วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ท่านรู้รึไม่ว่า...ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักประดิษฐ์ชาวมุสลิม


         เราอาจคุ้นเคยกับเทคโนโลยีทันสมัยจากโลกตะวันตก และองค์ความรู้จากนักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งผิวขาว  หรือวิทยาการจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีมานานนับพันปี  แต่เราอาจไม่เคยรู้ว่าในโลกมุสลิมมีวิทยาการที่ก้าวหน้าและบางอย่างเป็นสิ่งที่เราใช้กันจนชิน 
             ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวมุสลิม ในช่วงยุคทองของโลกมุสลิม (ค.ศ. 700-1700) ยังคงมีให้เห็นในโลกปัจจุบัน และหลาย ๆ ความรู้ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นรากฐานให้กับนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตก ที่แท้จริงแล้ว...เคยถูกค้นพบมาก่อนโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวมุสลิม

        ประวัติศาสตร์ของประชาชาติมุสลิม ซึ่งในยุคแรกของประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมขวนขวายหาความรู้ด้วยความมุ่งมั่น พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และปรัชญา พวกเขามีความเชี่ยวชาญภาษาอื่นๆ เช่น ภาษากรีก ฮินดู เพื่อใช้เป็นสื่อในการแสวงหาความรู้ พวกเขาจึงแตกฉานศาสตร์ต่างๆ และเผยแพร่ไปทั่วโลก ในเมืองสำคัญของประเทศอิสลามในขณะนั้น จึงอุดมด้วยห้องสมุดและวิทยาการ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 15 ได้มีแนวคิดว่าวิทยาศาสตร์และความรู้อื่น ๆ ไม่มีประโยชน์อันใดต่อชีวิต การเรียนรู้ในศาสตร์เหล่านี้ ไม่มีผลบุญอันใดเลย ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์จึงไม่ค่อยให้ความสนใจพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์มากนัก
           ในขณะเดียวกันยุโรปขณะนั้นกำลังอยู่ในยุคมืด (The Dark Eges) ชาวยุโรปได้ศึกษาอารยธรรมอิสลาม และเห็นความก้าวหน้าทางวิชาการของโลกมุสลิม พวกเขาจึงศึกษาเรียนรู้ภาษาอาหรับเพื่อเป็นสื่อในการแสวงหาความรู้ที่ปรากฎในประเทศอิสลาม ในขณะเดียวกันชาวมุสลิมได้พร้อมใจหันหลังกับวิทยาการสมัยใหม่ แต่ชาวยุโรปกลับลุกขึ้นจากการหลับใหล หันมาสนใจศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ จนกระทั่งยุโรปสามารถสถาปนา อารยธรรมที่มั่นคง เข้มแข็งตราบจนปัจจุบัน
      ในขณะที่ชาวมุสลิมกลับถอยหลังเข้าคลอง พวกเขาไม่สามารถแม้กระทั่งปกป้องตนเอง เราพบว่าขณะนี้สภาพของมุสลิมประสบกับความตกต่ำแค่ไหน พวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นปกป้องตนเอง นี่คือบทบาทองค์ความรู้ต่อการสร้างอารยธรรม หากเราไม่สามารถสรรค์สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ แสดงว่าเรากำลังเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความถดถอย แต่หากเราเป็นสังคมภูมิปัญญา มีการศึกษาทั้งศาสตร์ศาสนา และศาสตร์การดำเนินชีวิต เราจะเป็นสังคมที่เจริญที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ทัดเทียมกับอารยประเทศ

                    
                  อัล-ราซิ (ราเซส Rhazes,865-925)เป็นคนแรกที่ค้นพบไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) และสามารถเชคอัลกอฮอล์ออกมาใช้เป็นตัวฆ่าเชื้อได้ นอกจากนี้เขายังเขียนตำราเกี่ยวกับโรคฝีดาษและหัด (Pedantries) ซึ่งนับได้ว่าเป็นงานชิ้นแรกฯในเรื่องนี้ และถือเป็นงานเขียนด้านการแพทย์ที่ปรุงแต่งโดยโลกอาหรับ ในงานชิ้นนี้เราได้พบรายงานทางการแพทย์เรื่องโรคฝีดาษเป็นครั้งแรก


