนะบะวีย์ที่มะดีนะฮฺ มันเป็นสถานที่ที่ท่านนบีมุฮัมมัดถูกนำไปในการเดินทางอันมหัศจรรย์ในยามค่ำคืน(อิสรออ์และมิอฺรอจญ์) เป็นบริเวณที่ชุมนุมสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเมื่อนบีทั้งหมดที่เคยมีชีวิตก่อนหน้านี้ได้มารวมกันนมาซที่นั่นตามหลังท่านนบีมุฮัมมัด 
แต่ถึงกระนั้น ยังมีอะไรบางอย่างที่คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับมัสญิดอัลอักซอ

2) ไม่ใช่แค่มัสญิดเดียว
บริเวณที่ตั้งของมัสญิดอัลอักซอยังมีอีกหลายมัสญิด เราคิดว่ามัสญิดอัลอักซอคืออาคารที่ตั้งอยู่ตรงมุมใต้สุดของมัสญิด ความจริงแล้ว นั่นเป็นมัสญิดกิบลี ที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะมันอยู่ใกล้กิบละฮฺที่สุด ภูเขาทั้งหมดคือมัสญิดอัลอักซอและบางครั้งถูกอ้างถึงว่าเป็นฮะรอมอัชชะรีฟเพื่อป้องกันความสับสน แต่ยังมีมัสญิดอื่นๆบนที่ตั้งแห่งนี้ซึ่งโดยปกติแล้วมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น มัสญิดบุรอก มัสญิดมัรวานและอื่นๆ

3) พื้นที่ฝังศพของบรรดานบีและสาวกคนสำคัญๆ
ไม่มีบันทึกว่านบีและสาวกของนบีกี่คนถูกฝังที่นั่น แต่มีหลายคนแน่นอน เช่น นบีสุลัยมานถูกฝังที่นั่นเพราะเรารู้ว่านบีจะถูกฝังตรงที่ท่านเสียชีวิตและนบีสุลัยมานตายในขณะที่กำลังควบคุมการก่อสร้างอาคารก่อนหน้านี้ตามที่ปรากฏในบางฮะดีษ

4) ครั้งหนึ่งเคยเป็นกองขยะ
ในยุคที่ชาวยิวไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเมืองนี้ ชาวเมืองโรมันได้ใช้พื้นที่ของมัสญิดเป็นที่ทิ้งขยะ เมื่อเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺปลดปล่อยเมืองนี้ เขาได้สั่งและปัดกวาดขยะด้วยมือเปล่าของเขาเอง นอกจากนี้แล้ว เขายังได้ยุติการเนรเทศชาวยิวที่ดำเนินมานานนับหลายศตวรรษและได้เชิญคน 70 ครอบครัวในหมู่บ้านผู้อพยพใกล้ๆให้กลับมาอยู่ในเยรูซาเล็มและให้สิทธิ์คนเหล่านั้นกลับมาหลังจากถูกเนรเทศเป็นเวลาหลายศตวรรษ นี่คือความดีที่ลูกพี่ลูกน้องของเรา(ชาวยิว)ดูเหมือนจะลืม

5) ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นคอกม้า วังและห้องประหาร
เมื่อพวกครูเสดยึดเมืองเยรูซาเล็มครั้งแรก พวกเขาพบว่าชาวมุสลิมส่วนใหญ่หลบอยู่ในมัสญิด พวกครูเสดจึงสังหารคนเหล่านั้นไปประมาณ 70,000 คนและเปลี่ยนมัสญิดกิบลีให้เป็นวัง เปลี่ยนโดมแห่งศิลาให้เป็นโบสถ์และห้องใต้ดินให้เป็นคอกม้า มุสลิมที่รอดจากการถูกสังหารหมู่ถูกนำมาตรึงกางเขนบนไม้กางเขนที่ถูกตั้งไว้ใกล้ศูนย์กลางของมัสญิด ไม้กางเขนนี้เป็นเพียงไม้กางเขนเดียวที่เศาะลาฮุดดีนมาทำลาย ฐานของไม้กางยังคงมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

6) มัสญิดอัลอักซอมีมิมบัรฺที่เป็นตำนานอยู่
นูรุดดีน ซันกี หนึ่งในวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิสลามได้สั่งให้สร้างมิมบัรฺพิเศษอีกอันหนึ่งไว้ในมัสญิดอัลอักซอเมื่อมีการคิดว่ามุสลิมจะสามารถยึดมัสญิดคืนมาจากพวกครูเสดได้ มิมบัรฺนี้ไม่เพียงแต่สวยงามเท่านั้น แต่ยังทำขึ้นโดยไม่มีตะปูแม้แต่ตัวเดียวหรือใช้กาวติด แต่น่าเสียดายที่นูรุดดีนไม่มีชีวิตยาวพอที่จะเห็นชัยชนะ แต่เศาะลาฮุดดีนลูกศิษย์เอกของเขาได้ทำให้ความปรารถนาของอาจารย์ของเขาเป็นความจริง หลังจากปลดปล่อยเยรูซาเล็มเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์อิสลาม เขาได้เอามิมบัรฺนั้นมาตั้งไว้ มิมบัรฺนั้นยังคงเป็นตำนานของงานศิลปะชั้นเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่มิมบัรฺนี้ต้องถูกไฟเผาไปด้วยเมื่อมัสญิดถูกพวกยิวลอบเข้าไปวางเพลิง

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ผู้ที่ใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอานคนแรก คือใคร ??


