วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ภาพสันนิษฐานของเมืองมาลากา (Malaga) ในสมัยที่มุสลิมปกครอง


ภาพสันนิษฐานของเมืองมาลากา (Malaga) ในสมัยที่มุสลิมปกครอง

มาลากาตั้งอยู่ทางใต้ของคาบสมุทรไอบีเรีย ห่างจากช่องแคบยิบรอลตาร์มาทางตะวันออกราวหนึ่งร้อยกิโลเมตร เป็นเมืองที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในแคว้นอัล-อันดาลุส โดยที่ชาวมุสลิมได้เริ่มเข้ามาปกครองตั้งแต่ราวคศว.ที่ 8 เป็นต้นมาภายใต้คอลีฟะฮ์ราชวงศ์อุมัยยะฮ์แห่งกุรฏุบะฮ์ (Umayyad Caliphate of Cordoba) หลังรัฐคอลีฟะฮ์ล่มสลายลงในปี 1031 เมืองน้อยใหญ่ต่างแยกตัวออกเป็นราชาอาณาจักรอิสระขนาดเล็ก (Ta'ifa) มากาลาก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกันโดยผู้ปกครองมีการปรับเปลี่ยนแย่งชิงกันเรื่อยมาจนกระทั้งถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรก็อรนาเฏาะฮ์ (Granada) ในปี 1239 และท้ายที่สุดก็ถูกยึดครองโดยกองทัพคริสเตียนในปี 1487

อิบนุ บัฏฏูเฏาะฮ์ (Ibn Battuta) นักเดินทางผู้มีชื่อเสียง ได้เดินทางมายังเมืองแห่งนี้ในปี 1325 และได้บรรยายเกี่ยวกับมาลากาไว้ตอนหนึ่งว่า "เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่และสวยงามที่สุดของอัล-อันดาลุส..." อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและผลไม้ มีอุตสาหกรรมการผลิตภาชนะดินเผาเคลือบทองซึ่งถูกส่งออกจากไปยังดินแดนไกลโพ้น

มีมัสยิดที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงในความศักดิ์สิทธิ์ ลานของมัสยิดมีความงดงามหาที่ใดเปรียบ และมียังมีต้นส้มสูงใหญ่ปลูกอยู่ด้วย
ที่มา : โบราณคดีอิสลาม

ปัจจุบัน มาลากา (สเปน: Málaga) เป็นเมืองท่าในแคว้นปกครองตนเองอันดาลูเซียทางภาคใต้ของประเทศสเปน ริมชายฝั่งโกสตาเดลโซล (Costa del Sol) ซึ่งเป็นชายฝั่งหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่ที่พิกัดภูมิศาสตร์ 36°43′ เหนือ และ 4°25′ ตะวันตก โดยโอบล้อมด้วยภูเขา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเนินเขาอักซาร์กีอา (Axarquía)] และแม่น้ำสองสายซึ่งไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ แม่น้ำกวาดัลเมดีนา (Guadalmedina) และแม่น้ำกวาดาลอร์เซ (Guadalhorce)

จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2548 เฉพาะในเขตเมืองมาลากาจริง ๆ มีจำนวนประชากร 558,287 คน ส่วนในเขตเมือง (urban area) มีจำนวน 814,000 คน และในเขตมหานคร (เขตเมืองรวมกับเมืองบริวาร) มี 1,074,074 คน เป็นเขตมหานครที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศ มีรายได้หลักจากภาคเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยว

ภูมิอากาศมีลักษณะไม่หนาวจัดและไม่แปรปรวน อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีประมาณ 19 °ซ (66 °ฟ) ท้องฟ้าเปิดและผืนอ่าวที่กว้างใหญ่ทำให้มีการเปรียบเทียบเมืองนี้กับเมืองเนเปิลส์ (Naples) ประเทศอิตาลี




เมื่อพระเจ้าตากสินเสด็จฯไปกุโบร์ฝังศพ






เรื่องเล่าวิถีชีวิตของมุสลิมในแผ่นดินไทย มาแบ่งปันกันอ่าน ดังนี้
มุสลิมในแผ่นดินไทยมีบทบาทสำคัญด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่อดีตกาล ยุคสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ บทบาทของมุสลิมด้านต่างๆ ที่นักประวัติศาสตร์ไม่เคยตกประวัติศาสตร์นี้เลย

มุสลิมมิใช่แค่มีสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การค้าเท่านั้น แต่โยงไปถึงความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับสังคมชั้นสูงของไทย จนถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งในฐานะขุนศึกคู่บัลลังก์ ทั้งในฐานะผู้นำทางด้านศาสนาอิสลาม ทั้งในฐานะนายพ่อค้าวาณิชย์ ในระดับนำของราชอาณาจักรไทยทุกยุค

ในปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา แผ่นดินใกล้แตก เมื่อบรรดาข้าศึกเข้าล้อมพระนคร ในท่ามกลางความระส่ำระสายอลเวงของผู้คนและกองทัพ กองกำลังของมุสลิมที่ถนัดรบ ได้ร่วมสัปยุทธ เคียงบ่าเคียงไหล่กับนักรบสยาม นักรบมุสลิมเป็นจำนวนมากได้พลีชีวิต เพื่อปกป้องแผ่นดิน จนเป็นตำนานเล่าขานมาถึงยุคปัจจุบันทั้งในความกล้าหาญและความเสียสละ

ในความสูญเสียทั้งหลาย คือ “การเกิดใหม่” เสมอ เมื่อกรุงศรีอยุธยาปราชัยแก่ข้าศึก เหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง มุสลิมจำนวนหนึ่งถูกต้อนเป็นเชลย บ้างก็แตกหนีตายกระจัดกระจายกันไปตามภูมิภาคต่าง ๆ แต่มีมุสลิมอีกจำนวนไม่น้อยได้ร่วมน้ำใจกับพระยาตากฝ่าวงล้อมออกมากอบกู้บ้านเมือง ตั้งราชอาณาจักรใหม่ คือ “กรุงธนบุรีศรีสมุทร” มุสลิมที่พลัดที่พลัดบ้าน ก็ได้เข้ามารวมกันใหม่อีกครั้ง ละแวกธนบุรีหลายเขตจึงเป็นที่ตั้งของชุมชนไทยมุสลิม หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือบริเวณมัสยิดต้นสน ย่านเจริญพาศน์ที่เป็นหนึ่งในมัสยิดเก่าแก่มีตำนานที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทยเรา

ตามเกร็ดประวัติของชาวต้นสน เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งทหารของพระเจ้าตากสิน พบแผ่นกระดานไม้ขนาดใหญ่ลอยน้ำมาในแม่น้ำเจ้าพระยา จึงได้นำแผ่นไม้นั้น ขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงสันนิษฐานว่า ไม้แผ่นนั้นเป็นสมบัติอันมีคุณค่าตามคติของชาวมุสลิม พระองค์จึงพระราชทานให้กับคณะกรรมการของมัสยิดต้นสน แผ่นไม้กระดานดังกล่าว คือ “ช่องมิหรอบ” ใช้สำหรับกำหนดทิศทางของนครมักกะฮ์ ซึ่งเดิมน่าจะเป็นของมัสยิดแห่งหนึ่งแห่งใดในกรุงศรีอยุธยา แต่เกิดเพลิงไหม้และลอยน้ำมา ภายหลังได้รับการซ่อมแซมและจัดตั้งแสดง สะท้อนประวัติศาสตร์ อยู่ที่มัสยิดต้นสนจนปัจจุบันนี้