        เพลาข้อเหวี่ยง (crank-shaft) คิดค้นขึ้นมาโดย อัล-จาซารี Al-Jazari (1136-1206) วิศวกรมุสลิม เพื่อทดน้ำในระบบชลประทาน
         เพลาข้อเหวี่ยง(crank-shaft)เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนการหมุนรอบเพลาไปเป็นแนวตรง  และเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของเครื่องจักรกลสมัยใหม่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการคิดค้นการเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ถือเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกมนุษย์คิดค้นขึ้นมาโดย อัล-จาซารี (Al-Jazari) วิศวกรมุสลิม เพื่อทดน้ำในระบบชลประทาน ในหนังสือของเขา 1206 Book of Knowledge of Ingenious Mechanical Devices แสดงให้เห็นว่าเขาได้คิดค้นหรือปรับปรุงการใช้วาล์วและลูกสูบ ประดิษฐ์และออกแบบนาฬิกาเครื่องกลชิ้นแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำและการถ่วงน้ำหนัก และเขายังเป็น บิดาแห่งเครื่องกล (father of robotics) นอกจากนี้ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ อีก 50 อย่างของเขามี กุญแจรหัสที่ต้องไขด้วยการหมุนตัวเลข (combination lock) รวมอยู่ด้วย


                ในศตวรรษที่ 15 ชาวมุสลิมคิดค้นทำจรวด (rocket) และ ตอร์ปิโด (torpedo) แม้ชาวจีนจะเป็นผู้คิดค้น ดินปืน (saltpeter gunpowder) และใช้ในการจุดพลุ ทำดอกไม้ไฟ แต่ชาวอาหรับเป็นผู้พัฒนาต่อมาใช้โปตัสเซียมไนเตรตทำดินปืนเพื่อการทหาร การคิดค้นของชาวมุสลิมทำให้พวกเขาชนะสงครามครูเสดและทำให้นักรบคริสเตียนสะพรึงกลัว ในศตวรรษที่ 15 ชาวมุสลิมคิดค้นทำทั้ง จรวด (rocket) และ ตอร์ปิโด (torpedo) พวกเขาเรียกจรวดว่า ไข่ที่วิ่งออกไปและเผาไหม้ด้วยตัวเอง(self-moving and combusting egg) และเรียกตอร์ปิโดว่า ระเบิดรูปลูกแพร์ที่ดันตัวเองออกไปมีหอกที่ปลายไประเบิดออกที่เรือของศัตรู



              ศตวรรษที่ 8-11ศัลยแพทย์มุสลิม อัล ซาห์วารี (Al-Zahrawi) ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ผ่าตัดและเครื่องมือแพทย์ ที่ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์สมัยใหม่
              เครื่องมือผ่าตัดสมัยใหม่จำนวนมากยังมีรูปแบบเหมือนเปี๊ยบกับเครื่องมือสมัยศตวรรษที่ 10 ที่ออกแบบโดย อัล-ซาฮฺราวี (al-zahrawi) ศัลยแพทย์ชาวมุสลิม เขาประดิษฐ์ มีดผ่าตัด เลื่อยกระดูก คีมหนีบ กรรไกรอย่างดีสำหรับการผ่าตัดตา และเครื่องไม้เครื่องมืออีก 200 อย่าง เครื่องมือเหล่านี้ยังคงยอมรับกันอยู่ในวงการผ่าตัดสมัยใหม่ เขาเป็นผู้ซึ่งค้นพบว่า เชือกเหนียวที่ทำจากไส้แห้งของสัตว์สามารถใช้สำหรับเย็บแผลภายในที่จะละลายไปตามธรรมชาติได้ (การค้นพบนี้มาจากเมื่อเขาเห็นลิงของเขากินเชือกเหนียว) และยังสามารถใช้เป็นแคปซูลยาด้วย ในศตวรรษที่ 13 อิบนฺ นาฟิส (Ibn Nafis) แพทย์ชาวมุสลิมอีกคนหนึ่งได้อธิบายการไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นเวลาถึง 300 ปีก่อนหน้าที่ วิลเลียม ฮาร์วีย์ (William Harvey) ได้ค้นพบเรื่องนี้ แพทย์มุสลิมยังค้นพบยาสลบในฝิ่น การผสมอัลกอฮอล์ และได้พัฒนาเข็มกลวงเพื่อดูดต้อกระจกออกจากตา ซึ่งเป็นเทคนิคที่ยังคงใช้อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้