ผู้ที่ใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอานคนแรก คือใคร ??  
(ชี้ขาดโดย เชค อับดุลหะลีม มะหฺมูด เราะหิมะฮุลลอฮฺ อดีตชัยคุลอัซฮัร(ปรมาจารย์แห่งอัซฮัร)

ตอบ ..
อัล-กุรอานถูกประทานลงมาแด่ท่านรสูล(ซ.ล.) ด้วยสำเนียงภาษาอาหรับที่ชัดเจน และท่านรสูล(ซ.ล.) ก็ได้อ่านมันเสมือนกับที่ท่านได้ฟังมาจากมะลาอิกะฮฺญิบรีล และบรรดาอัครสาวกก็ได้อ่านมันตามที่พวกเขาได้ยินมาจากท่านรสูล(ซ.ล.) และพวกเขาก็ได้ท่องจำและรักษาอัล-กุรอานเอาไว้เสมือนกับที่พวกเขาได้ยินมา และพวกเขาก็อ่านมันเป็นภาษาอาหรับเหมือนดังที่ได้ยินมาอย่างไม่ผิดเพี้ยน

และเมื่ออณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายมากขึ้น  และศาสนาอิสลามของอัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ได้แผ่ขยายเข้าไปสู่ดินแดนอื่นที่มิใช่อาหรับ จึงทำให้มีการผสมผสานกันในทางภาษามากขึ้นและเริ่มมีการใช้ภาษาอาหรับอย่างผิดเพี้ยน ดังนั้น ท่านหัจญาจจึงได้มีคำสั่งให้ใส่สระลงไปในอัล-กุรอาน เพราะเกรงว่าในอนาคตอาจจะทำให้มีการอ่านอัล-กุรอานแบบผิดเพี้ยน

ซึ่งท่านหัจญาจนั้น อยู่ในยุคสมัยของราชวงศ์อุมัยยะฮฺและท่านเป็นคนแรกที่สั่งใช้ให้ใส่จุดและใส่สระลงไปในอัล-กุรอาน

แต่ยังมีรายงานอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วคนแรกที่ใส่จุดและใส่สระลงไปในอัล-กุรอาน คือ อะบู อัล-อัสวัด อัด-ดุอฺลีย์  อันเนื่องมาจากคำสั่งใช้ของ ท่านอับดุลมะลิก บิน มัรวาน

และท่านอิมามอัซ-ซุยูฏีย์ ได้กล่าวรายงานหนึ่งว่า  “แท้จริงส่วนหนึ่งจากผู้ที่มีส่วนร่วมในการใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอาน คือ ท่านหะซัน อัล-บัศรีย์ และท่านยะหฺยา บิน ยะอฺมุร”

ดู ตำรา فتاوى โดย เชค อับดุลหะลีม มะหฺมูด  เราะหิมะฮุลลอฮฺ  อดีตชัยคุลอัซฮัร(ปรมาจารย์แห่งอัซฮัร) เล่มที่ 1  หน้าที่ 197

การใส่จุดและใส่สระในอัล-กุรอานนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาจากคำสั่งใช้ของท่านรสูล(ซ.ล.) ,ไม่ได้มาจากการกระทำของเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมทั้งสี่ .. แต่ถึงกระนั้น มันก้อมิใช่บิดอะฮฺที่หลงผิดแต่ประการใด หนำซ้ำยังเป็นการกระทำที่ดีเสียอีก โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งอัล-กุรอานแห่งอัลลอฮฺ ตะอาลา


เชค อับดุลหะลีม มะหฺมูด เราะหิมะฮุลลอฮฺ 
อดีตชัยคุลอัซฮัร(ปรมาจารย์แห่งอัซฮัร) ผู้ล่วงลับ


ความสับสนเกี่ยวกับมัสญิดอัล อักซอ และโดมศิลาสีทอง (Dome of the Rock)

ตอบคำถามโดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล มุนัจญิด
อาอิช แปลและเรียบเรียง

คำถาม : อัสลามุอะลัยกุม มีความสับสนเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับมัสญิดอัลอักศอ และโดมศิลาสีทอง (Dome of the Rock) ท่านช่วยให้รายละเอียด ในการอธิบายครั้งนี้ด้วยว่า อะไรคือเหตุผลของความสับสน ทั้งหมดนี้?

คำตอบ : มัสญิดอัลอักซอ (ในกรุงเยรูซาเล็ม) นั้น เป็นกิบละฮฺแรก ในสองกิบละฮฺ (ทิศที่หันในการละหมาด) และเป็นหนึ่งในสามมัสญิด ที่ผู้คนเดินทางมา โดยมีเป้าหมายเพื่อการอิบาดะฮฺ (ต่ออัลลอฮฺ) กล่าวกันว่า มัสญิดแห่งนี้ สร้างขึ้นโดยนบีสุลัยมาน (อะลัยฮิสลาม) ดังที่มีบันทึกไว้ในสุนัน อัน นาซาอียฺ และจัดเป็นหะดีษศอเฮียะฮฺ โดยเชค อัล บานียฺ กล่าวกันอีกว่า มัสญิดแห่งนี้ มีมาก่อนท่านนบีสุลัยมาน โดยนบีสุลัยมาน ได้บูรณะมัสญิดหลังนี้ ในภายหลัง ตามหะดีษที่รายงานโดย อิมาม บุคอรียฺและอิมามมุสลิม ซึ่งรายงานมาจาก อบู ซัรรฺ (รอดิยัลลอฮุ อันฮุ) โดยเขากล่าวว่า “ฉันถามท่านนบีว่า มัสญิดใดที่ถูกสร้างขึ้นมา บนแผ่นดินเป็นแห่งแรก ท่านตอบว่า มัสญิด อัลหะรอม (ในมักกะฮฺ) ฉันถามต่อว่า หลังจากนั้นหล่ะ? ท่านตอบว่า มัสญิดอัล อักซอ ฉันถามต่อว่า มีระยะเวลาเท่าไหร่ ระหว่างสองมัสญิดนี้? ท่านตอบว่า สี่สิบปี ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าจะอยู่มัสญิดไหน (ระหว่างสองมัสญิดนี้) เมื่อเข้าเวลาละหมาด เจ้าจงละหมาด เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะปฏิบัติ”