ตามประวัติศาสตร์บันทึกและปากคำที่เล่าสู่จากต้นตระกูลหลายสกุลวงศ์ เล่าว่า ทหารคู่พระทัยพระเจ้าตากสินนั้นมีชาวไทยมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านเหล่านั้นได้ทำความดีแก่ชาติบ้านเมืองในยามบ้านแตกสาแหรกขาด มีผลงานและวีรกรรมที่น่าชื่นชม (ท่านอาจหาอ่านได้จาก หนังสือสายสกุลสุลตานสุลัยมาน ซึ่งค้นคว้าและนำมาเขียนโดย ท่านประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะท่านผู้นี้เป็นคาเฟอีนในชีวิตของผู้เขียนท่านหนึ่ง ท่านได้เล่าไว้เป็นความละเอียดมาก ได้ความรู้ต่าง ๆ มากมาย)

จากประวัติศาสตร์บันทึกหลายยุค ไม่ค่อยพบพระมหากษัตริย์ไทยไปทำพิธีฝังมัยยัตถึงกุโบร์ (สุสาน) ของชาวมุสลิม แต่จากบันทึกจากพงศาวดาร พบว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเสด็จไปร่วมในพิธีฝังมัยยัตที่กุโบร์ของมัสยิดต้นสน กล่าวคือ

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระบรมราชโองการ แต่งตั้ง ให้ท่านมะหมุด บุตรของขุนลักษมาณา (บุญยัง) ซึ่งสืบเชื้อสายสกุลโดยตรงมาจากสุลต่านสุลัยมาน โปรดเกล้าฯ ให้เป็นถึง สมุหนายก และนับเป็นเจ้าพระยาจักรีท่านแรกในแผ่นดินกรุงธนบุรีศรีสมุทร โดยที่เป็นมุสลิมคนทั่วไปจึงเรียกท่านติดปากว่า “เจ้าพระยาจักรีแขก”

เจ้าพระยาจักรี(มะหมุด) คนนี้แหละที่เป็นนักรบ เป็นขุนศึกคนสำคัญของกรุงธนบุรีในยุคนั้น ได้ร่วมรบกับสมเด็จพระเจ้าตากมาก่อนตั้งกรุงธนบุรี จัดเป็นนักรบฉกาจกล้าโชกโชน เช่นการปราบปรามชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. 2312 ต่อมาปราบศึกเขมรในปี 2314 และยังจัดระเบียบราชการทหารในสังกัดอีกหลายด้านอีกด้วย คือไม่ใช่แต่เพียงมีความกล้าหาญเท่านั้นแต่เชี่ยวชาญพิชัยยุทธอีกต่างหากว่างั้นเถอะ

เมื่อพระเจ้าพระยาจักรี (มะหมุด) ท่านอายัลในปี 2317 ในวันฝังมะยัตของท่านที่มัสยิดต้นสน ก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ คือ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้เสด็จฯ ทรงเป็นประธานร่วมในพิธิฝัง ในบริเวณกุโบร์ด้านข้างมัสยิดต้นสน จนเป็นที่กล่าวขานร่ำลือ ของบรรดามุสลิมไทยมาจนทุกวันนี้ เป็นเกียรติประวัติของอัลมัรฮูมเจ้าพระยาจักรี(มะหมุด)และเป็นความรำลึกอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมไทยโดยทั้งหมดทุกคน

เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระกรุณาต่อชาวไทยมุสลิมเป็นอย่างมาก และทรงเป็นแบบอย่างแห่งพระจริยวัตรอันงดงามอย่างมิอาจจะกล่าวได้ ในวันนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินเพิ่มเติมให้แก่มัสยิดต้นสน เพื่อขยับขยายขอบเขตของกุโบร์ให้กว้างขวางออกไปอีกด้วย ดังที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ขอเล่าต่อสักนิดว่า กุโบร์ของมัสยิดต้นสนนี้ เป็นกุโบร์ที่สะท้อนให้เห็นอดีตอันโอฬารของบรรพชนของชาวไทยมุสลิมจำนวนมาก ทั้งยังเป็นสุสานที่ฝังมัยยัตของท่านจุฬาราชมนตรี ถึง 9 ท่าน น่าสนใจมาก ใครมีเวลาว่างควรหาโอกาสไปเยี่ยมชมให้ได้เถิด

แล้วหลังจากนั้นมาอีก 160 ปีเศษ เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2489 ได้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร์มหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระอนุชา (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ รัชกาลที่ 9) ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนชาวไทยมุสลิม ที่มัสยิดต้นสน ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าต่อไป ถึงน้ำพระทัยที่เต็มเปี่ยมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อชาวไทยมุสลิมอย่างไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ไหนในโลกที่ทรงเกื้อกูลอุปถัมภ์ต่อศาสนาอิสลามและต่อชาวมุสลิม โดยที่พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นมิได้นับถือศาสนาอิสลาม แต่พระองค์ทรงมีพระเมตตาอย่างเป็นล้นพ้นสุดประมาณได้ ขอพระองค์อัลลอฮ์สุบาฮานะฮูวะตะอะลาได้ทรงตอบแทนแทนต่อบรรดาพระมหากษัตริย์ตราธิราชเหล่านี้ด้วยเถิด

จากหน้าประวัติศาสตร์กรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินเสด็จไปฝังมะยัตทหารเอกคู่พระทัยต่อเนื่อง ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคปัจจุบัน เป็นประวัติศาสตร์ที่ชาวไทยมุสลิมควรเกิดความภาคภูมิใจ และรำลึกถึงความรักที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีต่อชาวไทยมุสลิมและควรเล่าสู่ให้ลูกหลานฟัง เพื่อให้เป็นประวัติศาสตร์ปากเล่าและเป็นประวัติศาสตร์บันทึกที่สืบสานต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ศุภชัย ตรีบำรุง
ลอส แองเจลีส/แคลิฟอร์เนีย


เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ขุนนางมุสลิมในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ


เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ขุนนางมุสลิมในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ

สมุหนายก และเสนาบดี(กระทรวง)มหาดไทย คู่พระทัยของพระเจ้าตากสินมหาราช
หากเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ยุคอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ฯในรัชการที่ 7 เราจะพบว่ามีบรรดาขุนนางมุสลิม ที่มาจากเปอร์เซีย มลายู จาม ชวา และออตโตมาน(มัวร์) ได้เข้าร่วมรับราชการในตำแหน่งขุนนางสำคัญๆ ต่างๆ และร่วมต่อสู้กอบกู้เอกราช ร่วมก่อร่างสร้างเมืองเคียงข้างบรรพชนชาวสยามมาตลอดประวัติศาสตร์

บรรพชนเหล่านี้ อพยพมาเป็นข้ารับใช้ในพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม ตั้งยุคอยุธยาเรื่อยมาถึงรัตนโกสินทร์ จนได้ถูกบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติ ในพงศาวดาร และประวัติศาสตร์แห่งชาติ ทั้งในรูปของจิตกรรมฝาผนังตามวัดวาอาราม ตามโบสถ์ วิหารต่างๆ ผ่านคำบอกเล่า ผ่านตัวหนังสือ ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ไว้เป็นแบบอย่าง ในเวลาต่อมา

ขุนนางมุสลิมที่โดดเด่นที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็คือ หลวงนายศักดิ์(หมุดหรือแขก) ที่ร่วมรับใช้พระเจ้ากรุงธนบุรีในการกู้ชาติและร่วมก่อร่างสร้างเมือง ตั้งแต่ครั้งที่ทัพพระยาตากเข้าตีเมืองจันทรบูร เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ได้ทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์หลวงนายศักดิ์ เป็นพระยายมราช และเป็นพระยาจักรีในเวลาต่อมา

เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ (หมุดหรือแขก) มีชื่อจริงว่า มะหะหมูด(มะห์มูด) เป็นบุตรของพระยาลักษมนา(บุญยัง) กับหม่อมดาว เกิดเมื่อพ.ศ. ๒๒๗๐ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงนายศักดิ์นายเวร หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า "หลวงนายศักดิ์"