                     กำเนิดเครื่องฉายสไลด์
                     ชาวกรีกโบราณคิดว่า ตาของมนุษย์ส่งรังสีออกมาได้ เหมือนแสงเลเซอร์ ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ แต่มนุษย์คนแรกที่ตระหนักว่าแสงต่างหากที่เข้ามาสู่ตาของเรา ไม่ใช่ตาของเราส่งแสงออกไปก็คือ อิบนฺ อัล-ไฮษัม (Ibn al-Haitham) ชาวมุสลิมสมัยศตวรรษที่ 10 ผู้เป็นทั้ง นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และ นักฟิสิกส์ หลังจากที่เขาสังเกตเห็นว่า มีลำแสงออกมาจากช่องเล็กๆ ของหน้าต่าง เขาจึงประดิษฐ์กล้องที่มีรูเล็กๆ ขึ้นมาเป็นอันแรก เขาพบว่ายิ่งเขาทำให้รูเล็กมากเท่าไร ภาพยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น เขาจึงประดิษฐ์ กล้องมืด Camera Obscura (มาจากคำภาษาอารบิกว่า ฆามารา qamara ซึ่งหมายถึง ความมืด หรือ ห้องส่วนตัว) ชิ้นแรกขึ้นมา เขายังได้รับเกียรติให้เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่เปลี่ยนวิชาฟิสิกส์ จากการใช้ปรัชญาคิดเพียงอย่างเดียว มาเป็นการทดลอง


                  โค้งยอดแหลม (pointed arch) ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโบสถ์ โกธิค ในยุโรป เป็นนวัตกรรมที่นำมาจากสถาปัตยกรรมโลกมุสลิม โค้งแบบนี้แข็งแรงกว่าโค้งกลมที่เคยใช้โดยชาวโรมันและนอร์มัน ทำให้สามารถสร้างอาคารได้สูงกว่า ใหญ่กว่า และอลังการกว่าเดิมมาก สิ่งอื่นๆ ที่ยืมมาจากอัจฉริยภาพของชาวมุสลิมได้แก่ หลังคาโค้งที่มีซี่ หน้าต่าง rose window และเทคนิคการทำตึกโดม ปราสาทในยุโรปจำนวนมากสร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมโลกมุสลิม เช่น ทำช่องยาวเป็นรูปคันศร ส่วนของกำแพงที่มีลักษณะคล้ายใบเสมามีช่องพุ่งอาวุธออกและมีที่บังอาวุธ และ เชิงเทิน กำแพงบังหน้า นอกจากนี้ชาวยุโรปเลียนแบบสถาปัตยกรรมมุสลิมโดยทำอาคารให้เป็นสี่เหลี่ยมเพื่อให้ป้องกันศัตรูได้ง่ายกว่าอาคารทรงกลม นอกจากนี้ สถาปนิกของปราสาทของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 5 เป็นชาวมุสลิม


                 อัล คินดิ (Al-Kindi) เป็นผู้ริเริ่มในการใช้โน้ตดนตรีในการเขียนเพลง และเป็นผู้ตั้งชื่อโน๊ตของระดับเสียงดนตรีโดยใช้พยางค์แรกของแต่ละวรรคแทนที่การใช้ตัวอักษรศาสตร์
               การดนตรีเรียกระบบนี้ว่า โซลมิเซชั่น (Solmzation) พยางค์เหล่านี้กลายเป็นระดับเสียงพื้นฐานของดนตรี คือ Do Re Me Fa Soi La Ti ในปัจจุบัน ซึ่งระดับเสียงพื้นฐานเหล่านี้มาจากภาษาอาหรับ คือ Dal Ra Min Fa Sad และ Lam