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ถูกนำพาไปในการเดินทางของคืนหนึ่ง (อิสเราะอฺ) สู่บัยตุลมักดิส (เยรูซาเล็ม) ที่ที่ท่านได้นำละหมาดนบีคนอื่นๆ ในมัสญิดอันศักสิทธ์แห่งนี้ อัลลอฮฺกล่าวว่า “มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสญิดอัลหะรอม ไปยังมัสญิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมัน เราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่าง จากสัญญาณต่างๆ ของเรา แท้จริงพระองค์ คือ ผู้ได้ยิน ผู้ทรงเห็น” อัลอิสรออฺ 1

โดมศิลาทองนั้น ถูกสร้างขึ้นโดยเคาลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ดังที่ถูกบันทึกไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ อัล ฟีลัสฏีนนียะฮฺ (4/203) ในเชิงประวัติศาสตร์ ชื่อมัสญิดอัลอักศอ เกี่ยวพันกับสถานศักดิ์สิทธิ์อันมีเกียรติ (อัลหะรอม อัลชะรีฟ) รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในนั้นด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือโดมศิลาทอง ที่สร้างโดยเคาะลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ตรงกับปีที่ 691ของคริสตศักราช ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์อิสลาม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ ชื่อของโดมศิลาทอง ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับมัสญิด (อัลอักศอ) อันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเนินอันศักดิ์สิทธิ์

มีการกล่าวไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ (3/23) อีกเช่นกันว่า ”โดมศิลาทอง ตั้งอยู่ตรงกลางเนินของมัสญิดอัลอักซอ ที่อยู่ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอัล กุดส์ (เยรูซาเล็ม) มันอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่กว้างขวาง ประมาณ 480 เมตร จากทางทิศเหนือถึงทิศใต้ และ 300 เมตร จากทางทิศตะวันออก ถึงทิศตะวันตก เนินสูงแห่งนี้ ครอบคลุมเกือบจะหนึ่งในห้า ของพื้นที่เมืองเก่าของเยรูซาเล็มแห่งนี้”

มัสญิดที่เป็นสถานที่ละหมาดนั้น ไม่ใช่โดมศิลาทอง แต่เพราะว่ารูปภาพของโดมนั้น มีอย่างแพร่หลาย มีมุสลิมจำนวนไม่น้อย คิดว่าเมื่อพวกเขาเห็นมันแล้ว นั่นก็เป็นมัสญิดอัลอักศอ นี่ไม่ใช่ความจริง มัสญิดนี้ ตั้งอยู่ตอนใต้ของเนิน ส่วนโดมถูกสร้างบนหินลอย (raised rock) ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของที่ราบสูง

เราทราบมาแล้วจากที่กล่าวข้างต้นว่า ชื่อของมัสญิดแห่งนี้ เกี่ยวพันกับที่เนินแห่งนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ ความเชื่อของมุสลิม ที่มีต่อภาพของโดม อาจเป็นเพราะว่า ความสวยงามของสิ่งก่อสร้างนี้ ก็เป็นได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว สำหรับพวกเขา ต่อความเข้าใจผิด ที่ไม่สามารถแยกแยะ ระหว่างมัสญิดแห่งนี้ กับสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบๆ

นี่อาจเป็นแผนการ และอุบายอย่างหนึ่ง ของยิว เพื่อที่ผู้คนจะได้หันไปให้ความสำคัญ กับโดมศิลานี้ เพื่อว่าจะได้ทำให้ความต้องการของพวกเขา ในการที่จะสร้างสิ่งที่เรียกกันว่า วิหารนบีสุลัยมาน บนความพินาศของมัสญิดอัลอักศอ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยการทำให้มุสลิม คิดว่ามัสญิดอัลอักศอ คือโดมศิลาทอง ทั้งนี้ เมื่อยิวเริ่มที่จะทำลายมัสญิดอัลอักศอ แล้วมุสลิมพากันประณามพวกเขาในเรื่องนั้น พวกเขาก็จะบอกมุสลิมว่า “มัสญิด อัลอักศอยังอยู่ดี” และจะนำภาพของโดมศิลาทอง มาให้ดู ด้วยวิธีนี้พวกเขา จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา และรอดพ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ของมุสลิม


มัสญิดอัลอักซอ (Al  Aqsa Mosque)

ประวัติมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al-Sakhrah Masjid)

**มัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah)หรือ โดมศิลาทอง( Dome of the rock ) นั้น ถูกสร้างขึ้นโดยเคาลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ดังที่ถูกบันทึกไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ อัล ฟีลัสฏีนนียะฮฺ (4/203) ในเชิงประวัติศาสตร์ ชื่อมัสญิดอัลอักซอ เกี่ยวพันกับสถานอันมีเกียรติ (อัลหะรอม อัลชะรีฟ) รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในนั้นด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือโดมศิลาทอง ที่สร้างโดยเคาะลีฟะฮฺ อับดุลมาลิก บิน มัรวาน ในปีที่ 72 ของฮิจญ์เราะฮฺศักราช ตรงกับปีที่ 691ของคริสตศักราช ซึ่งนับว่า เป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์อิสลาม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ ชื่อของโดมศิลาทอง ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับมัสยิด (อัลอักซอ) อันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเนินอันอันมีเกียรติ 

มีการกล่าวไว้ใน อัล เมาซูอะฮฺ (3/23) อีกเช่นกันว่า ”โดมศิลาทอง( Dome of rock )หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah) ตั้งอยู่ตรงกลางเนินของมัสญิดอัลอักซอ ที่อยู่ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอัล กุดส์ (เยรูซาเล็ม) มันอยู่ในที่ราบสูงที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่กว้างขวาง ยาวประมาณ 480 เมตร จากทางทิศเหนือถึงทิศใต้กว้างประมาณ 300 เมตร กว้างจากทางทิศตะวันออก ถึงทิศตะวันตก เนินสูงแห่งนี้ ครอบคลุมเกือบจะหนึ่งในห้า ของพื้นที่เมืองเก่าของเยรูซาเล็มแห่งนี้”

**โดมศิลาทองแห่งเยรูซาเลม ที่อาหรับเรียกว่า: Masjid Qubbat Al-Sakhrah, อังกฤษเรียกว่า: Dome of the Rock) ที่ตั้งเด่นอยู่ในเยรูซาเลมในขณะนั้น โดยเฉพาะการใช้โดมใหญ่ (rotunda) ที่ใช้ในการก่อสร้างโดมศิลาทอง ซึ่งเป็นลักษณะการก่อสร้างแบบใหม่สำหรับสถาปัตยกรรมอิสลาม เส้นผ่าศูนย์กลางของโดมคือ 20 เมตร 20 เซนติเมตร และสูง 20เมตร 48 เซนติเมตร ตัวอาคารก่อสร้างเป็นแปดเหลี่ยมที่ตอนบนเป็นโดมไม้ที่ตั้งอยู่บนเสา 16 เสา รอบโดมด้านล่างเป็นโค้งแปดเหลี่ยมที่รับโดยเสาอีก 24 เสา ”ทุกหนทุกแห่งรอบมัสยิดโดมศิลาทอง เต็มไปด้วยชิ้นส่วนของเสา ,หินอ่อนที่แกะอย่างงดงาม ด้านนอกของโดมศิลาทองทำด้วยพอร์ซีเลน และสะท้อนทรงแปดเหลี่ยมของสิ่งก่อสร้าง แต่ละช่วงมีขนาดกว้าง 18 เมตร และสูง 11 เมตร ทั้งโดมศิลาทองและผนังมีหน้าต่างเป็นระยะๆ 

เราทราบมาแล้วจากที่กล่าวข้างต้นว่า ชื่อของมัสยิดแห่งนี้ เกี่ยวพันกับที่เนินแห่งนี้ ตลอดประวัติศาสตร์ ของมุสลิม ที่มีต่อภาพของโดมศิลาทอง อาจเป็นเพราะว่า ความสวยงามของสิ่งก่อสร้างนี้ ก็เป็นได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว สำหรับพวกเขา ต่อความเข้าใจผิด ที่ไม่สามารถแยกแยะ ระหว่างมัสยิดแห่งนี้ กับสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบๆ 

**นี่อาจเป็นแผนการ และอุบายอย่างหนึ่ง ของยิว เพื่อที่ผู้คนจะได้หันไปให้ความสำคัญ กับโดมศิลาทองนี้ เพื่อว่าจะได้ทำให้ความต้องการของพวกเขา ในการที่จะสร้างสิ่งที่เรียกกันว่า วิหารนบีสุลัยมาน บนความพินาศของมัสยิดอัลอักซอ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ด้วยการทำให้มุสลิม คิดว่ามัสยิดอัลอักซอ คือโดมศิลาทอง ทั้งนี้ เมื่อยิวเริ่มที่จะทำลายมัสยิดอัลอักซอ แล้วมุสลิมพากันประณามพวกเขาในเรื่องนั้น พวกเขาก็จะบอกมุสลิมว่า “มัสยิด อัลอักซอยังอยู่ดี” และจะนำภาพของโดมศิลาทอง มาให้ดู ด้วยวิธีนี้พวกเขา จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา และรอดพ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์ของมุสลิม

**การนมาซในมัสยิดอัล-อักซอได้ผลบุญเป็น 500 เท่าของการนมาซในมัสยิดอื่นๆยกเว้นในมัสยิดอัล-ฮะรอมและในมัสยิด อัน-นะบะวีในนครมะดีนะฮ์ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “การนมาซในมัสยิดอัล-ฮะรอมเท่ากับการนมาซ 100,000 ครั้งและการนมาซในมัสยิดของฉัน(ในมะดีนะฮ์)เท่ากับนมาซ 1,000 ครั้งและการนมาซในบัยตุลมักดิศเท่ากับการนมาซ 500 ครั้ง” (รายงานโดยเฏาะบะรอนี) นอกจากนี้แล้วยังมีข้อความในกุรอานและในคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดอีกมากมายหลายตอนที่อธิบายถึงความสำคัญของบัยตุลมักดิศในอิสลามและการที่อัลลอฮ์ได้ประทานความจำเริญให้แก่แผ่นดินรอบๆมัน 