พระยาลักษมณา(แม่ทัพเรือ) บิดาของหลวงนายศักดิ์ เป็นบุตรของพระยาราชบังสัน(ฮะซัน) และฮะซันเป็นบุตรของสุลต่านสุไลมาน เจ้าเมืองนครสังงอรา(สงขลา-พัทลุง) ซึ่งเป็นมุสลิมเชื้อสายเปอร์เซีย
เจ้าพระยาจักรี มีบุตร ๓ คน คือ พระยายมราชเกษตราธิบดี (หมัดหรือจุ้ย), พระยาราชวังสัน(หวัง) ซึ่งเป็นคุณตาของสมเด็จพระศรีสุลาไลย (เจ้าจอมมารดาเรียม) พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และคนที่ ๓ คือ ลักษมณา ผู้ถูกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชจับตัวไปในคราวที่เจ้าพระยาจักรี(หมุด)ยกทัพ ไปตีเมืองนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ. ๒๓๑๒

พระยาจักรีหรือหลวงนายศักดิ์ เริ่มต้นต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพระยาตาก เมื่อครั้งที่พระยาตากยกทัพเข้าตีเมืองจันทบูร ท่านเป็นข้าหลวงคนหนึ่งที่ถูกส่งมาจากพระนครศรีอยุธยาเพื่อมาเก็บส่วยอากรจากหัวเมืองตะวันออกเช่น ชลบุรี จันทบูร ฯลฯ และค้างอยู่ในจันทบูรเมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตก
หลังจากที่พระยาตากชนะศึกจันทบูร ท่านก็ได้รวบรวมเงินที่เก็บได้จากส่วย อากรจำนวน 300 ชัง มามอบให้กับพระยาตากเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์ในการศึก และรวมถึงการต่อเรือรบ เพื่อมุ่งหน้ากลับมากอบกู้ราชธานีศรีอยุธยาให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือพม่า

ในปีพุทธศักราช ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้จัดทัพเพื่อไปตีเมืองนครศรีธรรมราช และพระองค์ทรงโปรดให้ พระยาจักรี (หมุด) เป็นแม่ทัพ ให้พระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ และพระยาเพชรบุรี เป็นนายกองคุมทัพด้วยไพร่พล ๕,๐๐๐ คน มุ่งหน้าสู่นครศรีธรรมราช

เมื่อเจ้าพระยาจักรียกทัพมาถึง เมืองชุมพร และเมืองไชยา พวกกรมการเมืองก็เข้ามาอ่อนน้อมยอมตนโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ครั้นเมื่อยกทัพเข้าถึงเมืองนครศรีธรรมราช ทัพเจ้าเมืองนครตั้งทัพสกัด จึงได้เข้าตี แต่ก็ไม่สามารถตีค่ายนครศรีธรรมราชได้ ซึ่งในการรบพุ่งครั้งนั้น ทำให้พระยาศรีพิพัฒน์ และพระยาเพชรบุรี ต้องเสียชีวิตในสนามรบ จึงต้องถอยทัพ ออกมาตั้งหลักที่เมืองไชยา

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อทรงทราบข่าวการศึกไม่ก้าวหน้า พระองค์จึงได้เรียกทัพที่พระองค์ส่งไปตีกัมพูชา จนได้เสียมราฐ พระตะบองกลับมา และมีพระบัญชาให้กลับมาตีเมืองนครศรีธรรมราช
เดือน ๘ ปี พุทธศักราช ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พร้อมด้วยกองทหาร ๑๕,๐๐๐ นาย ได้ยกทัพจากกรุงธนบุรี มุ่งหน้าไปยังนครศรีธรรมราช แต่เมื่อกองทัพเรือแล่นมาถึง หาดเจ้าสำราญ หัวเมืองเพชรบุรี ขบวนเรือก็ได้ถูกพายุ จนทำให้เรือบางส่วนในกองทัพเสียหาย ต้องหยุดซ่อม จากนั้นพระองค์ก็ทรงยกทัพไปเมืองไชยา ทรงทัพออกเป็น ๒ ส่วน โดยทัพบกให้พระยายมราชเป็นกองหน้า ส่วนเจ้าพระยาจักรีให้เฝ้าเมือง พระยาพิชัยราชาคุมทัพหลวงทางบก ส่วนพระองค์คุมทัพเรือด้วยพระองค์เอง โดยกำหนดให้เข้าตีเมืองนครศรีธรรมราชโดยพร้อมกันทั้ง ๒ ทาง

ฝ่ายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชไม่รู้กลศึกของพระเจ้ากรุงธนบุรี คิดว่าคงยกมาทางบกเพียงทางเดียว จึงมิได้เตรียมการต่อสู้ทางเรือไว้ จึงทำให้กองทัพเรือของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ยกทัพไปถึงปากพญา ปากน้ำเมืองนครศรีธรรมราชอย่างง่ายดาย เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ ปีฉลู พุทธศักราช ๒๓๑๒

ครั้นเจ้าเมืองนครทราบข่าวก็ตกใจ สั่งให้อุปราชจันทร์หลานเขยรวบรวมคนมาตั้งค่ายคอยต่อสู้ที่ท่าโพธิ์ ห่างจากเมือง นคร ฯ ประมาณ ๓๐ เส้น (ประมาณ ๑ - ๑.๕ กม.) กองทัพหลวงเข้าตีค่ายท่าโพธิ์จนแตก จับตัวอุปราชจันทร์ได้ พระยานครศรีธรรมราชทราบข่าวก็ไม่คิดต่อสู้ พาญาติวงศ์ตัวรอดทิ้งเมืองหนีไปหลบภัยที่เมืองสงขลาและปตานีในเวลาต่อมา

ส่วนพระยายมราช ซึ่งเป็นกองหน้ายกมาทางบกเข้าตีข้าศึกที่ท่าหมาก แล้วยกไปพบค่ายเมืองนครตั้งอยู่ที่หัวช้าง แต่ยังไม่ได้ทำการต่อสู้ เพราะทหารทางค่ายทราบว่าเมืองนครแตก ก็หนีไปหมด จึงยกทัพไปสมทบกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่ก็ยังช้าไป ๘ วัน จึงได้กราบทูลความผิดขอรับพระอาญา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงภาคทัณฑ์ไว้ แล้วให้พระยาจักรี กับพระยาพิชัยราชาตามจับตัวเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมาให้ได้

ในวันศุกร์เดือน ๑๑ ขึ้น ๖ ค่ำ ปี พุทธศักราช ๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพออกจาก เมืองนครศรีธรรมราชมายัง เมืองสงขลา ฝ่ายเจ้าพระยาจักรี กับพระยาพิชัยราชา ไปถึงเมืองสงขลาก่อนหน้าแล้ว ทราบว่า พระยาพัทลุง กับ หลวงสงขลาได้พาเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหนีลงใต้ ไปพึ่งพระยาตานี
พระยาจักรีจึงมีหนังสือแจ้งให้พระยาตานี ส่งตัวเจ้าพระยานครกับพวกมาถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระยาปัตตานีเกรงจะเดือดร้อนจึง จับตัวเจ้าพระยานคร เจ้าพัด กับบุตรเขย เจ้าถลาง พระยาพัทลุง และหลวงสงขลา รวมทั้งพรรคพวกส่งให้กองทัพ เจ้าพระยาจักรียกทัพกลับเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่เมืองสงขลา พร้อมถวายข้าศึกที่จับได้ทั้งหมด สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้จัดเมืองสงขลา และพัทลุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเสด็จย้อนกลับ มาที่นครศรีธรรมราช