              บรรพบุรุษของกีต้าร์ มีวิวัฒนาการมาจากเครื่องดนตรีอัล อู๊ด (Al-Ud)ของโลกมุสลิม
            อัล-คินดี้ นักประดิษฐ์มุสลิม เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรี อัล=อู๊ด (Al-Ud) ซึ่งเป็นเครื่องสายชิ้นแรกของโลกมุสลิมที่มีลวดลายสลักประณีต สวยงาม และอาณาจักรอันดาลุสที่มีอิทธิพลเหนือแว่นแคว้นในสเปนได้ถ่ายทอดเครื่องดนตรีชิ้นนี้สู่ยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นต้นตระกูลเครื่องสายที่เรียกว่าลุต (Lute) ซึ่งเป็นกีต้าร์รุ่นแรกฯของยุโรป โดย อัล-อู๊ด จะมีลักษณะคล้ายกีต้าร์ ด้านหน้าเป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่กว่ากีต้าร์ในปัจจุบันเล็กน้อย ขึงด้วยสาย คล้ายกีต้าร์ในปัจจุบันและมีเสียงไพเราะมาก


               กำเนิดการบินครั้งแรกของมนุษย์
              1,000 ปีก่อนหน้าที่พี่น้องตระกูลไรท์ (Wright Brothers) จะทำเครื่องร่อนลำแรกของโลกสำเร็จในปี คศ.852 หนุ่มมุสลิมจากแผ่นดินสเปนในปัจจุบัน หรือในอดีตคือ อาณาจักรมุสลิม อันดาลูเซีย (คศ.711-คศ.1492) ชื่อ อับบาส อิบนุ ฟิรฺนาส (Abbas Ibnu Firnas) ผู้เป็นทั้งกวี นักดาราศาสตร์ นักดนตรี และ วิศวกร ได้พยายามกระโดดจากหอคอยอาซาน หรือ มินาเร ของมัสยิดใหญ่แห่งเมือง คอร์โดบา (Cordoba) หลายครั้ง เขาใช้เสื้อคลุมผูกเข้ากับแผ่นไม้ หวังว่าจะบินได้เหมือนนก แม้เขาบินไม่ได้แต่เสื้อคลุมของเขาที่ปะทะแรงกับอากาศช่วยทำให้เขาค่อยฯตกลงมา ซึ่งนั่นถือเป็นกำเนิดของ ร่มชูชีพ ทำให้เขาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
             ในปี คศ.875 เมื่ออายุได้ 70 ปี เขาได้พยายามบินอีกครั้งโดยใช้เครื่องร่อนที่ทำจากผ้าไหมและขนนกอินทรีย์ คราวนี้เขากระโดดลงมาจากภูเขา เขาร่อนอยู่ในอากาศนานถึง 10 นาที ก่อนจะตกลงปะทะกับพื้นดินอย่างแรง ซึ่งเขาสรุปได้อย่างถูกต้องว่า เป็นเพราะเขาไม่ได้ใส่ หางให้เครื่องร่อนของเขา ซึ่งจะทำให้เครื่องร่อนหยุดตอนร่อนลงกับพื้นดิน ทุกวันนี้สนามบินนานาชาติกรุงแบกแดด และ ปากปล่องภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ถูกตั้งชื่อตามเขา


                  การริเริ่มปรุงอาหารประเภทซุป อาลี อิบนฺ นาฟี (Ali Ibn Nafi) หรือชื่อเล่นว่า ซิรฺยับ (Ziryab) ซึ่งแปลว่า นกดำ (Balckbird) เขามีชีวิตสมัยคริสตวรรษที่ 9 เป็นชาวอิรัก ต่อมาเดินทางไปยังเมือง กอร์โดบา สเปน (อาณาจักรมุสลิม อันดาลูเชีย) เขานำความคิดเรื่องอาหาร 3 อย่างใน 1 มื้อไปด้วย คือ มี ซุป ตามด้วย ปลา หรือ เนื้อ จากนั้นจบลงด้วย ผลไม้ หรือ ถั่ว เขายังคิดค้นการทำแก้วคริสตัล