ด้วยเหตุนี้แผ่นดินปาเลสไตน์จึงเป็นที่รักและที่หวงแหนของบรรดาสาวกของท่านจนถึงขนาดที่ว่าเมื่อเคาะลีฟะฮ์อุมัรได้เข้ามายังแผ่นดินแห่งนี้เป็นครั้งแรก ท่านได้ประกาศว่าแผ่นดินทั้งหมดของปาเลสไตน์จะเป็นส่วนหนึ่งของสมบัติสาธารณะแห่งอิสลาม(วะกัฟ)สำหรับมุสลิมต่อไปในวันข้างหน้า หลังจากที่ศึกษาข้อความในกุรอานและคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดเกี่ยวกับบัยตุลมักดิศแล้วก็ไม่มีใครที่มีเหตุผลสามารถปฏิเสธถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ต่อผู้ศรัทธาในอิสลามทุกคน

Credit : Marowee Tuanmaeroh


Section( Dome of the rock )หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah)


( Dome of the rock )หรือมัสยิดอัลซอกห์เราะห์ (Al Sakhrah)






วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

จันทร์เสี้ยวมีที่มาอย่างไร?


จันทร์เสี้ยวมีที่มาอย่างไร?

สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวกับดาว คู่กันนั้นน่าจะมีการใช้กันในยุคอาณาจักรอุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน เติร์ก) ซึ่งเป็นรูปจันทร์เสี้ยวกับ ดาว 3 ดวง เป็นต้น มุสลิมในรุ่นต่อมาก็รับเอา รูปแบบดังกล่าวมาใช้อย่างแพร่หลาย ผู้ รู้บางท่านได้อธิบายเอาไว้ว่า การ ใช้สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวกับดาวคู่กันน่าจะมีที่มาจาก 2 นัยด้วยกัน คือ 

1. เนื่องจากมุสลิมใช้ปฏิทินทาง จันทรคติเป็นหลักในการกำหนดวันเวลา เช่น การเข้าสู่ เดือนใหม่ก็อาศัยการดูจันทร์เสี้ยวซึ่งการใช้ปฏิทินทางจันทรคติ นี้มีความ เกี่ยวข้องกับการประกอบศาสนกิจที่สำคัญ ๆ เช่น การเข้าสู่เดือนใหม่ก็อาศัย การดูจันทร์เสี้ยว ซึ่งการใช้ ปฏิทินทางจันทรคตินี้มีความเกี่ยวข้องกับการประกอบศาสนกิจที่ สำคัญ ๆ เช่น การกำหนดเวลาสำหรับวันใน เดือนร่อมาฎอน, การประกอบพิธี ฮัจญ์, การนับอิดดะฮฺของสตรีที่ถูก หย่าหรือสามีตาย, การจ่ายซะกาต เป็นต้น

2. จันทร์เสี้ยวมีรูปสัณฐาน คล้ายอักษรนูน (ن) ในภาษาอาหรับ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการนำเอา อักษรนูนจากถ้อยความในอัลกุรอานที่ว่า (نَصْرٌمِنَ اللهِ وَفَتْحٌ قَرِيْبٌ) อันหมายถึงชัย ชนะนั้นมาจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และการพิชิตนั้นใกล้เข้ามา แล้ว ทั้งนี้มีการเขียนอักษรนูน ไว้ในผืนธง ต่อมาก็ตบแต่ง ให้มีรูปทรงเป็นจันทร์เสี้ยวคือตัวนูน และมีดาวคู่อยู่กับจันทร์เสี้ยวแทนจุดหรือเม็ดที่นูนนั่นเอง

ส่วนที่ ถามว่าอะไรคือ แก่นแท้ของศาสนา ตอบได้ว่าแก่น แท้ของศาสนาอิสลามคือ อี หม่าน (ศรัทธา) อิสลาม (การปฏิบัติ) และอิฮฺซาน (คุณธรรมอันสูงส่ง) ทั้ง 3 ประการนี้คือสิ่งที่ปรากฏ อยู่ในหะดีษของญิบรีล (อ.ล.) ที่มาตั้งปุจฉากับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็วิสัชนา ทั้ง 3 ประการรวมกันเป็นศาสนา เพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวในภายหลังเหตุการณ์นั้น ว่า “นั่นคือ ญิบรีล เขามายังพวกท่านโดยสอนศาสนา แก่พวกท่าน” ส่วนความสำคัญ ของศาสนาก็คือ ทางนำ (ฮิดายะฮฺ อัดดีน) หากไม่มีศาสนาแล้วมนุษย์ย่อม ตกอยู่ในความหลงผิดและความมืดมนเป็นแน่แท้





การใช้จันทร์เสี้ยวเป็นสัญลักษณ์

ตอบคำถามโดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด
(Ummah Islam แปลและเรียบเรียง)