หลังจากทรงเสด็จกลับกรุงธนบุรีแล้ว ทรงนำเชลยทั้งหมดให้ลูกขุนพิจารณาโทษ ลูกขุนพิจารณาโทษประหารชีวิตกับเชลยทั้งหมด แต่พระองค์ทรงเห็นว่าในยามที่บ้านเมืองแตก ต่างก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ ที่ต้องรบพุ่งกันจะเอาความผิดมิได้ อีกทั้งเจ้าเมืองนครก็อ่อนน้อมดี ควรให้รับราชการใน แผ่นดินต่อไป
ในระหว่างที่รับราชการที่อยู่กรุงธนบุรี เจ้าเมืองนครได้ทำคุณงามความดีความชอบช่วยทำสงครามกับพม่า และเจ้าพระยานครได้ยกธิดานามว่า ฉิม เป็นบาทบริจาริกาอีกด้วย จนเป็นที่ไว้วางพระทัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้กลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราชในปี พุทธศักราช ๒๓๑๙ ได้รับสุพรรณบัฏเป็น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) มีเกียรติเสมอยศเท่ากับเจ้าเมืองประเทศราช

พระยาจักรีเป็นแม่ทัพคู่พระทัยคนหนึ่งที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเจ้าตาก เป็นแม่ทัพที่นำทัพตีเมืองกัมพูชา จนชนะหลายศึก ตำแหน่งพระยาจักรี เป็น สมุหนายก อัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน ถ้าจะเทียบกับยุคปัจจุบัน ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คู่กับสมุหกลาโหม อัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

พระยาจักรี(หมุดหรือแขก)ถึงอสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๗ แต่หลักฐานที่เป็นหินอ่อนติดที่หลุมฝังศพของท่านระบุว่าเป็นปี ๒๓๑๔ แต่ข้อมูลจากหนังสือ "การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" ที่เรียบเรียงโดย อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีข้อความที่กล่าวถึงปีอสัญกรรมและหลักฐานประกอบเกี่ยวกับการตั้งตำแหน่งพระยาจักรีในเวลาต่อมา จึงขอใช้ปี พ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นปีที่เจ้าพระยาจักรี(หมุดหรือแขก)ถึงอสัญกรรม โดยในวันฝังศพของท่านที่สุสานของมัสยิดต้นสน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จด้วยพระองค์เองมาร่วมในพิธีฝังศพ และโปรดเกล้าฯพระราชทานที่ดินเพิ่มเติมให้แก่มัสยิดต้นสนเพื่อขยายขอบเขตของ สุสานเพิ่มเติมด้วย

พวกญาติพี่น้องสายเจ้าพระยาจักรี(หมุด) อยู่ใกล้วัดหงส์ เรียกกันว่า "แขกแพ" ไม่ห่างไกลจากวัดหนัง อันเป็นเขตที่อยู่อาศัยของ พวกญาติพี่น้องพระยาพัทลุง(ขุน) ผู้เป็นญาติสนิท
โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งแต่งโดยนายสวน มหาดเล็ก เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๑๔ ได้กล่าวถึงเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ไว้ตอนหนึ่งว่า

ฝ่ายหมู่มุขมาตย์เฝ้า บริบาล
ชาญกิจชาญรงค์ชาญ เลิศล้วน
สมุหกลาโหมหาญ หาญยิ่ง
นายกยกพจน์ถ้อย ถี่ถ้อยขบวนความ

เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ขุนนางมุสลิมในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ
เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ขุนนางมุสลิมในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ
อ้างอิง: ภัทระ คาน. สุสานประวัติศาสตร์ 3 สมัย. ใน มุสลิมมัสยิดต้นสนกับบรรพชนสามสมัย. กทม. จิรรัชการพิมพ์. 2544


“มัสยิดบางหลวง”มัสยิดทรงไทย ศิลปะ 3 ชาติ หนึ่งเดียวในโลก


“มัสยิดบางหลวง”มัสยิดทรงไทย ศิลปะ 3 ชาติ หนึ่งเดียวในโลก

“มัสยิดบางหลวง” มัสยิดก่ออิฐถือปูนแห่งเดียวในโลกที่เป็นทรงไทย
เมื่อถามถึงรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของ “มัสยิด” ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิม ในภาพที่เคยผ่านตาหรือในความทรงจำของหลายๆ คน คงจะเป็นอาคารรูปโดมสีเขียว มีหอคอย มีสัญลักษณ์ดาวเดือน เด่นเป็นสง่า แต่ที่ “คลองบางกอกใหญ่” หรือในอีกชื่อว่า “คลองบางหลวง” นั้น กลับมีมัสยิดแห่งหนึ่งที่ดูจะแปลกไปจากมัสยิดอื่นทั่วๆ ไป เพราะเป็น มัสยิดทรงไทย ที่ผสมกลมกลืนศิลปะของ ไทย จีน และฝรั่ง มาผสานเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างงดงามและลงตัว

ณ วันนี้ ก็ยังไม่มีมัสยิดที่ไหนสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนี้ มัสยิดบางหลวงจึงนับเป็นมัสยิดทรงไทยหนึ่งเดียวในโลกที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้

มัสยิดบางหลวงได้ผ่านยุคสมัย ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน มากว่า 200 ปี และได้ร้อยเชื่อมเรื่องราวของผู้คนและกาลเวลาเข้าด้วยกัน โดยไม่มีสิ่งใดจะมาขีดคั่น แม้ปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่เป็นศูนย์รวมของจิตวิญญาณแห่งสัปปุรุษ สะท้อนศรัทธาตั้งมั่นแห่งพระผู้เป็นเจ้า

และหากพูดถึงมัสยิดบางหลวง ก็ไม่อาจที่จะไม่พูดถึงชุมชน คลองบางหลวง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าแก่ ที่ชาวไทยมุสลิมกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันอยู่บริเวณปากคลองบางหลวง (ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่) โดยชุมชนมุสลิมที่นี่ได้ก่อร่างสร้างชุมชนมาพร้อมๆกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ มีบรรพบุรุษของชาวชุมชนเป็นแขกจาม (ชาวมุสลิมจากอาณาจักรจัมปาในเขมร ที่เข้ามาเป็นกองอาสาจาม) และแขกแพ (ปลูกแพอยู่) ที่อพยพมาจากอยุธยาเมื่อคราวกรุงแตก

ครั้นเมื่อตั้งถิ่นฐานฝังรกรากเป็นชุมชน ก็ย่อมต้องมีสถานที่ประชุมทำศาสนกิจ นั่นก็คือมัสยิด ชาวมุสลิมถือว่ามัสยิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รวมจิตวิญญาณของมุสลิมกับพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นก่อนเข้ามัสยิดจึงต้องชำระทั้งจิตใจและร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์

ด้านหน้าบันไดก่อนจะขึ้นไปยังมัสยิด จะสังเกตเห็นป้ายเล็ก ๆบอกข้อห้ามไม่ให้ ชาย-หญิงที่นุ่งกางเกงขาสั้น และหญิงที่มีประจำเดือนเข้าไปภายใน เพราะถือว่าเป็นเลือดที่ไม่สะอาด เมื่อหญิงนั้นพ้นการมีประจำเดือน 7 วันแล้วจึงเข้าไปได้ เพื่อให้สะอาดจริงๆ ซึ่งที่ต้องมีข้อกำหนดนี้ขึ้น คงไม่ใช่เพียงมัสยิดเท่านั้น แม้แต่วัด วิหาร พระธาตุ ที่ถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คนที่เข้าไปก็ต้องให้ความเคารพและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกียรติกับสถานที่ แต่ก็น่าแปลกที่อยู่ๆเจ๊ระเบียบรัตน์ก็ออกมาโวยวายในจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมานับร้อยๆปี ก่อนที่จะโดนยำเละกลับไป

มิมบัร* ที่ผสมผสานด้วยลวดลายปูนปั้นของศิลปะ 3 ชาติ
ซุ้มทรงวิมาน3 ยอด สอดแทรกด้วยลวดลายศิลปะ 3 ชาติ