               การกลั่น (Distillation) ถูกคิดค้นขึ้นมาเมื่อราวปีค.ศ.800 โดยนักวิทยาศาสตร์ยุคแรกๆ ของอิสลามชื่อว่า จาบิรฺ อิบนฺ ไฮยาน (Jabir Ibn Hayyan) ผู้เปลี่ยนรูปแบบจาก อัลเคมี (alchemy) หรือ การเล่นแร่แปรธาตุในยุคกลางเพื่อหากรรมวิธีเปลี่ยนโลหะให้เป็นทอง มาเป็น วิชาเคมี (chemistry) เขาเป็นผู้คิดค้นหลักการและเครื่องมือง่ายๆ ที่ยังคงใช้กันอยู่ในทุกวันนี้เช่น การทำให้เป็นของเหลว (liquefaction) การตกผลึก (crystallisation) การกลั่น (distillation) การทำให้บริสุทธิ์ (purification) การเปลี่ยนธาตุให้เป็นออกไซด์ (oxidization) การระเหยเป็นไอ (evaporation) การกรอง (filtration) เขายังค้นพบกรดซัลเฟอริก และ กรดไนตริก เขาประดิษฐ์เครื่องมือที่ใช้ในการกลั่น เขาทำให้โลกนี้ได้รู้จักกับกลิ่นกุหลาบหอมจัด กลิ่นหอมอื่นๆ และ ยังกลั่นสารละลายอัลกอฮอล์ (แม้การดื่มเครื่องดื่มอัลกอฮอล์จะเป็นสิ่ง ฮาราม หรือ ต้องห้าม ในอิสลาม) อิบนฺ ไฮยาน เน้นการทดลองอย่างเป็นระบบ และ เขาเป็นผู้ก่อตั้งวิชาเคมีสมัยใหม่




                 กำเนิดปากกาหมึกซึม
           ปากกาหมึกซึม ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อถวายสุลต่านแห่งอียิปต์ในปีค.ศ.953 หลังจากที่พระองค์ประสงค์จะได้ปากกาที่ไม่ทำให้มือและเสื้อผ้าของพระองค์เปื้อน
            อัล-มุอิซ (กษัตริย์อียิปต์ซึ่งขึ้นครองราชย์ในปี คศ.953) เป็นผู้สั่งให้ช่างของราชสำนักประดิษฐ์ปากกาหมึกซึม
"เราอยากได้ปากกาที่มีหมึกบรรจุอยู่ภายในสามารถเขียนไปได้เรื่อยฯโดยไม่ต้องจุ่มน้ำหมึกในขวด ผู้เขียนสามารถเติมหมึกลงไปในปากกาได้แถมจะพกพาปากกานี้ไปไหนก็ได้ใส่กระเป๋าก็ได้โดยที่น้ำหมึกไม่เปื้อนเสื้อผ้าหรือหยดออกมาเลอะเทอะ หมึกจะไหลตอนที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนหนังสือเท่านั้น เราไม่เคยเห็นใครทำหรือคิดค้นทำปากกาแบบนี้มาก่อน" ช่างของราชสำนักร้องออกมาว่า "จะทำได้หรือพระองค์ ?" อัล-มุอิซเลยรับสั่งว่า "ได้สิ...หากเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า" อัล-มุอิซกล่าวต่อว่า "อินชาอัลลอฮฺ"



                  เช็ค เช็คสมัยใหม่ที่เราใช้กันคิดค้นขึ้นมาโดยชาวอาหรับ เรียกว่า ซัฆ (saqq) เป็นการเขียนหลักฐานว่าตนจะจ่ายเงินหลังจากได้รับสินค้าแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เงินในการเดินทางด้วยกองคาราวานกลางทะเลทราย ในศตวรรษที่ 9 นักธุรกิจมุสลิมสามารถใช้เช็คที่ออกโดยธนาคารในแบกแดดไปขึ้นเงินที่เมืองจีนได้