คำถาม: อะไรคือสื่อสัญลักษณ์ที่อยู่เบื้องหลังดวงดาว(النجمة)และจันทร์เสี้ยว(الهلال)ของมุสลิม ? ฉันค้นหามันในเว็บไซต์ของท่าน และค้นคว้าจากหนังสืออ้างอิงในห้องสมุด ก็ไม่สามารถหาคำตอบอะไรได้มากไปกว่าการอ้างอิง “ธง” ของจักรวรรดิออตโตมัน

คำตอบ: มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ

ไม่ ปรากฏในพื้นฐานของชารีอะฮว่าจันทร์เสี้ยวหรือดวงดาวนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ มุสลิม และไม่เป็นที่รู้จักในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ สัลลัม หรือในสมัยของคุลาฟะฮฺ อัรฺรอชิดีน (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาพวกท่าน) หรือในสมัยของราชวงศ์อุมาวิยะฮฺ มันมีขึ้นมาหลังจากช่วงเวลานี้ และนักประวัติศาสตร์มีความเห็นที่แตกต่างกันว่าช่วงใดเป็นจุดเริ่มต้นของการ ใช้สัญลักษณ์นี้และใครเป็นบุคคลแรกที่นำมาใช้ บางคนบอกว่ามาจากชาวเปอร์เซีย บางคนว่ามาจากกรีก และสัญลักษณ์นี้ก็ถูกส่งผ่านไปยังชาวมุสลิม (ดู อัต-ตะรอตีบ อัล-อิดารียะฮฺ โดย อัล-กิตตานียฺ 1 / 320)

กล่าว กันว่า เหตุผลที่มุสลิมนำจันทร์เสี้ยวมาเป็นสัญลักษณ์ คือ เมื่อมุสลิมพิชิตประเทศแถบตะวันตกบางประเทศ พบว่าสัญลักษณ์ของคริสตจักรเป็นรูปกากบาทเหนือดินแดนของพวกเขา มุสลิมจึงใช้สัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวมาแทนที่ จนกระทั่งมีการใช้วิธีนี้กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ สัญลักษณ์และป้ายต่าง ๆ ที่ทำมาใช้จะต้องสอดคล้องกับหลักการของอิสลาม และเนื่องจากไม่มีหลักฐานการกำหนดจากคำสอนอิสลามในการใช้สัญลักษณ์ดวงดาวและ จันทร์เสี้ยว ดังนั้น การไม่ใช้นั้นดีกว่า แม้ว่าจะมีมุสลิมบางส่วนใช้มันเป็นสัญลักษณ์ก็ตาม

ใน ฐานะที่เป็นมุสลิม เรามีความเชื่อว่าดวงจันทร์และดวงดาวนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากการสร้างของอัล ลอฮฺ ด้วยเหตุนี้ในตัวมันเองมิได้ให้คุณหรือให้โทษแก่มนุษย์ และมันมิได้มีอิทธิพลเหนือเหตุการณ์ใด ๆ ในโลก พระองค์สร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากอายะฮฺในอัลกุรอาน ที่ว่า :

"เขาเหล่านั้นจะถามเจ้า(มุฮัมมัด) เกี่ยวกับเดือนแรกขึ้น จงกล่าวเถิด มันคือกำหนดเวลาต่าง ๆ สำหรับมนุษย์..." (อัล บะเกาะเราะฮฺ : 189)

ตัฟสีรฺ อิบนุ กะษีรฺ ได้อรรถาธิบาย “...มันคือกำหนดเวลาต่าง ๆ สำหรับมนุษย์...” ว่า "จากมัน(เดือนแรกขึ้น) พวกเขาจะรู้เวลาสำหรับการชำระหนี้, ระยะ อิดดะฮฺ (รอระยะเวลา) สำหรับสตรี (ภายหลังการหย่าร้างหรือเป็นหม้าย) และช่วงเวลาของการทำหัจญ์ ... อัลลอฮฺทรงทำสัญญาณบ่งชี้เวลาที่มุสลิมจะเริ่มต้นถือศีลอดและละศีลอด (การเริ่มต้นและสิ้นสุดของเดือนเราะมะฎอน), การนับอิดดะฮฺของสตรีและการรู้เวลาสำหรับการชดใช้หนี้" (ตัฟสีรฺ อิบนุ กะษีรฺ)

[อีก หนึ่งคำอธิบาย] อัล กุรฺฏูบีย์ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) กล่าวอรรถาธิบายอายะฮฺนี้ว่า "สิ่งนี้อธิบายวิทยปัญญาที่อยู่เบื้องหลังข้างแรมและข้างขึ้นของดวงจันทร์ ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจจะเกิดขึ้นในเรื่องวันนัดหมาย การติดต่อ หัจญ์ อิดดะฮฺ การถือศีลอด การละถือศีลอด(เมื่อพ้นเดือนเราะมะฎอน) ระยะการตั้งครรภ์ การกู้ยืม ... และภารกิจที่สำคัญของมนุษย์ทั้งหลาย ดังอายะฮฺที่คล้ายคลึงกันว่า :

"และ เราได้ทำให้กลางคืนและกลางวันเป็นสองสัญญาณ ดังนั้น เราทำให้สัญญาณของกลางคืนมืดมน และเราได้ทำให้สัญญาณของกลางวันมีแสงสว่าง เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานจากพระเจ้าของพวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้รู้จำนวนปีทั้งหลายและการคำนวณและทุก ๆ สิ่งเราได้แจกแจง มันอย่างละเอียดแล้ว" (อัล อิสรออฺ : 12)