เอกลักษณ์ 3 ชาติ ผสานเป็นหนึ่งเดียว
มัสยิดบางหลวง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1(พ.ศ. 2328) โดยพ่อค้ามุสลิมชื่อโต๊ะหยี ได้รวบรวมสมัครพรรคพวก ทำการก่อสร้างมัสยิดขึ้นในหมู่บ้าน “เป็นทรงไทยก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง” มีหน้าบันหน้า-หลังประดับด้วยปูนปั้นลายศิลปะ 3 ชาติคือ ที่กรอบหน้าบัน เป็นเครื่องลำยอง ประดับห้ามลายไว้บนยอด เป็นศิลปะไทย ส่วนในหน้าบัน เป็นปูนปั้นลายก้านแย่งใบฝรั่งเทศ เป็นศิลปะฝรั่ง และที่ส่วนดอกไม้ เป็นดอกเมาตาล เป็นศิลปะจีน

ลายศิลปะ 3 ชาตินี้ ได้นำมาประดับที่กรอบประตูและหน้าต่างทุกบานของมัสยิด ในส่วนตัวอาคารที่เป็นปูน ทาสีขาวทั้งหมด ส่วนที่เป็นไม้จึงสีเขียว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าว่า "กุฎีขาว" (คำว่า กุฎี ถูกนำมาใช้เรียกศาสนสถานของมุสลิมมาแต่สมัยอยุธยา แต่เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ.2490 ได้เปลี่ยนคำเรียกเป็นมัสยิด) ขณะเดียวกัน ท่านโต๊ะพิมเสน ได้ขอซื้อพระตำหนักวังหน้าเก่ามาทำเป็นศาลามัสยิดขึ้น 1 หลัง เป็นไม้ทั้งหลังและเป็นทรงไทยเช่นเดียวกัน

แม้ตัวอาคารจะเป็นทรงไทย ซึ่งนับว่าเป็น “มัสยิดก่ออิฐถือปูนแห่งเดียวในโลกที่เป็นทรงไทย” แต่ผู้สร้างก็ได้บรรจุหลักการสำคัญของศาสนาอิสลามไว้ คือ มี มิมบัร (แท่นแสดงธรรม คล้ายธรรมาศน์ของพระภิกษุ) มิหฺร็อบ (ที่ละหมาดของอิหม่าม) โครงสร้างภายในก็เป็น พื้นราบ สะอาด ปราศจากรูปเคารพ มีเสาค้ำยันพาไล จำนวน 30 ต้น เท่ากับบทบัญญัติในคัมภีร์อัลกุลอาร ที่มี 30 บท และห้องละหมาดมี 12 หน้าต่าง 1 ประตู รวม 13 ช่อง เท่ากับจำนวนรุกุ่น หรือกฎละหมาด 13 ข้อ

30 ปีถัดมา มิมบัรเก่าในมัสยิดชำรุดลง เจ้าสัวพุก พ่อค้าจีนมุสลิม (ต้นตระกูล พุกภิญโญ) ได้ทำการก่อสร้างมิมบัรและมิหรอบขึ้นใหม่ เป็นซุ้มทรงวิมาน ก่ออิฐถือปูนปิดทอง ผสมผสานด้วยลวดลายปูนปั้นของศิลปะ 3 ประกอบด้วย ฐานเสา เป็นปูนปั้นลวดลายไทย เกี่ยวกระหวัดด้วยกิ่งใบฝรั่งเทศและดอกเมาตาลของจีน ตลอดตัวเสาประดับกระจกสีลายไทย เป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายรักร้อย และลายแก้วชิงดวง

ส่วนด้านบนเป็นทรงวิมาน 3 ยอด สอดแทรกด้วยลวดลาย ก้านใบฝรั่งเทศและดอกเมาตาลของจีน เต็มทั้ง 3 ยอด ตลอดทั้งซุ้มประดับด้วยกระจกหลากสี พร้อมกับได้แกะสลักแผ่นไม้เป็นอักษรอาหรับนูนลอย เป็นชื่อ อัลเลาะห์ นบีมูฮำหมัด บุคคลสำคัญของศาสนา บทอัลกุรอานที่สำคัญ ติดตั้งไว้ภายในซุ้ม
แผ่นไม้สักที่สลักเป็นอักษรอาหรับนูนลอย แสงสีเขียวหมายถึงความสงบ
ตู้ลายรดน้ำเก่าแก่อันเป็นศิลปะไทย สำหรับเก็บคัมภีร์อัลกุรอาน

แปลก...แต่ไม่แตกต่าง
ไม่ได้มีข้อบัญญัติใดว่ารูปลักษณ์ของมัสยิดจะต้องเป็นรูปโดม หรือเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่เป็นข้อกำหนดว่ามัสยิดทุกแห่งต้องมี คือ มิหรอบ มิมบัร และพื้นราบ สะอาด เพื่อเป็นสถานที่ให้มุสลิมได้ทำการละหมาด โดยหันหน้าไปทางเมืองเมกกะประเทศซาอุดิอาระเบีย

ดังนั้นการที่มัสยิดบางหลวงมีลักษณะสถาปัตยกรรมและศิลปะหลายชาติมาผสมผสานกัน จึงเป็นสิ่งสะท้อนบอกถึงความเป็นมาของมัสยิด บอกถึงภูมิปัญญาและความสามารถด้านช่างฝีมือ ของบรรพบุรุษของชาวชุมชน เพราะหากย้อนไปในอดีต จะเห็นว่ามีชาวต่างชาติจากหลากหลายประเทศเข้ามาทั้งรับใช้ในราชสำนักและทำการค้าขาย วัฒนธรรมประเพณีต่างๆจึงซึมซับและหลอมรวมกัน โดยไม่มีความเป็นเชื้อชาติหรือศาสนามาแบ่งกั้น

กาลเวลาผ่านล่วงมาถึงปัจจุบัน แต่กลิ่นอายแห่งอดีตก็ยังคงกรุ่นอยู่ในความรู้สึกของชาวชุมชน พวกเขายังคงเป็นมุสลิมผู้เคร่งครัดกับบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า เช่นเดียวกับมัสยิดของชุมชน ที่ถึงแม้จะแปลกไปจากมัสยิดอื่น
แต่คงไม่แตกต่างในความเป็นมุสลิม

ทุกๆ วัน ชาวชุมชนยังต้องละหมาดวันละ 5 เวลา (ย่ำรุ่ง กลางวัน เย็น พลบค่ำ กลางคืน) เพราะถือเป็นการเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้า โดยการสวดมนต์ต่อหน้าพระองค์ ทุกๆเย็น เมื่อกลับจากโรงเรียน เด็กๆ ก็จะพากันไปเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทราบในข้อบัญญัติและสิ่งที่ควรปฏิบัติในการเป็นมุสลิมที่ดี

และทุกวันศุกร์ อิหม่าม (ผู้นำศาสนาอิสลามประจำมัสยิด) ก็จะทำหน้าที่ในการสั่งสอนคนในชุมชน (คล้ายกับการขึ้นเทศน์แสดงธรรมของพระสงฆ์) ซึ่งเรื่องที่พูดหรือสั่งสอนก็จะนำมาจากพระคัมภีร์หรือเป็นเรื่องสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น การพนัน ยาเสพติด แม้กระทั่งการทำหน้าที่ผู้คลายทุกข์ เป็นเหมือนที่พึ่งทางใจ สำหรับชาวชุมชน