                 กาแฟ (Coffee) เรื่องมีอยู่ว่า ชายอาหรับชื่อ คาลิด (Khalid) กำลังเลี้ยงแพะอยู่ที่ คัฟฟา (Kaffa) ภาคใต้ของประเทศ เอธิโอเปีย เขาสังเกตเห็นว่า หลังจากแพะของเขากินผลไม้เล็กๆ บางชนิดแล้ว พวกมันจะมีชีวิตชีวาขึ้น เขาเลยต้มผลไม้เหล่านี้เพื่อทำ กาแฟ ชนิดแรกของโลก มีบันทึกแรกสุดในโลกของเครื่องดื่มว่า เริ่มแรกถูกทำมาจากถั่ว จากนั้นถูกนำจากเอธิโอเปียไปยังประเทศ เยเมน ซึ่งชาว ซูฟี ใช้ดื่มเพื่อให้ตื่นอยู่ทั้งคืนช่วงที่พวกเขาต้องสวดมนต์ในวาระพิเศษ 
                ในปลายศตวรรษที่ 15 เครื่องดื่มนี้ถูกนำไปยังเมือง มักกะฮฺ ประเทศ ซาอุดิอารเบีย แล้วไปยัง ตุรกี จากนั้นในปีค.ศ.1645 ถูกนำไปยังเมือง เวนิส ประเทศ อิตาลี ต่อมาในปีค.ศ.1650 ชาว เตอร์ก ชื่อ ปาสกัว โรซี (Pasqua Rosee) นำเครื่องดื่มชนิดนี้ไปยัง อังกฤษ เขาเปิดร้านกาแฟแห่งแรกขึ้นที่ถนน ลอมบาร์ด ในกรุง ลอนดอน โดยที่คำเรียก กาแฟ ในภาษาอารบิกว่า ฆาฮฺวา (qahwa) ได้กลายมาเป็น คาฮฺเว (kahve) ในภาษาตุรกี จากนั้น กลายมาเป็นภาษาอิตาเลียนว่า คาฟเฟ (caffe) จนในที่สุดกลายมาเป็นภาษาอังกฤษว่า คอฟฟี่ (coffee หรือ กาแฟ ในภาษาไทย)


             สบู่ (Soap) การชำระล้างร่างกายและการอาบน้ำเป็นข้อบังคับทางศาสนาของชาวมุสลิม ซึ่งบางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาประดิษฐ์ส่วนผสมของ สบู่ ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ แม้ชาวอียิปต์โบราณจะเคยใช้สบู่ และชาวโรมันก็เคยมีสบู่ไว้ใช้เป็นน้ำมันใส่ผม แต่เป็นชาวอาหรับที่รวมน้ำมันจากพืชหลายชนิดเข้ากับโซเดียมไฮดรอกไซด์และเครื่องหอมหรือน้ำมันพืชที่มีใบหอมมาทำเป็นสบู่ที่เราใช้อยู่         
               ในทุกวันนี้ จะเห็นได้จากช่วงสงครามครูเสด สิ่งหนึ่งที่ชาวอาหรับตะลึงกับนักรบคริสเตียนมากที่สุดก็คือ นักรบคริสเตียนไม่อาบน้ำ! กลิ่นตัวของนักรบคริสเตียนจึงฉุนมาก ส่วน แชมพู ถูกนำไปสู่ประเทศอังกฤษในปีค.ศ.1759 โดยชาวมุสลิมผู้ไปเปิดสถานอาบน้ำ Mohammad"s Indian Vapour Baths ที่ ไบรท์ตัน และเขาถูกตั้งให้เป็นศัลยแพทย์แชมพูของกษัตริย์ จอร์จที่ 4 และ วิลเลียมที่ 4


           กังหันลม ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปีค.ศ.634 เพื่อถวายกาหลิบแห่งเปอร์เซีย ชาวเปอร์เซียใช้กังหันลมสำหรับบดข้าวโพด และทดน้ำเพื่อชลประทาน ในทะเลทรายอารเบียอันเวิ้งว้าง ช่วงที่อากาศแห้ง พลังงานจะได้จากลมที่พัดจากทิศทางหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กังหันลมมี 6-12 ใบพัดซึ่งทำด้วยผ้าหรือใบปาล์ม ชาวเปอร์เซียใช้กังหันลมมา 500 ปีก่อนหน้าที่จะมีกังหันลมชิ้นแรกในยุโรป