"พระองค์ ทรงทำให้ดวงอาทิตย์มีแสงจ้าและดวงจันทร์มีแสงนวล และทรงกำหนดให้มันมีทางโคจร เพื่อพวกท่านจะได้รู้จำนวนปีและการคำนวณ อัลลอฮฺมิได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น เว้นแต่ด้วยความจริง พระองค์ทรงจำแนกสัญญาณต่าง ๆ สำหรับหมู่ชนที่มีความรู้" (ยูนุส : 5)

การนับเวลาตามจันทร์แรกขึ้นนั้นง่ายกว่าการนับเวลาโดยการนับวัน (ดู ตัฟสีรฺ อัล กุรฺฏุบีย์)

นัก วิชาการอิสลามได้กล่าวเกี่ยวกับดวงดาวเอาไว้ว่า อัลลอฮฺทรงสร้างดวงดาวด้วยเหตุผลสามประการ คือ เพื่อประดับประดาชั้นฟ้า เพื่อขับไล่ชัยฏอน และเพื่อเป็นสัญญาณนำทาง (เศาะฮีฮฺ อัล บุคอรีย์, กิตาบ บัดอ์ อัล-ค็อลกฺ) ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า :

"และ พระองค์คือผู้ที่ทรงให้มีแก่พวกเจ้า ซึ่งดวงดาวทั้งหลาย เพื่อพวกเจ้าจะได้รับการชี้นำด้วยดวงดาวเหล่านั้น ทั้งในความมืดแห่งทางบกและทางทะเล แน่นอนเราได้แจกแจงโองการทั้งหลายไว้แล้วสำหรับกลุ่มชนที่รู้" (อัล อันอาม : 97)

"และ โดยแน่นอนเราได้ประดับ ท้องฟ้าของโลกนี้ด้วยดวงดาวเป็นแสงประทีป และเราได้ทำให้มันเป็นอาวุธไล่ชัยฏอน และเราได้เตรียมการลงโทษด้วยไฟอันร้อนแรงสำหรับพวกมัน" (อัล มุลกฺ : 5)

................................................................

เครดิต http://www.fityah.com

ที่มา http://www.alisuasaming.com/

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

พีรี เรอีส นักเดินเรือและนักเขียนแผนที่ชาวออตโตมานยอดอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 16


 พีรี เรอีส : นักเดินเรือและนักเขียนแผนที่ชาวออตโตมานยอดอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 16

1. บทนำ
กองทัพเรือของออตโตมานมีชื่อเสียงในด้านการทหารอันลือเลื่องจากประมาณปลายศตวรรษที่ 11 จนถึงศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย อาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ของการปฏิบัติหน้าที่กองทัพเรือนี้มีขอบเขตจากส่วนตะวันตกสุดของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดียและช่องแคบฮอร์มุส  การประสบความสำเร็จของชาวออตโตมานเกี่ยวข้องกับการแผ่ขยายกว้างใหญ่ในด้านของภูมิประเทศและวิทยาศาสตร์ทางทะเล อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมนี้เป็นที่รู้จักกันน้อย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ที่นักประวัติศาสตร์หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับการแก้ปมเรื่องราวการค้นพบทางภูมิศาสตร์และการเดินเรือที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 15
   
อย่างไรก็ตาม ผลงานการศึกษาหลายๆ ชิ้นที่ถูกตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เผยให้เห็นถึงผลงานของผู้รู้ชาวออตโตมานที่ได้พัฒนาวิชาการเขียนแผนที่ ภูมิศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้มีความสนใจเป็นพิเศษต่อแผนที่ของชาวออตโตมาน ทั้งที่เป็นแผนที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือแผนที่โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นที่ที่เขียนโดยพีรี เรอีส
   
ความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งของวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการเขียนแผนที่ของชาวตุรกีในศตวรรษที่ 16 ได้รับการเก็บรักษาเอกสารเป็นอย่างดีโดยผู้เชี่ยวชาญ เฮสส์ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อพีรี เรอีส ได้นำแผนที่โลกใหม่ที่มีชื่อเสียงของเขามาแสดงต่อสุลต่าน ซาลิมที่ 1 ในปี 1517 เขาได้ทำให้อาณาจักรออตโตมานรู้จักการบรรยายลักษณะที่แน่นอนของอเมริกา รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการแล่นเรือรอบแอฟริกา ก่อนหน้าอาณาจักรในยุโรปหลายแห่ง ในปีต่อมา ซัลมาส เรอีส ได้เพิ่มเข้ามา และกู้ดริช ในผลงานบุกเบิกของเขา ก็ได้เดินทางไกลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกความจำทั้งหมด ทำให้การเขียนแผนที่บรรยายลักษณะโลกใหม่ของออตโตมานมีความล้ำเลิศ ซึ่งในตอนนั้นโลกใหม่กำลังถูกค้นพบในแง่ของความแปลกประหลาด ความหลากหลาย และความอุดมสมบูรณ์ของมัน
   