สิ่งสะท้อนของมัสยิดบางหลวงจากงานศิลปกรรมที่ไม่จำกัดสัญชาติ กระทั่งถึงชุมชนชาวบางหลวงที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติและเผื่อแผ่ไปยังชุมชนอื่น จึงเป็นสิ่งยืนยันในความเป็นจริง “คนมุสลิมก็คือคนไทย มีจิตใจเป็นไทยเพียงแต่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้นเอง”
*มิมบัร (แท่นแสดงธรรม คล้ายธรรมาศน์ของพระภิกษุ)
---------------------------------------------------------
มัสยิดบางหลวง หรือกุฎีขาว นับเป็นศาสนสถานที่กองการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร จัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภท Unseen in Bangkok
สถานที่ตั้งของมัสยิด อยู่ซอยมัสยิดบางหลวง ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ มีรถโดยสารสาย 19, 56,57 ผ่าน โดยลงที่ป้าย สน. บุปผาราม แล้วเดินเข้าไปประมาณ 200 เมตร นอกจากนี้สามารถเดินทางไปได้ทางเรือ โดยขึ้นเรือหางยาวที่ท่าเรือราชินี ใกล้ปากคลองตลาด แล้วนั่งเรือข้ามฝั่งเข้าไปในคลองบางหลวง (คลองที่มีป้อมวิชัยประสิทธิ์ตั้งอยู่เป็นจุดสังเกต) มีท่าน้ำเล็กๆ อยู่ด้านซ้ายมือ ติดป้ายชื่อมัสยิดบางหลวง ชุมชนกุฎีขาว ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์หมายเลข 0-2466-6159 หรือกองการท่องเที่ยว กทม. 0-2225-7612-4






ฮาเกีย โซเฟีย อนุสรณ์แห่งศรัทธา


ฮาเกีย โซเฟีย อนุสรณ์แห่งศรัทธา

ชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณ ตามคำสอนของคัมภีร์กุรอาน วิญญาณของมนุษย์รู้จักพระเจ้าก่อนที่มนุษย์จะเกิดมาในโลกนี้

ดังนั้น ความศรัทธาในพระเจ้าจึงเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด หลักฐานความจริงในเรื่องนี้สามารถเห็นได้จากการที่มนุษย์ยังคงมีความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากสถานที่สวดวิงวอนหรือทำพิธีสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมตามความเชื่อที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วโลก

ดังนั้น ไม่ว่าใครจะพยายามทำลายหรือทำให้โลกเห็นว่าความศรัทธาและศาสนาไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนสมัยใหม่อย่างไรก็ตาม ความศรัทธาในพระเจ้าก็ไม่มีวันหมดไปจากวิญญาณของมนุษย์
ตัวอย่างที่ยืนยันถึงความจริงในเรื่องนี้มีให้เห็นอย่างชัดเจนมากมาย เช่น ในอดีต รัฐบาลคอมมิวนิสต์รัสเซียและรัฐบริวารอื่นๆในยุโรปตะวันออกได้พยายามต่อต้านและหาทางทำลายศาสนาทุกวิถีทาง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะขจัดความศรัทธาออกไปจากจิตใจของผู้คนได้ มิหนำซ้ำ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและระบอบคอมมิวนิสต์ก็คือการฟื้นฟูบูรณะโบสถ์และศาสนสถานต่างๆให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งโดยบรรดาผู้ศรัทธาหลังจากที่ถูกกดขี่มาเป็นเวลา 50 ปี แต่ศรัทธาที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกทำลาย

ฮาเกียโซเฟียหรืออายาโซเฟีย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งซึ่งถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกยุคใหม่ยืนตระหง่านเป็นหลักฐานยืนยันถึงความจริงดังกล่าวถึงแม้มันจะมิได้ถูกคัดเลือกก็ตาม

ฮาเกียโซเฟียเป็นโบสถ์ใหญ่แห่งหนึ่งในนครอิสตันบูลเมืองหลวงเก่าของประเทศตุรกี สถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานอีกแห่งหนึ่งที่ยืนหยัดท้าทายความพยายามที่จะลดความสำคัญของศาสนาและทำลายความศรัทธาของมนุษย์เมื่อมุสตาฟา เคมาล อดีตประธานาธิบดีของตุรกียุคใหม่ได้เปลี่ยนมันให้เป็นพิพิธภัณฑ์ใน ค.ศ.1935 แต่ฮาเกียโซเฟียก็ยังคงขัดขืนความพยายามที่จะสยบความศรัทธาในพระเจ้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้มันถูกสร้างขึ้นมา

ฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์มานานประมาณ 1,000 ปีในสมัยโรมัน หลังจากพวกโรมันเสียอำนาจให้พวกออตโตมานเติร์กแล้ว ฮาเกียโซเฟียก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิดมานานกว่า 500 ปี ในเวลานั้น เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันไบแซนตินมีชื่อว่าคอนแสตนติโนเปิลซึ่งปัจจุบันคืออิสตันบูล

เดิมทีบริเวณที่ตั้งของฮาเกียโซเฟียเคยเป็นโบสถ์หลังหนึ่งมาตั้งแต่ ค.ศ.360 แต่ใน ระหว่าง ค.ศ.532 -537 จักรพรรดิจัสตีเนียนแห่งอาณาจักรโรมันไบแซนตินได้สร้างฮาเกียโซเฟียขึ้นมาเป็นโบสถ์หลังใหญ่อลังการจนบดบังโบสถ์เดิมไป เมื่อถูกสร้างเสร็จ มีคนกล่าวว่าจักรพรรดิจัสตีเนียนได้ประกาศว่า "โซโลมอนเอ๋ย ตอนนี้ ข้าพระองค์แซงหน้าท่านไปแล้ว"

ในอดีต โซโลมอนหรือนบีสุลัยมานคือผู้สร้างมหาวิหารแห่งนครเยรูซาเล็มขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสถานที่แสดงความเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้า

สถาปนิกและวิศวกรของจักรพรรดิจัสตีเนียนไม่เพียงแต่สร้างโบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังได้สร้างโดมขนาดมหึมาครอบตัวอาคารเพื่อท้าทายผู้คนในเวลานั้นที่คิดว่าไม่สามารถเป็นไปได้ด้วย
โดมของฮาเกียโซเฟียวางอยู่บนเสาหินขนาดใหญ่ที่นำมาจากบริเวณที่เรียกว่าซูดานในปัจจุบัน แต่ด้วยความรีบเร่งในการสร้างภายในเวลาห้าปี น้ำหนักของโดมที่กดทับลงมาบนกำแพงสี่ด้านได้ทำให้กำแพงโก่งออก หลังจากนั้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในกรุงคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.989 จึงได้มีการซ่อมแซมโดมใหม่และทำให้โดมมีความสูงขึ้นกว่าเดิมอีก 20 ฟุต นับแต่นั้นมา โดมใหญ่แห่งฮาเกียโซเฟียก็กลายเป็นลักษณะมาตรฐานของสถาปัตยกรรมออร์โธดอกซ์ โรมันแคธอลิกและอิสลามต่อมาอีกหลายศตวรรษ

ฮาเกียโซเฟียยืนผงาดเป็นโบสถ์ใหญ่ที่สุดในโลกมาจนกระทั่งได้มีการสร้างโบสถ์เซวิลล์หลังจากนั้นอีกพันปี กำแพงหินภายนอกตัวอาคารนั้นดูเรียบง่าย แต่ภายในกลับวิจิตรงดงามอลังการด้วยพื้นหินอ่อนและผนังโดยรอบที่ประดับประดาด้วยหินโมเสก ทองคำและกระจกสีที่นำมาทำเป็นรูปพระเยซูคริสต์และนักบุญ ต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง

เมื่อโบสถ์หลังนี้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของพวกออตโตมานเติร์ก โบสถ์หลังนี้ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นมัสญิดและได้มีการนำสีขาวไปทาทับกระเบื้องโมเสกที่ทำเป็นรูปพระเยซู ทั้งนี้เนื่องจากอิสลามไม่อนุญาตให้มีรูปภาพหรือรูปปั้นในมัสญิด แต่กระเบื้องโมเสกเหล่านั้นก็ได้รับการซ่อมแซมตลอดเวลา ถึงแม้กระเบื้องบางชิ้นจะหลุดออกมา แต่ผู้ดูแลก็เก็บกระเบื้องเหล่านั้นไว้เพื่อนำไปติดยังที่เดิมหากมีการซ่อมแซม เพราะผู้ปกครองอาณาจักรออตโตมานเติร์กนั้นเคารพความสวยงามและศิลปกรรมของอาคาร แต่ในมัสญิด พวกเติร์กจะถือว่าคำสั่งของพระเจ้าสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าศิลปะ

เมื่อพวกครูเสดทำลายกรุงคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.1204 พวกครูเสดได้เอาชิ้นส่วนต่างๆและทรัพย์สมบัติอันมีค่าไปจากโบสถ์แห่งนี้ ต่อมา โบสถ์หลังนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสญิดหลังจากที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลถูกยึดได้โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ใน ค.ศ.1453 หลังจากนั้น สถาปนิกของสุลต่านสุลัยมานผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้บูรณะซ่อมแซมอาคารหลังนี้ให้มีความแข็งแรงกว่าเดิมโดยมีการเสริมความหนาของกำแพงสี่ด้านเพื่อค้ำยันโดมและกำแพงอาคารเดิมไว้ นอกจากนี้ก็ได้มีการสร้างหอสูงรูปทรงดินสอขึ้นมาตรงมุมอาคารทั้งสี่แห่ง มีการนำแผ่นโลหะวงกลมขนาดใหญ่ที่มีพระนามของอัลลอฮฺและนบีมุฮัมมัดไปติดตั้งไว้เหนือเสาที่ค้ำยันอาคารภายใน หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 ในสมัยของสุลต่านอับดุลมะญีด

หลังจากอาณาจักรออตโตมานเติร์กล่มสลายลงพร้อมกับการปกครองแบบอิสลาม มุสตาฟา เคมาล ได้พยายามที่จะลบล้างหรือไม่ก็ทำลายสัญลักษณ์ต่างๆที่เป็นของอิสลามลง เช่น ยกเลิกการใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับและหันมาใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการสะกดคำแทน ห้ามผู้ชายไว้เครา แม้จะไว้หนวดได้ก็ห้ามเกินริมฝีปาก ห้ามผู้หญิงใช้ผ้าคลุมศีรษะ ห้ามสวมใส่เครื่องแบบผู้ทรงความรู้ทางศาสนา แม้แต่เสียงอะซานเรียกผู้คนมานมาซในภาษาอาหรับที่กล่าวกันมานับพันปีก็มีความพยายามที่จะให้กล่าวเป็นภาษาตุรกีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่กล่าวมาหลังสุดนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทุกวันนี้ เสียงอะซานยังคงก้องกังวานเป็นภาษาอาหรับจากมัสญิดทุกแห่งวันละ 5 เวลา อีกทั้งผู้คนยังปฏิบัตินมาซเพื่อสรรเสริญพระเจ้าและยืนยันว่าความศรัทธาในพระองค์จะยังคงดำรงอยู่กับชีวิตของพวกเขาตลอดไปไม่จืดจาง และดูเหมือนว่าขณะนี้ความศรัทธาในศาสนาในตุรกีกำลังจะเวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะคนมุสลิมในตุรกีอ่านข้อความในคัมภีร์กุรอานอยูเป็นประจำว่า

"พระองค์คือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้น ดังนั้น จงเคารพภักดีพระองค์และจงอดทนในการรับใช้พระองค์ เจ้ารู้จักผู้ใดอื่นที่เสมอเหมือนกับพระองค์บ้างไหม ?" (กุรอาน 19:65)

ถึงแม้ฮาเกียโซเฟียมิได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ของโลกก็ตาม แต่โดยลึกๆแล้ว ฮาเกียโซเฟียก็ได้เตือนมนุษย์ทั้งหมดบนโลกนี้ว่าถ้าเป็นชีวิตแล้ว ทุกคนต่างมีความศรัทธาอยู่ในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าพวกเขารวมกัน พวกเขาก็จะเข้มแข็ง ถ้าพวกเขาอดทนในการแสดงความภักดีต่อพระเจ้า พวกเขาก็จะได้ชัยชนะ

ฮาเกียโซเฟียเป็นหลักฐานทางวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่าความศรัทธาทางศาสนาของมนุษย์ยังคงไม่ตาย และมันจะยังคงอยู่กับมนุษย์ตลอดไปจนกว่าโลกสลาย

ทุกคำถาม อิสลามมีคำตอบ
ถาม กระแสความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาหรือล้าหลังอย่างเช่นประเทศในเอเชีย อาฟริกาและประเทศลาตินซึ่งผู้คนนับถือศาสนา แต่ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์กลับไม่ค่อยปรากฏในประเทศตะวันตกที่ผู้คนรุ่นใหม่เลิกนับถือศาสนากันไปแล้ว เป็นเพราะศาสนาหรือเปล่าที่ทำให้ผู้คนเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ ?

ตอบ จะไปโทษศาสนาว่าเป็นสาเหตุให้ผู้คนมีความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์คงไม่ถูกต้องหรอกครับ เพราะถึงแม้ศาสนาจะมีเรื่องราวของความเร้นลับเหนือกฎธรรมชาติอยู่ แต่ก็ไม่มีศาสนาหรือศาสดาใดสอนให้มนุษย์เชื่อถือเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ ในทางตรงข้าม บรรดาศาสดาทั้งหลายมักจะต่อต้านหรือทำลายความเชื่อถือในเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ

ก่อนหน้าสมัยศาสดามุฮัมมัด เวลาชาวอาหรับจะออกจากบ้านไปทำธุรกิจหรือออกทำสงคราม ชาวอาหรับจะแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อดูว่ามีนกบินอยู่บนฟ้าทางด้านขวาหรือด้านซ้ายของบ้าน ถ้าหากมีนกบินทางด้านขวาก็ถือว่าเป็นลางดี แต่ถ้าหากมีนกบินทางด้านซ้ายก็ถือว่าเป็นลางร้ายและจะไม่ออกจากบ้านแม้จะวางแผนทำอะไรไว้แล้วก็ตาม

ก็คงไม่ต่างจากคนไทยที่เชื่อว่าหากจิ้งจกร้องทักก่อนออกจากบ้านก็หมายถึงลางร้าย และจะไม่ออกจากบ้านหรือออกไปก็ด้วยความไม่สบายใจ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นก็จะอ้างเรื่องจิ้งจกร้องทักว่าเป็นลางบอกเหตุ
กระแสความเชื่อเรื่องโชคลางไสยศาสตร์เกิดขึ้นก็เพราะพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการสิ่งจำเป็นสองสิ่งในชีวิต นั่นคือ ความมั่นคงปลอดภัยและความมีกิน ถ้าสองสิ่งนี้มีหลักประกัน ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์ก็จะไม่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ หรือถ้าจะเกิดก็น้อยมาก ดังนั้น ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์จึงไม่ค่อยมีปรากฏในประเทศที่เจริญแล้ว เพราะผู้คนได้รับหลักประกันในการดำรงชีพจากแผนการประกันสังคมของรัฐ

แต่ในประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศยากจน ประชาชนไม่มีหลักประกันหรือความหวังในสิ่งเหล่านี้จากรัฐบาล ผู้คนจึงหันไปพึ่งโชคลางไสยศาสตร์หรือการพนันซึ่งพอจะเป็นความหวังได้บ้างถึงแม้จะน้อยเต็มทีก็ตาม จะเปิดงานหรือเริ่มต้นทำกิจการอะไรสักอย่างก็ต้องไปหาซินแสให้ดูฤกษ์ดูยาม ดูเลขผานาทีเพื่อความเป็นศิริมงคล