            เลขอารบิค
        ระบบการนับที่ใช้กันทั้งโลกในตอนนี้อาจมาจากชาวอินเดีย แต่ตัวเลขที่เราใช้อยู่จนทุกวันนี้คือ เลขอารบิคหรือเลขอาหรับและปรากฏเป็นตัวพิมพ์ในหนังสือเป็นครั้งแรกโดยนักคณิตศาสตร์มุสลิมในราวปีค.ศ.825 ชื่อ อัล-ควาริศมี (al-Khwarizmi) และ อัล-คินดี (al-Kindi) คำว่า อัลจีบรา (Algebra) หรือ พีชคณิตมาจากชื่อหนังสือของ อัล-ควาริศมี ที่ชื่อ อัล-จาบัรฺ วา มูกับบาลา (Al-Jabr wa-al-Muqabilah) เนื้อหาจำนวนมากในหนังสือเล่มนี้ยังใช้กันอยู่ในวงการคณิตศาสตร์ปัจจุบัน 
         งานของนักคณิตศาสตร์มุสลิมถูกนำไปสู่ยุโรปใน 300 ปีถัดมาโดย ไฟโบนาชี (Fibonacci) นักคณิตศาสตร์อิตาเลียน ส่วน อัลกอริธึม (algorithms) และส่วนใหญ่ของทฤษฎีตรีโกณมิติ (Trigonometry) ก็มาจากโลกมุสลิม อัล ควาริศมี ได้แต่งตำราคณิตศาสตร์อีกเล่มหนึ่งชื่อ "Kitab al-jam 'awal-ta freeq bil Hisab-al Hindi ซึ่งต้นฉบับภาษาอาหรับหายไป มีฉบับแปล ภาษาลาตินชื่อ "Algoritmi de numero Indorum" เป็นภาษาอังกฤษว่า "Al kawarizme on the Hindo Art of Reckoning" ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า อัลกอริธึม (Algorithm = alkawarizm) ที่หมายถึงขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์  ส่วนอัล-คินดี คิดค้นการวิเคราะห์ความถี่เพื่อใช้ถอดรหัสลับในโลกโบราณและเป็นพื้นฐานของการเขียนรหัสในโลกปัจจุบัน


                 โลกกลม
            นักวิชาการมุสลิมเชื่อว่าโลกกลมอย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 หลักฐานเรื่องนี้เห็นได้จาก อิบนฺ ฮัซม (Ibn Hazm) นักดาราศาสตร์มุสลิม เคยบอกว่า "ดวงอาทิตย์อยู่แนวตรงกับพื้นโลกตลอดเวลาหรือ?" นั่นคือตั้ง500 ปีก่อนหน้าที่กาลิเลโอจะบอกชาวยุโรปว่าโลกกลม 
          การคำนวณของนักดาราศาสตร์มุสลิมเที่ยงตรงจนกระทั่งว่า นักดาราศาสตร์มุสลิมบอกไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 หรือ1,200 ปีที่แล้วว่า เส้นรอบวงของโลกยาว40,253.4 กิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าที่วัดในปัจจุบันด้วยวิทยาการใหม่ล่าสุดเพียงแค่200 กิโลเมตร นอกจากนี้ในปีค.ศ.1139 อัล-อิดริซี (al-Idrisi) นำรูปโลกทรงกลมจำลองไปยังราชสำนักกษัตริย์โรเจอร์แห่ง ซิซิลี (อยู่ใน อิตาลี ปัจจุบัน)


          เทคนิคการปลูกฝี และการฉีดวัคซีน ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดย เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ และ หลุยส์ ปาสเตอร์ แต่อย่างใด ชาวมุสลิมเป็นผู้คิดขึ้นมา และในปีค.ศ.1724 ภรรยาของทูตอังกฤษประจำกรุง อิสตันบุล นำเทคนิคนี้จากตุรกี(อาณาจักรออตโตมันเตอร์ก)มายังยุโรป 
        เด็กๆในตุรกีได้รับการฉีดวัคซีนด้วยฝีดาษวัวเพื่อป้องกันโรคฝีดาษ (ไข้ทรพิษ) มาอย่างน้อย 50 ปีก่อนหน้าชาวยุโรปจะประกาศว่าค้นพบเทคนิคนี้

























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น