2. นักเขียนแผนที่และนักเดินเรือ
ชื่อเต็มของพีรี เรอีส คือ ฮัจญีมุฮิดดีน พีบี อิบนฺ ฮัจญี มะห์มัด เขาถูกเรียกว่า เรอีส เพราะเขามีความช่ำช่องในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาการทหารเรือ (จากภาษาอาหรับคำว่า รออีส อัล-บะฮฺร, รออีส อัล-มัรกับ, รออีส หรือ เรอีส หมายถึง กัปตัน, ผู้บังคับบัญชา) เขาเกิดระหว่างปี 1465 และ 1470 ในเมืองกัลป์ลิโปลี บนชายฝั่งแอเจียนของตุรกี และเสียชีวิตในปี 1554 หรือ 1555 
   ก่อนที่เขาจะได้กลายมาเป็นนายพล, นักภูมิศาสตร์ และนักเขียนแผนที่ผู้มีชื่อเสียงนั้น พีรีเรอีสเคยทำงานอยู่ในทะเลใสจนถึงปลายศตวรรษที่ 15 ภายใต้การควบคุมของเคมาล เรอีส ผู้เป็นลุงของเขาที่เป็นชาวเรือที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เขาเคยร่วมสู้รบในการต่อสู้ทางทะเลเคียงบ่าเคียงไหล่กับลุง และต่อมาได้เข้าร่วมรบในกองเรือของคอยรุดดีน บาร์บารุซซา เขาได้เข้าร่วมในการต่อสู้กับกองทัพเรือสเปน เจนัว และเวนิส อยู่หลายปี รวมทั้งการสู้รบในสงครามเลปันโตครั้งที่หนึ่ง (สงครามซอนชิโอ) ในปี 1499 และสงครามเลปันโตครั้งที่สอง (สงครามโมดอน) ในปี 1500 จนในที่สุด เขาได้นำกองทัพเรือออตโตมานเข้าต่อสู้กับโปรตุเกสในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย

ในระหว่างการปฏิบัติงานทางด้านการทหารเหล่านี้ และภายหลังการเสียชีวิตของเคมาล เรอีส ผู้เป็นลุงของเขาในปี 1511 พีรี เรอีส ได้กลับมายังกัลป์ลิโปลี เพื่อเขียนแผนที่โลกแผ่นแรกในปี 1513 หลังจากนั้น เขาได้เขียนหนังสือสองเล่มคือ กิตาบ บะฮฺรียะฮฺ ในปี 1521 และ 1525 หลังจากนั้น เขาได้ออกแบบและวาดแผนที่โลกแผ่นที่สองในปี 1528-29 เขาได้เงียบหายไปนานอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 1528 จนกระทั่งเขาได้ปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือออตโตมานในทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย
   
ในปี 1516 พีรี เรอีส ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพเรือออตโตมาน เขาเข้าร่วมการสู้รบกับอียิปต์ในปี 1516-17 และในปี 1517 เขามีโอกาสได้ถวายแผนที่โลกของเขาแก่สุลต่าน ซาลิมที่ 1 หลังจากเขียนหนังสือ กิตาบ บะฮฺรียะฮฺ เสร็จในปี 1521 ปีต่อมาเขาได้เข้าร่วมในการปิดล้อมเกาะโรดส์ ต่อสู้กับอัศวินของเซนต์จอห์น ซึ่งจบลงด้วยการยอมจำนนของเกาะแก่อาณาจักรออตโตมานเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ปี 1522 และอัศวินได้ไปจากเกาโรดส์อย่างถาวร ในปี 1524 เขาเป็นผู้บังคับบัญชาเรือที่นำอัครมหาเสนาบดีมัคบุล อิบรอฮีม ปาชา ไปยังอียิปต์ และจากคำแนะนำของมหาเสนาบดีผู้นี้ เขาได้ปรับปรุงหนังสือเกี่ยวกับการเดินเรือของเขา และสามารถนำมาถวายต่อสุลต่านสุลัยมานในปี 1525 สามปีต่อมา เขาได้นำแผนที่โลกแผ่นที่สองของเขามาถวายแก่สุลต่าน
   
ในปี 1547 พีรี เรอีส ได้รับแต่งตั้งให้เป็น เรอีส (พลเรือเอก) และเป็นผู้บังคับบัญชาการกองทัพเรือออตโตมานในมหาสมุทรอินเดีย และเป็นพลเรือเอกของกองทัพเรือในอียิปต์ โดยมีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่ซูเอซ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1548 เขาได้ยึดเอเดนกลับคืนมาจากโปรตุเกสได้ ตามมาด้วยการยึดมุสคัทในปี 1552 ซึ่งโปรตุเกสได้ยึดครองไปตั้งแต่ปี 1507 และเกาะสำคัญอย่างเกาะคิช ในด้านตะวันออก พีรี เรอิสยึดเกาะฮอร์มุสในช่องแคบฮอร์มุสลตรงปาน้ำเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียได้ เมื่อโปรตุเกสหันความสนใจของพวกเขาไปยังอ่าวอาหรับ พีรี เรอีส ยึดครองคาบสมุทรกาตาร์และเกาะบาห์เรนได้ เพื่อกีดกันไม่ให้โปรตุเกสได้มีฐานทัพที่มั่นคงในแนวชายฝั่งของอาหรับ
   
เรือรบและเรือดำน้ำหลายลำของกองทัพเรือตุรกี ถูกตั้งชื่อตามพีรี เรอีส
   
   
   โดย : ทีมศึกษาค้นคว้า FSTCR
   แปล : เยาวฮาเราะห์ ยอมใหญ่ 
   แหล่งที่มา : http://muslimheritage.com/topics/default.cfm?ArticleID=1183
   http://www.publicthaionline.com/