ในอิสลามไม่มีความเชื่อในเรื่องนี้ครับ คนมุสลิมที่ศรัทธาในพระเจ้าจะถือว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้ายล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่มีอะไรสามารถที่จะขัดขวางพระประสงค์ของพระองค์ได้ เมื่อได้รับสิ่งดีงาม มุสลิมก็จะถือว่าเป็นความโปรดปรานของพระเจ้าและจะขอบคุณพระองค์ แต่เมื่อประสบเคราะห์กรรม ความสูญเสียหรือความตาย มุสลิมก็จะถือว่าพระเจ้าทรงต้องการทดสอบว่าจะยังคงศรัทธาในพระองค์และวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระองค์หรือไม่ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายอย่างไรก็ตาม มุสลิมจะวิงวอนขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้าองค์เดียวและจะไม่หันไปพึ่งเกจิอาจารย์หรือโชคลางไสยศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น เพราะการทำเช่นนั้นถือเป็นบาปใหญ่อย่างหนึ่งที่มีผลทำให้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมและจะได้รับความหายนะในชีวิตหลังความตายมากกว่าชีวิตในโลกนี้หลายเท่า

ผมว่าทุกศาสดาก็มีหลักคำสอนคล้ายๆกันครับ เพราะศาสดาทั้งหลายก็ได้รับคำสอนจากพระเจ้าเหมือนกัน ความเชื่อในเรื่องโชคลางไสยศาสตร์เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในสังคมที่ขาดความศรัทธาในพระเจ้าและขาดความรู้ทางศาสนาที่ถูกต้องครับ

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน


ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระอนุชา(รัชกาลที่ 9)เสด็จเยือนมัสยิดต้นสน



ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระอนุชา(รัชกาลที่ 9)เสด็จเยือนมัสยิดต้นสน

ในปี พ.ศ. 2489 ในหลวงรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ได้ทรงทราบถึงความเป็นมาของมัสยิดต้นสน ซึ่งเป็นมัสยิดที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ และได้ทรงทราบถึงประวัติความเป็นมารวมทั้งบรรดาแม่ทัพนายกองมุสลิม ข้าราชกาชมุสลิมหลายท่าน และอดีตท่านจุฬาราชมนตรีที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมของ ศาสนาอิสลามขององค์พระมหากษัติรย์ไทยหลายรัชกาล ได้ฝังอยู่ในสุสานของมัสยิดต้นสนเป็นจำนวนมาก จึงมีพระประสงค์ที่จะพระราชทานพระราชวโรกาสเสด็จมาเยี่ยมมัสยิดต้นสนทางชลมารท เพื่อให้มวลมุสลิมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด

ทางท่านอิหม่ามและกรรมการมัสยิดได้รับทราบพระมหากรุณาธิคุณล่วงหน้าอย่างกระทันหัน มีเวลาเตรียมรับเสด็จล่วงหน้าเพียง 2 วัน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ซึ่งทรงเป็นพระอนุชาในขณะนั้น ทรงเสด็จเยี่ยม มัสยิดต้นสนเป็นการส่วนพระองค์

ผู้ที่ตามเสด็จในครั้งนี้มี พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นทิพยลาภพิทยากร พร้อมทั้งราชองค์รักษ์และข้าราชบริพาร นายทหาร นายตำรวจ มหาดเล็กรักษาพระองค์ เสด็จทางชลมารท เทียบท่าน้ำ ของมัสยิด ผู้ที่มีเกียรติมาร่วมถวายการรับเสด็จในครั้งนี้ ก็มี ท่านจุฬาราชมนตรี แช่ม พรหมยงค์ ท่านเจ้าคุณมไหสวรรค์ นายกเทศมนตรีนครธนบุรี พร้อมด้วยอิหม่าม คณะกรรมการมัสยิดต้นสน และบรรดามวลพี่น้องมุสลิมชาวมัสยิดต้นสนและพี่น้องมุสลิมในท้องที่อื่น ๆ มาร่วมถวายการรับเสด็จอย่างมากมาย การรับเสด็จเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางมัสยิดได้มีการบันทึกภาพอันสำคัญนี้ ไว้มากมาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระอนุชา ได้ทรงเสด็จเข้าสู่ภายในมัสยิด และทรงไต่ถามถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทรงสนพระทัย และได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมา ที่อาคารเรือนไม้ข้างมัสยิด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมสนธิอิสลามในปัจจุบัน ทางมัสยิดก็ได้ทราบบังคมทูลรับเสด็จและกราบทูลประวัติความเป็นมาของมัสยิด เมื่อถวายรายงานจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสตอบ ด้วยพระราชดำรัสที่นำความปลาบปลื้มใจมาให้แก่บรรดาพี่น้องมุสลิมที่ได้มาถวายการรับเสด็จอย่างใกล้ชิดโดยทั่วหน้า

ที่มา http://kanchanapisek.or.th/kp8/culture/bkk/bkk122.html
รูปภาพ : truth about islamic world today








เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ซอลาฮุดดีน"


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ซอลาฮุดดีน"

หลาย ๆ อาจจะรู้จักชายที่ชื่อ "ซอลาฮุดดีน" กันแล้วหรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า "ซาลาดิน" แตวันนี้ผมจะมานำเสนอเรื่องที่หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับชายผู้นี้ แบ่งเป็น ข้อ ๆ ไปเพื่อความสะดวกในการอ่าน

1 - ชื่อจริงของ "ซอลาฮุดดีน" มีชื่อว่า "ยูซูฟ อิบนิ อัยยูบ" ถ้าเรียกแบบฝรั่งก็คือ "โจเซฟ ลูกของ โย๊ป" (โจเซฟ = ยูซุฟ , โย๊ป = อัยยูบ)

2 - บิดาของท่าน ซอลาฮุดดีน เป็นผู้ปกครองเมือง ดามัสกัส ส่วนลุงของท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ใน ราชวงศ์เซงกี

3 - ซอลาฮุดดีน เป็นชาวเคิร์ด สืบเชื้อสายบรรพบุรุษมาจากเมือง Dvin (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอาร์เมเนีย)

4 - ซอลาฮุดดีนพูดได้ถึง 3 ภาษา อาหรับ เคิร์ด ตุรกี(เป็นภาษาใช้ในกองทัพ)

5 - คู่ปรับของท่านคือ กษัตริย์ริชาร์ด ที่ 1 แห่งอังกฤษ หรือที่รู้จักกันในนาม ริชาร์ดใจสิงห์

6 - ซอลาฮุดดีน เคยถูกลอบฆ่าจากกลุ่ม ฮาซซาซิน จนกระทั่งท่านยกกองทัพไปที่หน้าป้อมปราการของกลุ่ม ฮาซซานซิน และขอให้กลุ่มฮาซซาซิน ล้มเลิกความคิดนี้ซะ ไม่เช่นนั้นจะให้กองทัพทำลายป้อมปราการของกลุ่มฮาซซาซินทิ้ง

7 - ซอลาฮุดดีน เสียชีวิตจากอาการป่วยเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่กษัตริย์ริชาร์ดใจสิงห์เดินทางกลับอังกฤษ ซอลาฮุดดีนมีทรัพย์สมบัติที่เหลือให้กับราชวงศ์เพียงแค่ทองคำ 1 ชิ้น เงิน 40 ชิ้น ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่การใช้จ่ายในงานศพ

อันนี้ถือเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยในชีวประวัติของ ซอลาฮุดดีน ยูซุฟ อิบนิ อัยยูบ ไว้หากมีโอกาศจะเขียนประวัติตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวาระสุดท้ายของท่าน

เรียบเรียงโดย Ekamon Niyomrach
@กลุ่มประชาชาติแห่งอิสลาม